เรื่องเด็กๆน่ารัก แต่..แสบ

19 03 2008

dscn1063.jpg

“แม่คะ แม่อายุเท่าไหร่แล้วคะ” เด็กหญิงลอร่าถามคุณแม่ระหว่างที่กำลังไปโรงเรียน

“หนูจ๋า การถามอายุผู้หญิงเป็นสิ่งที่ไม่สุภาพนะคะลูก” คุณแม่เริ่มสอนมารยาทบทแรกของวันนี้

“งั้น..คุณแม่หนักเท่าไหร่คะ” น้องหนูเลยถามใหม่

“หนูไม่ควรถามใครในเรื่องส่วนตัวแบบนี้อีกเหมือนกันนะคะ ไม่งั้นหนูจะเป็นเด็กไม่น่ารัก” คุณแม่ยังคงอบรมด้วยความอดทนต่อไป

“แล้วทำไมคุณแม่ถึงเลิกกะคุณพ่อล่ะคะ” แล้วคำถามระเบิดก็ตามมา

“หยุดถามโน่นถามนี่ได้แล้วนะ” โชคเข้าข้างคุณแม่เมื่อมาถึงโรงเรียนพอดี

“แม่เราไม่ยอมบอกอะไรเราเลยอ่ะ” หนูน้อยมาปรับทุกข์กะเพื่อนที่โรงเรียน “ถามอะไร ๆ ก็ม่ายตอบง่ะ”

“ไม่ยากเลยเธอ เธอก็แอบดูบัตรประชาชนคุณแม่ดิ เขาบอกไว้หมดแหละ”

และในคืนนั้นหลังจากคุณแม่ good night kiss ลูกสาวช่างถามแล้ว

“หนูรู้แล้วแหละว่าคุณแม่น่ะอายุ 32 แล้ว” หนูน้อยบอกด้วยท่าทางภูมิใจน่าดู

“เอ๊ะ…หนูรู้มาจากไหนคะลูก”

“หนูแอบดูบัตรประชาชนคุณแม่ค่ะ ยังรู้อีกด้วยนะว่าคุณแม่หนัก 48 กิโล แล้วยังรู้ต่ออีกว่าทำไมคุณพ่อถึงเลิกกะคุณแม”

“หนูรู้จริง ๆเหรอ ทำไมคะ” คุณแม่กึ่งทึ่ง กึ่งขำ

“ก็ในบัตรบอกว่าคุณแม่ได้ F ตรงช่อง Sex อ่ะค่ะ”





เรียนโยคะ

19 03 2008

dsc_0838.jpg

จริงหรือที่ว่าอายุมากขนาดนี้เรียนไม่ไหวหรอก…

คำพูดที่ว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน” ยังใช้ได้นะคะ

ในชั้นเรียน Ashtanga Yoga ก้อยมีเพื่อนเรียนที่หลากหลายอาชีพ หลากหลายวัย มีทั้งชายและหญิง ทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรง มีพลังที่จะทำท่าทางต่าง ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้ทำงาน มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และบ่อยครั้งก็จะมีเสียงเนื้อกระทบเบาะ…บางครั้งเจ็บ บางครั้งไม่เจ็บ อยู่ที่เทคนิคการตกของแต่ละคน

ท่าที่ตกได้ง่ายที่สุดคือ ท่ายืนด้วยศรีษะ หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่า Head Stand นั่นแหละค่ะ ฝึกมาก็นานแล้วนะคะ แต่ก้อยยังต้องอาศัยผนังช่วยค่ะ ยังไม่สามารถเกร็งหน้าท้องให้ยืดได้ด้วยตัวเอง นักเรียนในชั้นหลายคนทำได้นะคะ ก้อยก็มองด้วยความหวังว่าสักวัน.. ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ มีบางวันที่ฮึด ไม่ง้อผนัง เอาหัวตั้งพื้น เกร็งข้อแขนสุดฤทธิ์ แขม่วหน้าท้อง หายใจเข้า หายใจออก ท่องพุทโธในใจ แล้วก็ค่อย ๆ ยกเท้าทั้งสองข้างขึ้น เกร็งหน้าท้องสุดชีวิตค่ะ ค่อย ๆ ยืด ค่อย ๆ ยก อีกนิดเดียว ..ได้แล้ว บังคับขาให้ยืดตรง..เสียหลักค่ะ ล้มตึง เห็นดาวตอนสาย ๆ กระจายเต็มตาเลยค่ะ…

ล้มบ่อยค่ะ แรก ๆ ก็กลัวล้มนะคะ แต่หลัง ๆ มานี่ชักจะชินแล้วค่ะ  แต่ละท่าสวย ๆ ทั้งนั้นเลย ครูจะสอนท่าล้มให้ด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้นักเรียนเจ็บตัวมากไป

พูดเรื่องอายุมาออกเรื่องล้มได้ไงเนี่ย..จะบอกว่าอายุไม่ใช่ปัญหาในการเรียนโยคะค่ะ ยิ่งเรามีอายุมากขึ้น เราก็ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ถูกต้องมั้ยคะ ก้อยมีโอกาสได้คุยกับคุณแม่ลูก 2 ที่มาออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะเป็นประจำ ความคิดของคุณแม่ท่านนี้ทำให้ก้อยซึ้งกับความรักของแม่จริง ๆ เลยค่ะ ท่านบอกกับก้อยว่าท่านออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จะได้ไม่เป็นภาระกับลูก ๆ ที่กำลังเจริญเติบโต และต้องวุ่นวายกับการเรียนหนังสือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ จบมาก็ทำงาน ท่านอยากเป็นคุณย่า คุณยายที่แข็งแรง มีชีวิตที่มีความสุขกับหลาน ๆ เป็นความคิดที่สาวโสดอย่างก้อยต้องคิดตามเลยนะคะ เพราะยังไม่มีใครมาดูแล ดังนั้น เราต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงเข้าไว้ พ่อแม่ก็หวังพึ่งเรายามท่านแก่เฒ่า เพราะฉะนั้น..ต้องสู้ ถึงจะชนะ 555

วันนี้คุณออกกำลังกายหรือยัง…





เล่นโยคะ

19 03 2008

dsc_0822.jpg

วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดีหาเวลาให้ตัวเองได้ออกกำลังกาย หลังจากบอกว่า”เดี๋ยวก่อน” มาหลายวันแล้ว สาเหตุหลัก ๆ ก็เพราะความขี้เกียจนี่แหละค่ะ ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย ทั้ง ๆ ที่รู้นะว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์มากขนาดไหน และเป็นประโยชน์ประเภท “ใครทำคนนั้นก็ได้ประโยชน์” เต็ม ๆ ค่ะ

สำหรับการออกกำลังกายที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ โยคะ โดยเฉพาะ Ashtanga Yoga ที่ต้องขอบอกก่อนเลยว่า ควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนที่มีความชำนาญ เพราะแต่ละท่าทำให้เราได้ยืด เหยียดกล้ามเนื้อจริง ๆ และเน้นเลยว่าเป็นการออกกำลังกายที่ได้เหงื่อมาก ๆ

โยคะ ก็มีหลายรูปแบบ หลายสำนัก ก็แล้วแต่ว่าใครจะสะดวกกับการฝึกในแบบไหน ก็ไม่ว่ากันนะคะ แต่สำหรับก้อยแล้วเทใจให้กับ Ashtanga Yoga หมดใจเลยค่ะ ถ้าใครถามว่าเหนื่อยมั้ย ตอบได้เลยว่าเหนื่อยมาก ๆ ค่ะ ใช้พลังงานเยอะมาก ๆ และบางวันก็มีบ้างที่เจ็บตัวกลับบ้าน เป็นเพราะเราฝืนตัวเองมากเกินไป แต่เจ็บสัก 1 หรือ 2 วัน ก็หายเป็นปกติค่ะ แต่หลังจากเล่นสักประมาณ 3 เดือนผ่านไป หลายคนทักว่ารูปร่างดีขึ้น และตัวเองก็รู้ตัวเลยว่าอกผาย ไหล่ผึ่งมากขึ้น มันทำให้เราดูสมาร์ท ดูเป็นผู้หญิงแข็งแรงอ่ะค่ะ

เล่นมา 9 เดือนแล้วค่ะ ก้อยอาจจะโชคดีกว่าหลาย ๆ คนที่กำลังมองหาที่เรียน เพราะที่ที่ก้อยทำงานอยู่เปิดสอนโยคะ โดยครูที่จบจากอินเดียโดยตรง ก้อยก็เลยเจียดเวลาที่เหลืออันน้อยนิดมาเรียนโยคะในช่วงเช้า ก่อนจะเข้าทำงาน ช่วงแรกที่เรียน เพื่อน ๆ จะเอาใจช่วยกันมาก เพราะหลังจากเรียนแล้วจะต้องมีบ่นโอดครวญทุกวัน ปวดตรงโน้น เมื่อยตรงนี้ เพราะร่างกายไม่เคยยืดเหยียดไงคะ เลยรวมตัวกันประท้วงสุดฤทธิ์ แต่ก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ค่ะ ตอนนี้เหรอคะ…ทำได้มากกว่าเดือนแรก แต่ท่าก็ยังไม่สมบูรณ์ 100% ค่ะ ครูบอกว่าต้องค่อย ๆ ฝึก ..you can do..

คุณล่ะคะ ออกกำลังกายแบบไหนกันบ้าง…





เรื่องเด็ก ๆ น่ารัก..แต่แสบ

17 03 2008

cimg2694.jpg

คุณครูพยายามสร้างความสนใจในห้องเรียน เธอเริ่มต้นชั่วโมงด้วยการตั้งคำถามกะเด็ก ๆ ว่า

“มีใครคิดว่าตัวเองโง่มั้ยจ๊ะ ไหนลองยืนขึ้นซิ”

เงียบกันไปทั้งห้อง ทุกคนทำเหมือนเก้าอี้ติดกาวไว้ทั้งนั้น แม้ว่าคุณครูคนสวยจะถามย้ำอีกครั้ง

ในที่สุด…เด็กชายหลังห้องคู่ปรับเก่าก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มใจนัก

เข้าล็อก ๆ คุณครูสาวแอบยิ้มอยู่ในใจ จะได้วกเข้าบทเรียนซะที

“ทำไมเธอคิดว่าตัวเองโง่ล่ะจ๊ะ” คุณครูถาม

“เปล่าหรอกฮะ คือว่าผมทนไม่ได้ที่จะเห็นครูยืนอยู่คนเดียวน่ะฮะ”





อดีต VS ความทรงจำ

15 03 2008

dsc_0042.jpg

อดีต VS ความทรงจำ

 ทั้ง  2 สิ่ง คือ เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
แต่ “อดีต” นั้น คือเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งเราไม่สามารถจดจำ “อดีต” ได้ทั้งหมด จะมีเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่อยู่ใน “ความทรงจำ”
“อดีต” เราเลือกไม่ได้ แต่สำหรับ “ความทรงจำ” บางเรื่องเราก็เลือกที่จะจำหรืออยากที่จะจำ แต่บางเรื่องที่บันทึกอยู่ใน “ความทรงจำ” ของเรา เชื่อว่าคงมีอยู่ไม่น้อยที่เราไม่อยากจะจำเลย…แต่เราก็จำ

“อดีต” ที่เป็น “ความทรงจำ” นั้น
น่าจะมีอยู่ 2 เรื่อง คือ ความสุข และความทุกข์

“ความสุข” นั้น มักเป็น “ความทรงจำ” ที่เราเลือกจำ
แต่ “ความทุกข์” นั้นเป็น “อดีต” ที่ชอบแอบเข้ามาใน “ความทรงจำ” โดยที่เราไม่ได้อนุญาต
เป็น “ความทรงจำ” ที่ไม่อยากจำ แต่ก็ต้องจำ

อดีตดี ปัจจุบันก็ดี
นี่คือ สัจธรรมความเป็นจริง
ในโลกแห่งความเป็นจริง…
บางครั้งเราไม่อาจปฎิเสธเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
มนุษย์ทุกคนย่อมอยากเจอกับเรื่องราวที่เป็น “ความสุข” มากกว่า “ความทุกข์”
แต่บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้  ถึงแม้ว่า “ความทรงจำ” คือ “รากแก้ว” และรากที่แข็งแรง ใบก็จะดี
แต่ชีวิตนั้นคือ “ปัจจุบัน” ไม่ใช่ “อดีต” ต้นไม้ทั้งต้น คงไม่มีใบที่หงิกงอทั่วทั้งต้น มันมีทั้งดี และไม่ดี แต่อยู่ตรงที่เราจะเลือกว่า จะยืนอยู่ตรงไหนในการมอง
ถ้าเลือกจุดที่ดี เราก็จะมองเห็นต้นไม้งดงาม แต่ถ้าเราเลือกจุดไม่ดี เราก็จะมองเห็นแต่ใบที่หงิกงอ เช่นเดียวกันกับ “ความทรงจำ” ที่อยู่กับเราตลอดกาล แต่อยู่ที่ว่าเราจะหยิบ “ความทรงจำ” ส่วนไหนในลิ้นชักออกมาดู เรื่องนี้เรากำหนดได้ “ความทรงจำ” ของเราก็เหมือนลิงซนที่มักจะโดดออกมาเล่นอยู่ตลอดเวลา เชือกที่คอยกระตุกให้ลิงซนตัวไหนอยู่นิ่งๆ และปล่อยให้ลิงซนตัวไหนกระโดดโลดเต้นต่อไปก็คือ “สติ” ถ้าตั้งสติได้เร็ว พอรู้ตัวว่า “ความทรงจำ” ที่เป็น “ความทุกข์” แวบออกมา เราก็รีบเก็บเข้าลิ้นชักโดยเร็ว และปล่อยความทรงจำที่เป็น “ความสุข” ออกมาแทน ทำเช่นนี้ การมี “สติ” จะทำให้ชีวิตของเรามีความสุข

“ความทุกข์” หรือ “ความสุข” ก็เหมือนเมล็ดฉำฉา หรือเมล็ดจามจุรี
มันเล็กนิดเดียว แต่ถ้านำมาแช่น้ำหรือบ่ม มันจะกลายเป็นต้นจามจุรี ใหญ่โต

ปัญหาของ “ความทุกข์” หรือ “ความสุข” ไม่ได้อยู่ที่ตัวของมันเอง
แต่อยู่ที่การบ่ม หรือคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกถ้าคิดซ้ำในเรื่อง “ความสุข” ต้นจามจุรีแห่ง “ความสุข” ก็จะเติบใหญ่แต่ถ้าคิดซ้ำซากในเรื่อง “ความทุกข์” ต้นจามจุรีแห่ง “ความทุกข์” ก็จะเติบโตอย่าลืมว่าความทรงจำที่เป็น “ความสุข” นั้นเราเลือกได้
เมื่อเลือกแล้วก็ควรจะรู้จักการบ่มเพาะให้เติบโตส่วน “ความทุกข์” เมื่อเราไม่ได้เลือก มันมาเองก็ให้ดูแลมันแบบ ทิ้งๆ ขว้างๆ อย่าไปใส่ใจ“อดีต” เราเลือกไม่ได้ แต่ “ความทรงจำ” เราเลือกได้





Hello world!

14 03 2008

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!