แล้วคุณจะรู้สึก

28 04 2008

อ่านข้อความนี้แล้วรู้สึกดีจังเลย ยิ้มออกทุกที….

Sometimes when you cry, บางครั้ง เมื่อคุณร้องไห้

no one sees your tears.. ไม่มีใครได้เห็นน้ำตาของคุณ

Sometimes when you are in pain, บางครั้ง ที่คุณบาดเจ็บ

no one sees your hurt… ไม่มีใครรับรู้ถึงความเจ็บปวดของคุณ

Sometimes when you are worried, บางครั้ง ที่คุณกังวล

no one sees your stress... ไม่มีใครรับรู้ถึงความเครียดของคุณ

Sometimes when you are happy, บางครั้ง เมื่อคุณมีความสุข

no one sees your smile… ไม่มีใครสังเกตเห็นรอยยิ้มของคุณ

But… แต่ทว่า ….

FART Just One Time… ขอเพียงคุณ…ตด…สักครั้ง

Everybody Knows! ทุกคนจะรู้ทันที!!!





ของขวัญ..ที่มอบให้กันได้ทุกวัน

28 04 2008

ของขวัญอันล้ำค่าเหล่านี้ ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ให้แล้ว ผลที่ได้รับ มีคุณค่ามากมายมหาศาล

ของขวัญจาก การฟัง
จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอคนอื่น พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจาก ภาษากาย
อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้ จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจาก ความเบิกบาน
แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจาก การเขียน
กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจาก คำชม
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ

ของขวัญจาก ความมีน้ำใจ
ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด
ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับใน การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น

ของขวัญจาก เวลาส่วนตัว
บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วยการปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว เมื่อเขาต้องการ

ของขวัญจาก การให้กำลังใจ
คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้ ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจาก มธุรสวาจา
คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษ คุณอยากฟังคำพูดดี ๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน





การอยู่ร่วมกับใครสักคน

28 04 2008

ในการอยู่ร่วม “ชีวิต”… อาจมีที่บ้างเห็นต่าง และคิดไม่ตรงกัน แต่ความต่างนั้น… ก็ใช่จะเป็นความขัดแย้ง หรือทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมด้วยสิ่งมีชีวิตใดใด ล้วนมีองค์ประกอบมากมายในความเป็นชีวิต และองค์ประกอบเหล่านั้น ล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง เพื่อประสานสัมพันธ์กัน เพื่อให้ชีวิตนั้นดำรงอยู่

เช่นกันที่แต่ละชีวิตนั้น มาอยู่ร่วมกันไม่ว่าสถานะใด ล้วนต้องปรับ ผสาน เอื้ออาทร ต่อกัน เพื่อความผาสุก

ต้นไม้หลากหลายที่ให้ดอกพันธุ์ที่งดงาม ใช่หรือไม่ที่บางทีเราต้องแลกด้วยการตัดแต่งกิ่งใบ และเก็บกวาดใบที่ร่วงหล่นลงมิใช่ทิ้งไว้ให้รกเรื้อ ดอกใบจะสวย งดงามเพียงไร … ส่วนหนึ่งย่อมมาจากการดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ยจากเรา

ในความสัมพันธ์ของการอยู่ร่วมก็คงเช่นเดียวกัน มีบ้างบางขณะ ในความเป็นไปที่ความไม่ชอบใจ ความขุ่นข้อง อาจเกิดขึ้นได้ เหมือนต้นไม้ที่ถูกรบกวนด้วยแมลงหรือโรคอื่นใด ที่อาจทำลายให้เหี่ยวเฉาหรือไม่อาจเติบโตได้ เราจะปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น หรือลงมือ ค้นหาสาเหตุ และทำลายต้นเหตุนั้น…

ใส่ใจบำรุงต้นไม้ให้กลับมาดี … ตัดทอนสิ่งที่รกใจ ที่ขุ่นข้อง ออกไปจากการอยู่ร่วม ใส่ใจในความดีงามที่มีอยู่อย่าเพียงเอาแต่ความสวยงาม โดยไม่ใส่ใจดูแล และตระหนักในคุณค่าของกันและกัน

ให้การมีอยู่เป็นความงดงาม .. ไม่ใช่หนามแหลม

“ชั่วชีวิตมนุษย์…สิ่งที่บันดาลให้หดหู่ รันทด มิใช่การจำพราก หากเป็นการอยู่ร่วม

เพราะหากไม่เคยอยู่ร่วม ไหนเลยมีการจำพรากได้ …”





คุณตาคุณยาย ผู้น่ารัก

28 04 2008

สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันมา 50 ปี เช้าวันหนึ่ง
ขณะนั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน ภรรยาเอ่ยขึ้นว่า….
‘จำได้ไหม เมื่อ 50 ปีก่อน เรานั่งกินอาหารเช้าด้วยกันแบบนี้
และตรงนี้เลยด้วย’
‘จำได้สิ’ คุณตาตอบ
‘บางวันเรายังแก้ผ้ากินข้าวด้วยซ้ำ เมื่อ 50 ปีก่อนน่ะ ‘
‘แหม…คุณก็…’ คุณยายหัวเราะคิกคัก
‘เรากลับไปทำแบบเก่าๆกันอีกดีกว่า ‘ คุณตาชวน
ทั้งคู่กลับเข้าห้อง แล้วออกมานั่งโต๊ะกินข้าวใหม่ในชุดนุ่งลมห่มฟ้า
‘รู้ไหม..ที่รัก ‘ คุณยายพูดเสียงกระเส่า
‘หัวนมทั้งคู่ของฉัน ร้อนผ่าว รอต้อนรับคุณอยู่เหมือนเมื่อ 50 ปีก่อนเลย’
‘แน่ล่ะสิ…’ คุณตาบอก
‘ก็ปลายข้างหนึ่งแช่อยู่ในถ้วยกาแฟ และอีกข้างอยู่ในถ้วยข้าวต้มนี่นา….’

เช้าวันหนึ่ง…เรื่องเล่านี้อาจจะเป็นคุณก้ได้ 555





ผู้ชายที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย

28 04 2008

ผู้ชายที่ไม่ควรเสียเวลาด้วย เมื่อคุณเป็นผู้หญิงอายุใกล้ 30 หรือที่เรียกว่า”หญิงสูงวัย”
ควรอ่าน
ผู้ชายก้อดูไว้นะ ว่าเป็นหรือป่าว ถ้าเป็นก้อรีบปรับปรุงตัวซะ
ผู้หญิงทุกคนกำลังจับตามองคุณอยู่นะปลายฝนต้นหนาวเลข 29-30 มาเยือน คุณเอ๋ย ยังเสียเวลากับผู้ชายแบบนี้อยู่หรือเปล่า

1 ผู้ชายที่คิดว่างานบ้านเป็นเรื่องของผู้หญิงและไม่คิดจะช่วย /คิดว่าไม่ผิดที่ผู้ชายจะมีกิ๊กหรือชู้
= ต้องโทษประหาร สับแล้วโยนให้เป็ดกิน

2. มีหนี้ท่วมหัว เป็นหนี้พนันบอล บัตรเครดิตและหนี้อื่นๆ

3. ผู้ชายวัยทำงานที่ยังนั่งเล่นเกมส์เป็นกิจวัตร และไม่ทำกิจกรรมอะไรนอกจากนอนในวันหยุด
=ต้องส่งกลับไปอยู่ รร อนุบาลกินนอน เราเคยเจอสามีเพื่อนเอาเกมส์ไปต่อกับทีวีห้องพักฟื้น หลังจากเพื่อนเราเพิ่งคลอดลูกอ่ะ หยองน่ะ ผู้ชายแบบนี้

4. ผู้ชายที่อายุมากกว่าแต่รายได้ต่ำกว่า
=มีแฟนเหมือนมีพ่อ แถมขอเงินก็ไม่ได้

5. ผู้ชายอายุน้อยกว่า ที่คิดว่าเรามีรายได้มากกว่า และจ้องแต่จะให้เราจ่าย
=มีแฟนเหมือนมีลูก ป้าบเราแล้วยังจะให้เราจ่ายค่าไอติม

6. ไม่พาเราไปแนะนำให้ครอบครัวเค้ารู้จักและไม่เคยพาไปบ้านช่องเค้า
=คงโกหกอะไรชัวร์ หรือครอบครัวคงเป็นแบบ Adam?s Family

7. ผู้ชายที่ไม่แน่ใจตัวเองว่าชอบผู้หญิงรึเปล่า
=ประตูหน้า Lock lock lock!! แบบนี้ระวังโรค

8. ผู้ชายที่มีครอบครัว อ้างว่าแยกกันอยู่แล้วแต่หย่าไม่ได้ (แถวบ้านเรียกว่าโกหก)
= มุขนี้หมาแก่อายุ 35 ขึ้นไปชอบเอาไว้หลอกเด็กอายุ 20 กว่าๆ 29 แล้วอย่าหลงกล เอาน้ำร้อนราดมันซะ!

9. ไม่สามารถเสียสละเวลางานเพื่อเราได้ ไม่ว่าเรื่องจะฉุกเฉินแค่ไหน
= บ้างานแบบนี้จะแต่งกับมันเอาโล่ห์หรอ

10. ผู้ชายที่ Give silent treatment มีปากแต่ไม่รู้จักใช้พูดปรับความเข้าใจ มีเรื่องทีไรเงียบตลอด

11. ผู้ชายที่แมนมาก ไม่เดินจับมือ ไม่ช่วยถือของ และเดินนำหน้าผู้หญิงตลอด เราเดินตกท่อมันยังไม่รู้เลย

12. ไม่คิดจะแต่งงานกับเรา ไม่มีการออมเงินเพื่อแต่งงานหรือสร้างครอบครัว ไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

13. ผู้ชายที่คบกับคุณเพราะคุณรวย หวังเงินหรือผลประโยชน์จากคุณและครอบครัวคุณ

14. ผู้ชายที่ไม่เคารพพ่อแม่คุณ

15. พูดจาหยาบคายกับคนอื่น แต่พูดดีกับคุณ

16. ผู้ชายที่คอยบอกให้เราไปหาหมอเวลาที่เราป่วย แต่ไม่เคยพาเราไปหาหมอ

17. ผู้ชายที่ชอบพูดว่าไม่จำเป็นต้องทำดีในวันพิเศษหรอก วันไหนก็ทำได้ ขนาดวันพิเศษมันยังไม่ทำ วันธรรมดาก็อย่าหวัง 555

แฟนใครเป็นแบบนี้ 5 ข้อขึ้นไป เตรียมตัวเผ่นเถอะ เลข 3 จะมาเยือนคุณแล้ว ชีวิตควรมีคนดูแลคุณได้ดีกว่านี้





บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตที่มีความสุข

28 04 2008

เคยมองว่าตัวเองด้อยค่ากันบ้างไหม เคยคิดว่าตัวเองโชคร้ายสุดๆ กันบ้างหรือเปล่า แล้วเคยรู้สึกทุกข์ทุกครั้งไหมที่คิดและมองตัวเองแบบนั้น หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่มักรู้สึกแย่ๆ กับหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่เข้ามาในชีวิต เป็นเพียงเพราะคุณมองคนที่สูงกว่ามากไปหรือเปล่า ละโมบโลภมากไปไหม การเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น บางครั้งมันทำให้เราเกิดความทะเยอทะยานก็จริง แต่บางทีมันก็ทำให้เรารู้สึกแย่ๆ ได้ หากสิ่งที่ฝันไว้มันไกลความจริงนัก สู้มาทำวันนี้ให้มีความสุขที่สุดกันดีกว่า “บันได 5 ขั้น สู่ชีวิตที่มีความสุข” จะทำให้คุณได้พบความสุขในตัวเองอย่างแท้จริง… ลองอ่านดูนะคะบันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน

ในแต่ละวันให้นึกถึงความดีและความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเองและนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ให้นึกถึงความดีของตนเองที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดีและมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจและเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่งหรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจหรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี

ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่าทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขาซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย ส่วนความไม่ดีหรือไม่เก่งของเขา (ซึ่งมีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคตและชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ถ้าคุณทำเป็นนิสัยคุณจะพบว่าโลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

คือการอยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจหรือไม่สมใจก็ตาม จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่าในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น คุณต้องเลิกจดจำหรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีตเท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ

ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวังกับชีวิตมากเกินไป เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัวหรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้

บันไดขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ

โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ

1. การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน

2. ครอบครัวจะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน

3. สังคมหมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะคนที่มีโอกาสทางสังคมที่ด้อยกว่าเรา รวมทั้งการพูดจากันแบบปิยวาจา

4. ตัวเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

โดยปกติแล้วคนเรามักคิดจะเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคมและคนอื่นอยู่เสมอ แต่มีน้อยนักที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่างที่ลีโอ ตอลสตอย กล่าวไว้

ความคิดนั้นมีอิทธิพลมาก ถ้าคุณคิดแต่สิ่งที่ดีๆ อยู่เสมอ คุณก็มักจะเจอแต่สิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณมองโลกในแง่ร้ายคุณเองก็มักจะไม่มีความสุข เพราะจะร้อนรุ่มไม่ได้อย่างใจ กลายเป็นคนขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา ทำตัวให้เหมือนน้ำเย็นที่ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้ อยากดื่มกิน นับแต่นี้ไปเปลี่ยนมาคิดอะไรในแง่ดีกันเถอะชีวิตจะได้มีความสุขกันมากขึ้น

 





เพื่อน…รัก

28 04 2008

Friends ความหมายของคำว่าเพื่อน
เพื่อนคือ … ยิ่งกว่าแฟนก้อว่าได้
ไม่ตามใจมัน ก็ไม่ด่า
แต่ถ้ามันไม่ตามใจเรา ก็ด่าได้
โดยที่มัน และเราไม่โกรธกัน

เพื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า
เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป
เพื่อนคือที่พึ่งยามเป็นทุกข์
เพื่อนคือที่ปรึกษา ตั้งแต่เรียน ทำงาน
จนจะแต่งงาน! ก็ยังต้องปรึกษามัน
เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน
เพื่อนคอยโกหกพ่อแม่เวลาไปเที่ยวแต่บอกว่าไปทำงาน
เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับมัน ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับมันหรอก
และเพื่อนก็คือคนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน

‘ เพื่อน ‘ คือ ทุกอย่าง
มีผู้ …. ที่เคยคบกันถามว่าจะให้เลือกหนึ่งเดียว
ระหว่างเค้าซึ่งคบกันมา 1 ปี กับเพื่อนซึ่งคบมาประมาณ 15 ปี ว่าคุณจะเลือกใคร
ตอบได้แบบไม่ต้อง คิดเลยว่า ‘ เพื่อน ‘
ซึ่งเค้าก็บอกว่าตอบผิดตอบใหม่ได้นะ
เราก็บอกว่าตอบถูกแล้ว
เพราะเค้าเห็นว่าเรารักเพื่อนมากกว่า แต่ไม่ใช่

ถัาเราจะต้องเอาคนเข้ามาในชีวิตอีก 1 คน
ซึ่งก็ยังไม่รู้อะไรกันมาก
กับเสียคนที่เรารู้จักกันมาเป็น 10 ปี
เราว่าทุกคนก็ต้องมีคำตอบเหมือนกับเรา
เพราะสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม
เราไม่สามารถเอาแต่ละคนมาบวกและลบกันเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า

และสิ่งที่เราเลือก สิ่งนั้นก็คือ *****” เพื่อน ”****
‘ some time happy… some time sad… but all time friend ‘
บทส่งท้าย ถ้าเราสนุก ไปเที่ยวโดยไม่มีเพื่อน
แล้วเล่าให้มันฟัง
มันก็ไม่ว่าอะไร …. แล้วถ้าเราเที่ยวแล้วเกิดปัญหา
เราตามตัวมันมา
มันเคยพูดไหมว่า ‘* ไม่สน * เที่ยวแล้วไม่ชวน * * ‘
คำพูดอย่างนี้จะไม่มีจากปากเพื่อน
จะมีก็แต่ว่า ‘ อยู่ตรงไหน เป็นอะไร ‘
แล้ว ก็ ลงท้ายว่า * จะรีบไป ….

 





พ่อสอนลูก

28 04 2008

มีพ่ออยู่คนหนึ่งได้ต้นเชอรี่พันธุ์ดีมา ก็เอามาปลูกไว้ที่บ้าน และสั่งให้ทุกคนในบ้าน ช่วยกันดูแล เพื่อว่าเมื่อต้นเชอรี่โตขึ้นทุกคนจะได้กินผลที่อร่อยจากต้นเชอรี่พันธุ์ดีนี้ และคุณพ่อเองก็เฝ้ารดน้ำ ใส่ปุ๋ยดูแลมันอย่างดีเป็นเชอรี่ต้นโปรดของคุณพ่อทีเดียวอยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่คุณพ่อออกไปทำงาน …ลูกชายชื่อจอร์จ ซึ่งได้ขวานเล็กๆ อันใหม่มา ด้วยความซนก็ฟันนู่นฟันนี่ แล้วก็ไปโดนต้นเชอรี่แสนรักของคุณพ่อเข้า ต้นเชอรี่ค่อยๆ เอนตัวแล้วก็ล้มลงกับพื้น เหลือแต่ตอที่อยู่เหนือพื้นดินมาไม่กี่นิ้ว

เมื่อคุณพ่อกลับมาถึงบ้านเห็นต้นเชอรี่แสนรักในสภาพอย่างนั้น ก็ตกใจมาก เรียกทุกคนในบ้านมาถามก็ไม่มีใครทราบ ….จนคุณพ่อนึกถึงลูกชายคนนี้ ก็ตะโกนเรียก ด้วยเสียงอันดังว่า “จอร์จ มา นี่ซิ “

จอร์จก็เดินออกมาหาคุณพ่อ คุณพ่อได้ถามจอร์จว่า
“จอร์จ ลูกรู้ไหมว่าทำไมต้นเชอรี่ถึงเป็นแบบนี้”
จอร์จก้มหน้าแต่ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นตอบคุณพ่อว่า …..
“ผมไม่กล้าโกหกคุณพ่อหรอกครับว่า ผมเป็นคนเอาขวานฟันต้นเชอรี่นี้เอง”
คุณพ่อบอกจอร์จว่า “เข้าไปรอพ่อในบ้าน” ….จอร์จเดินเข้าไปรอคุณพ่อในห้องของเค้า
เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ คุณพ่อก็เข้ามาในห้อง และถาม จอร์จ ว่า….
“ทำไมลูกถึงตัดต้นเชอรี่ที่อีกหน่อยทุกคนในบ้านจะได้กินผลจากมันล่ะ”
จอร์จตอบคุณพ่อว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจครับ ผมทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผมเอง”
แล้วจอร์จก็ก้มหน้าลง หน้าแดงด้วยความละอาย
แล้วก็ได้ยินเสียงคุณพ่อพูดว่า “จอร์จ ลูกดูหน้าพ่อซิ …..
ถึงพ่อจะรู้สึกเสียใจที่ต้นเชอรี่ที่พ่อรักถูกโค่นไป แต่พ่อก็ดีใจยิ่งกว่าที่ลูกของพ่อซื่อสัตย์
และกล้าหาญที่ยอมรับในการกระทำของตัวเอง
ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ถึงแม้จะมีเชอรี่พันธุ์ดีเต็มสวนก็ไม่มีประโยชน์ อะไร”
จอร์จ จดจำเรื่องราวเหล่านี้ และใช้ความกล้าหาญและซื่อสัตย์ตลอดมา….
จนกระทั่งในการดำรงฐานะเป็นประธานาธิบดี “จอร์จ วอชิงตัน”
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของท่านประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน
ฟังแล้วประทับใจในวิธีการ สอนของคุณพ่อ ..
แทนที่คุณพ่อจะทำโทษลูกด้วยวิธีอันรุนแรง เกรี้ยวกราดกับลูก หรือให้ความสำคัญกับสิ่งของ

แต่คุณพ่อกลับพูดกับลูกอย่างอ่อนโยน….ด้วยถ้อยคำที่ทำให้ลูกต้องจดจำไปตลอดชีวิต

ถ้าคุณพ่อทำโทษแรง ๆ ก็อาจจะไม่มีประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตันแบบนี้ก็ ได้…..

ในชีวิตมีสักครั้งไหม….ที่เราเกรี้ยวกราดกับสิ่งที่ไม่มีวันได้คืน…..แทนที่จะใส่ใจกับสิ่งที่ยังอยู่ มากกว่า
ถ้าคุณยังไม่เคยได้นึก ถึง หรือว่าอาจลืมไป…ยังไม่สายหรอก….มาเติมเต็มชีวิตกันเถอะ…..





ปลาอานนท์

28 04 2008

 

พูดถึงปลาอานนท์ หลายคนอาจจะร้อง อ๋อ…

แต่ไม่ใช่ก้อยแน่นอนค่ะ ก้อยรู้จักแต่ปลาหางนกยูง ปลาเงิน ปลาทอง ปลาคราท์ฟ ปลากระพงราดพริก..อิอิ พูดถึงอาหารชักหิวแฮะ แต่จั่วหัวว่าปลาอานนท์นี่นา..

ก้อยได้ยินชื่อปลาอานนท์มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วล่ะ เป็นนิทานที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง ประมาณว่าปลาอานนท์ตัวโตมาก และโลกเราก็ตั้งอยู่บนปลาอานนท์ เวลาที่ปลาอานนท์เมื่อยตัวก็จะมีการพลิกตัว ทำให้เกิดแผ่นดินไหว ประมาณนี้แหละ ไม่รู้ว่าสึนามิที่ผ่านมาปลาอานนท์พลิกหลายรอบรึป่าวนะ..

ได้ยินชื่อปลาอานนท์อีกครั้ง เมื่อเข้ามาทำงานที่สุโขสปาค่ะ เพราะพนักงานทุกคนต้องแขวนทาลิชมันด์ เป็นรูปปลาอานนท์ ซึ่งเกี่ยวโยงกับภาพลักษณ์ หรือ Image ของสุโขสปา ที่บริเวณตรงกลางรายล้อมด้วยน้ำ และมีภาพวาดลายไทยที่สวยงาม ล้วนสื่อถึงสิ่งที่สวยงาม และตำนานเขาพระสุเมรุ , ทะเลสีทันดร , ดอกปาริชาติ ฯลฯ

นอกจากให้พนักงานแขวนทาลิชมันดุ์นี้ทุกคน เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์มแล้ว ทางสุโขสปายังมีปลาอานนท์แบบนี้สำหรับขายให้กับลูกค้าที่ชอบด้วยค่ะ สนใจก็แวะมาชมกันได้นะคะ ที่สุโขสปา ภูเก็ต ค่ะ