ความรักเป็นอย่างไร…

30 08 2008

ความรัก . . . ทำให้คนตาบอด มีคนพูดกันเยอะ
อาจเป็นเพราะความรักในช่วงแรก มีแต่ความหวานชื่น
อะไรๆ เลยดูดีไปหมด . . .
ไม่มีอะไร ที่ทำให้เราสองคนไม่พอใจซึ่งกันและกัน

เพราะความรัก . . .
มันสามารถกลบร่องรอยความขัดแย้ง ได้อย่างสนิทใจ

แต่เธอรู้ไหมว่า . . . นั่นอาจเป็นกลอุบายของความรัก
ที่ปกปิดเบื้องหลังของมันไว้
ไม่ให้เราได้รับรู้ ให้เห็นเพียงด้านเดียว

เผลอๆ . . . เราก็ตกหลุมพลางของความรักเข้าให้แล้ว
. . . จนยากจะถอนตัว

และเมื่อถึงวันที่ความรักค่อยๆ หันข้างให้เรา หรือหันหลังให้
เราจะค่อยๆ ค้นพบความรักในอีกแง่มุมหนึ่ง
ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน
มันจะมาพร้อมความเจ็บปวด . . .
และก่อเกิดนิยามของคำว่า ‘รักนักมักมีทุกข์’

ในความเป็นจริง . . . 360 องศา ของความรัก
ก็เหมือนชีวิตมนุษย์เราหนึ่งคน
ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ
ผสมกลมกลืนกันไปในสัดส่วนที่ต่างกัน

อยู่ที่ว่า . . . คนสองคน
จะหมุนมันไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า


หากต่างคนต่างแย่งกันหมุน
ความรัก . . . ก็มักจะทำให้คนสองคนเวียนหัว
แย่งกันหมุนไปคนละทิศคนละทาง
และวันหนึ่ง . . . ความรักก็ล้มครืนลงมา

แต่หากทั้งสองคน . . .
จัดสรรเวลาแบ่งกันผลักแบ่งกันรับ
และหมุนความรัก ไปในทางเดียวกัน

คนสองคนก็จะเห็นความรักในทุกๆ ด้าน
และความรักอันนั้น ก็เป็นความรักที่สองคนนี้เท่านั้น
ถึงจะดูแลมันได้ เข้าขากันที่สุด

ไม่แปลกอะไรเลย . . .
ถ้าเธอจะพบกับความเจ็บปวด ของความรัก

อยู่ที่ว่า . . .เธอจะทอดทิ้งมัน
หรือเธอจะยินดีต้อนรับมันต่างหาก





ความสุข ๒ ชั้น

30 08 2008

เสาร์นี้เป็นเสาร์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม บางคนก็เงินเดือนออกแล้ว บางคนก็ยัง..อาจต้องรอถึง 5 โมงเย็นของวันนี้ หรือวันอาทิตย์ หรือวันจันทร์ ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละบริษัทนะคะ ยังไงก็ตามแต่นะคะได้รับเงินเดือนแล้วก็แบ่งใช้ตามความเหมาะสมนะคะ ก้อยได้รับ Forward เรื่องความสุข 2 ชั้น อานแล้วเห็นว่าช่วยให้ยิ้มได้ ก็เลยนำมาฝากทุกคนค่ะ

(ธรรมะเดลิเวอรี่)
พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย
เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน

ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือนกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ
อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า “ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้…แต่ผมให้เข้าครับ” (แล้วไป)
อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)
ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า

ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ
เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน! อยากทำงาน! ดั งนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น
อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ..ประยุตฺโต)ในหนังสือเล่มหนึ่งท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง
หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย
เจริญพร…





ท่านอนบอกนิสัย

28 08 2008

พูดถึงเรื่องการนอน / นอนไม่หลับ แล้วก็ได้รับ Forward Mail เรื่องท่านอนบอกนิสัย เห็นว่าน่ารักดีเลยเอามาฝากค่ะ

 

นอนหงาย:
1. กางแขนกางขา: ช่างรักอิสระเสรี อะไรขนาดนั้น ท่านอนบ่งบอก ความเป็นตัวของตัวเอง อย่างแรง รักความสะดวกสบาย รักสวยรักงาม จับจ่ายใช้สอย สุรุ่ยสุร่าย แต่ก็หาเงินเก่งพอๆ กัน ที่แย่หน่อยคือ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และสนุกกับ การตั้งสโมสร ซะด้วยซิ…

 

 

 

 

 

 

 2. นอนเอาขาไขว้กันแบบไขว่ห้าง:
ท่านว่า คนที่นอนท่านี้ ไม่ค่อยกล้ายอมรับความเปลี่ยนแปลงใดได้ง่ายๆ แถมยังชอบหมกมุ่นอยู่กับเรื่องของตนเอง รักที่จะอยู่คนเดียว ข้อดีก็คือ ช่างมีน้ำอดน้ำทน กับเรื่องรอบๆ ตัวได้ดีจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 3. นอนเอามือไพล่ประสานกัน รองศรีษะ: เขาว่า คนนอนท่านี้เป็นนิจ เป็นคนฉลาด ปราดเปรื่อง ปัญญาเฉียบแหลม ชอบเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ ไม่รู้จบ บางครั้ง ก็มีความคิด แปลก แหวกแนว ที่ชาวบ้านตามไม่ทัน เป็นคนน่ารัก ที่ให้ความสนใจครอบครัว อยู่เสมอ… แต่มันสำคัญที่ว่า… ช่างเป็นคนที่ รักคนยาก ซะเหลือเกิน… ช่างเลือกเกินไปหรือเปล่า ?

 

 

 

 

 

 

 4. นอนคว่ำ: ถ้านอนท่านี้ ได้ทั้งคืน ก็ให้รีบสำรวจได้แล้วว่า เป็นคน ใจคอคับแคบ หรือเปล่า มักจะเอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ และต้องการให้ ใครต่อใคร ทำตามความต้องการของตัวเองอยู่เสมอๆ แถมยังเป็น คนสับเพร่า จับจดเสียด้วยนะ……..รีบเปลี่ยนท่านอนซะเถอะ

 

 

 

 

 

 

 5. นอนตะแคง: ท่านี้ เป็นท่านอนของคนที่ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และไม่ว่าจะทำงานอะไร ก็มักจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ ด้วยความอุตสาหะ มานะ พยายาม อย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านว่า คนที่ชอบ นอนตะแคงขวา เหยียดแขนขวา ไปเหนือศรีษะละก็… อำนาจ วาสนา ดีนักแล… ?

 

 

 

 

 

 6. นอนตะแคงงอขาขึ้นข้างหนึ่ง: ไม่ดีละมั้ง… ท่านว่า ขี้ระแวง สงสัยอยู่ไม่สร่าง โดยไร้เหตุผล จู้จี้ขี้บ่นไม่รู้เวลา นอกจากจะขาด ความเป็นตัวของตัวเองแล้ว อาจจะพาลเป็น โรคประสาทได้ง่ายๆ… ทั้งตัวเอง และคนข้างเคียงน่ะแหล่ะ!

 

 

 

 

 

 

 

 7. นอนงอตัว: นี่ก็อีกคน… น่าจะเป็น คนขี้อิจฉาตาร้อน กลัวใครเขาจะได้ดีไปกว่าตนซะหมด พูดง่ายๆ ก็คือ ค่อนข้างจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างแรง แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบพยาบาทรุนแรงด้วยนะ… ระวังหน่อย!

 

 

 

 

 

 

 

 8. นอนทับแขนตัวเอง: คนนี้ตรงกันข้ามกับ คนนอนงอตัว ท่าที่ 7 เลย… ช่างสุภาพอ่อนโยน! จริงใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก อะไรจะปานนั้น… แต่ดูเหมือน จะมีกรรมมาบัง เพราะเขาจะเป็นคนที่ ขาดความมั่นใจในตนเอง และขาดความอบอุ่นในชีวิต.. น่าสงสารนะ

 

 

 

 

 

 

 9. นอนคุดคู้: เป็นคนขี้เหงาอย่างแรง ซึมเศร้าง่าย เพราะไปฝังใจกับเรื่องเศร้าๆ เรื่องผิดหวัง หรือสูญเสียในอดีต เป็นคนขี้ระแวง และมีความลังเล ไม่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกว่า ขาดความรักความอบอุ่น.. เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

 

 

 

 

 

 

 10. นอนคลุมโปง: เชื่อไหมว่า ภายนอก เขาคนนี้อาจจะดูผึ่งผาย น่าเชื่อถือมาก แต่ลึกลงไปแล้ว เขาขี้อาย จิตใจอ่อนแอ… เขาชอบมีความลับ และเก็บความลับเก่งด้วยนะ มีอะไร ก็จะแอบเก็บไว้ในใจ แล้วเก็บเอาไปกังวล วุ่นวายใจ วนเวียนอยู่กับปัญหานั้น คนเดียว ไม่รู้จบรู้สิ้นสักที… ไม่รู้ว่า นอนขมวดคิ้วนิ่วหน้า ด้วยรึเปล่า ?

 

 

 

 

 

 

 11. นอนเอามือจับอวัยวะเพศของตัวเอง: คนนี้มาแปลก… ท่านว่า จะชอบหมกมุ่น อยู่ใน กามารมณ์ มีความต้องการทางเพศสูง ใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว รักใครหลงใครละก็ เป็นได้หัวปักหัวปำ แบบกู่ไม่กลับ ทั้งๆ ที่เป็น คนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด อยู่หรอกนะ

 

 

 

 

 

 

 12. นอนละเมอ: จะซีเรียสอะไรกันได้ขนาดนั้น ก็ไม่รู้… เขาเป็นคนคิดมาก ยังฝังจิตฝังใจกับ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยอมลีม… สังเกตดีๆ จะเห็นว่า เขาขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง และจะคล้อยตามคนอื่นอยู่เสมอ… ถ้าเขาละเมอบ่อยมาก และรุนแรงขึ้นละก็ น่าจะเตือน ให้เขาปรึกษาแพทย์ หรือผู้รู้ซะได้แล้ว

 

 

 

 

 

 13. นอนกัดฟัน: นี่ก็คนเก็บกด… โบราณว่า เป็นคนอาภัพ ซึ่งเขาอาจจะ คิดไปเอง ก็เลยอมทุกข์ เก็บกดความทุกข์ไว้ในใจ หน้าฉากอาจจะดูรื่นเริง แต่แอบไปนอนกัดฟันกรอดๆ ทุกคืน… ปล่อยวางซะบ้างเถอะ จะเอาอะไรกันนักหนากับชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 14. นอนอ้าปาก: ชวนเขา ไปตรวจสุขภาพร่างกายบ้างเถอะ เพราะโบราณท่านว่า คนนอนท่านี้ มักจะมีโรคภัยเบียดเบียน ให้สุขภาพไม่แข็งแรง เดี๋ยวจะพาลอายุไม่ยืนซะเปล่าๆ

 

 

 

 

 

 

 

 15. นอนลืมตา ถ้าไม่ได้เป็นผลมาจาก ทำตา 2 ชั้น ละก็ ท่านให้ระวัง จะถูกใส่ร้าย ใส่ความ หรืออาจจะ เกิดอุบัติเหตุได้ เตือนๆ ให้ระมัดระวัง รอบคอบ อย่าประมาท ก็แล้วกันนะ

 

 

 

 

 

 

ถ้าใครมีท่านอนที่พิสดารมากกว่านี้ก็เพิ่มเติมได้นะเจ้าคะ





อาการตกค้างของยานอนหลับ

27 08 2008

คุณ ๆ นอนหลับกันดีมั้ยคะ

ปกติแล้วก้อยเป็นคนที่ชื่นชอบการนอนมาก ๆ ๆ ๆ ๆ และโดยปกติแล้วจะเตรียมพร้อมสำหรับการหลับ หมายถึงการขึ้นเตียงนอนตั้งแต่ 3 ทุ่มแน่ะ และถ้าง่วงมาก ๆ ก็หลับหลังจาก 10 – 15 นาทีผ่านไป แต่ถ้าไม่ง่วงมากก็จะนอนกดรีโมทไปเรื่อย ๆ เพื่อหารายการที่ถูกใจ แต่ไม่เกิน 5 ทุ่มก็หลับแล้วล่ะค่ะ นี่คือภาวะปกตินะคะ

ถ้าไม่ปกติล่ะ หมายถึงวันนั้นก้อยกินมื้อค่ำดึกเกินไป หรืออิ่มมากไป หรือออกกำลังกายมากไป หรือเครียดมากไป หรือปาร์ตี้ดึกเกินไป หรือหนังสือเล่มที่กำลังอ่านสนุกเกินไปจนวางไม่ลง ต้องอ่านให้จบ ฯลฯ อะไรที่มากเกินไปจากปกติ เป็นสาเหตุที่ทำให้ก้อยนอนไม่หลับได้ทั้งนั้นค่ะ และมันก็จะทรมานมาก ทำยังไงก็ไม่หลับ นับแกะออกไปกินหญ้าจนหมดคอก และต้อนกลับจนครบทุกตัวก็ยังไม่หลับค่ะ คุณ ๆ เคยเป็นมั้ยคะ

ตัวช่วยของก้อยคือ…ยานอนหลับค่ะ เม็ดเล็ก ๆ แต่มีประสิทธิภาพมาก เพียงเสี้ยวเล็ก ๆ ก็ช่วยให้หลับสนิทได้ค่ะ แต่..ไม่แนะนำนะคะ เพราะก้อยเองก็จะเลี่ยงการกินยานอนหลับที่สุดค่ะ จะพึ่งยานอนหลับในภาวะที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เพราะมันจะมีอาการตกค้าง สมองไม่แล่นทั้งวันเลยค่ะ แม้ว่าจะหลับสนิทและตื่นตามเวลานาฬิกาปลุก แต่วันนั้นทั้งวันก็จะมีอาการง่วง หาว ใจสั่น ที่ก้อยรู้ตัวตลอดเวลาว่าแม้ร่างกายจะได้นอนหลับ แต่มันก็เหมือนกับไม่ได้หลับ ร่างกายต้องการการพักผ่อนที่เกิดจากกลไกของร่างกายจริง ๆ ไม่ใช่ถูกบังคับด้วยยาค่ะ

ขอแสดงความยินดีกับทุก ๆ คนที่นอนหลับฝันดี และมีความสุขกับการนอนค่ะ





หัวใจเต้นรัว..เพราะโยคะ

25 08 2008

Ashtanga Yoga มีท่าต่าง ๆ ที่เรียงตามลำดับ เพื่อเป็นการวอร์มร่างกาย ค่อย ๆ เพิ่มความร้อนให้กับเซล์ลในร่างกาย และแต่ละท่าก็มีเวลาสำหรับการหายใจ เพื่อให้ร่างกายสร้างสมดุลในแต่ละท่า …

แต่วันนี้ก้อยทำโยคะแบบเร่งด่วน เป็นครั้งแรกที่ใช้เวลาในการโยคะแบบเร็วมาก ๆ ๆ ๆ ๆ เร็วจนไม่มีเวลาสำหรับหายใจ ผลเหรอคะ…เป็นผลเสียมากกว่าผลดีค่ะ เป็นอะไรที่รู้สึกแย่มาก ๆ ค่ะ คนอื่นจะเป็นแบบก้อยรึป่าวนะ ก้อยรู้สึกว่าเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วมาก และระหว่างที่ทำแต่ละท่าก็รู้สึกมึน ๆ นะคะ บางครั้งก็ยากที่จะทรงตัว … ห้ามเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ ยังไม่รู้เลยว่าถ้าวันนี้ก้อยไม่ได้วอร์มร่างกายมาก่อนอาการจะเป็นอย่างไร

ต่อไปไม่ทำอีกแล้วค่ะ…อย่างน้อยก็ขอสัก 3 ลมหายใจในแต่ละท่าก็ยังดี





ทุ่งเอ๋ยทุ่งรวงทอง

23 08 2008

….เพลง ทุ่งรวงทอง….

…ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง เห็นข้าวออกรวงน่ามอง ดุจแสงทองสีแห่งศรัทธา
พี่มาได้ยล นฤมลนวลน้องบ้านนา ถึงจะสวยตามประสา ก็โสภาเหนือกว่านางใด
…ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง น้ำเปี่ยมอยู่ริมฝั่งคลอง เช่นพี่รัก น้องเปี่ยมฤทัย
สะพานเชื่อมคลอง เหมือนพี่กับน้องเชื่อมใจ ถึงอยู่แสนไกลแค่ไหน เชื่อมหัวใจให้สมปอง
…พี่ เยือน ถึงถิ่น น้องเอยอย่าหมิ่น น้ำใจเพื่อนใหม่ จะหมอง
ขออยู่ ขอตายจนวันสุดท้ายกับน้อง ให้ทุ่ง รวงทองนี้เป็นเจ้าของ เรือน ตาย
…ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง แม้นหากขาดพี่ ขาดน้อง ทุ่งรวงทองก็หมดความหมาย
…พี่มาจากกรุง หมายมุ่งมาหาเพื่อนตาย รับปากรักพี่ได้ไหม
โอ้ขวัญใจ ทุ่งรวงทอง
..ทุ่ง เอ๋ย ทุ่งรวงทอง แม้นหากขาดพี่ขาดน้อง ทุ่งรวงทองก็หมดความหมาย
พี่มาจากกรุงหมายมุ่งมาหาเพื่อนตาย รับปากรักพี่ได้ไหม
โอ้ขวัญใจทุ่ง…รวง…ทอง…..

 ภาพทุ่งข้าว นาข้าว หรือแม้แต่ต้นข้าว เป็นภาพที่หาดูได้ยากมากขึ้นทุกวัน ก่อนหน้านี้..ต้องบอกว่า กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ..ตลอดสองข้างทางที่ก้อยเดินไปโรงเรียนยังเป็นทุ่งนา อากาศสดชื่น แต่ตอนนี้ หันไปทางไหนก็มีแต่ตึก ตึก แล้วก็ตึก

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาก้อยมีโอกาสผ่านไปทำธุระที่พัทลุง และไปเดินเที่ยวงานเกษตรแฟร์ ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หรือ 3 ก้อยก็จำไม่ได้แล้วล่ะค่ะที่เข้ามาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่จำได้ว่าครั้งแรกยังไม่มีตึกมากขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะมีจำนวนนักศึกษามากขึ้น เปิดสอนหลายสาขาวิชามากขึ้น ก็เลยมีตึกเรียนเพิ่มมากขึ้น

ตึกเรียนหลังนี้เป็นหลังที่ก้อยชอบมากที่สุด ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นตึกเฉพาะกิจของงานเกษตรฯ หรือว่าเป็นตึกที่อยู่คู่มหาวิทยาลัย แต่ว่าดูแล้วได้อารมณ์ ได้ความรู้สึกแบบสบาย ๆ มาก ๆ เลยค่ะ

บริเวณโดยรอบยังเป็นที่ว่าง มีการทำนาปลูกข้าว เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีลานนวดข้าวด้วยนะ นอกจากนี้ในบ้านยังจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพ หรือใช้ในชีวิตประจำวันมากมาย ที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นครกโม่ แซง นาง หมาตักน้ำ ฯลฯ ซึ่งก้อยเองยังไม่รู้จักเลยค่ะ อิอิอิ

 

 

 

 

 

 

ภาพตึกของคณะวิทยาศาสตร์ กับตึกของคณะรวงข้าว อิอิอิ  คิดเอาเองค่ะ ยังไงก็ต้องขอบคุณทางมหาวิทยาลัยนะคะที่จัดให้เห็นภาพชัดเจน อย่างน้อยเด็ก ๆ ที่มาชมงานในครั้งนี้ก็คงจะได้รับความรู้และได้เห็นอะไรที่มากกว่ารูปภาพ หรือ คำบอกเล่าของผู้ใหญ่ เพราะก้อยเห็นว่าในงานมีเด็กนักเรียนชั้นประถมมากันเยอะมาก มีคุณครูมากับเด็ก ๆ ด้วย เป็นภาพที่น่ารักมากค่ะ ที่เห็นคุณครูพาเด็ก ๆ ออกมาจากห้องเรียน … มาสัมผัสกับตำราเรียนที่มีชีวิต





LOVE & TIME

23 08 2008

 Forward Mail ที่ส่งต่อกันมานานมากกกกกก ก้อยไม่รู้หรอกนะว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่ตรงไหน และต้องการอะไรมากกว่าเจตนาที่ต้องการบอกใครคนนั้นว่า..คิดถึง

ไม่รู้อีกเช่นกันว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือยัง ถ้ายัง…ก้อยก็ขอเอาใจช่วยนะคะ แต่ถ้าบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ก็ขอให้ทนุถนอมรักนี้ให้นานแสนนานนะคะ … มาดู Forward mail กันดีกว่าค่ะ…

เลขา:
‘ ท่านคะ…มีคนจะขอเรียนสายท่านค่ะ ‘

ผู้จัดการ:
‘ ใครครับ… ‘

เลขา:
‘ เขาบอกว่าชื่อ….ความรัก ค่ะ ‘

ผู้จัดการ:
‘ อืมม. ..บอกเค้าว่าผมงานยุ่งมาก ‘
 

… .. .เวลาผ่าน ไป. .. …

 เลขา:

‘ ท่านคะ.. .ความรัก ยังคงรอสายท่านอยู่ค่ะ ‘

ผู้จัดการ:
‘ อือ…บอกไปว่าผม.. .ไม่สะดวกรับสาย ‘

 .. … .ผ่าน ไป. … ..

 เลขา:

‘ ท่านคะ ‘

ผู้จัดการ:
‘ คุณ.. .ความรัก. .อีกเเล้วใช่ไหม.??
.. .บอกว่าผมงานยุ่ง ไว้ผมจะ… ‘

เลขา:
‘ ไม่ใช่ค่ะ..!!

มีคนจะคุยเรื่องงานค่ะ ‘

  . … ..ในวันที่ หัวใจว่างง งง ง. … ..

 mobile phone:

‘ You have 1 new message in your mailbox ‘

 ’ .. … .Please call.. Goodbye from ความรัก. … .. ’

ผู้จัดการ:
‘ ช่วยต่อสายความรักให้ผมหน่อย ‘

เลขา:

‘ ค่ะ.. . ’

‘ …. .. … .ตู้ดๆๆๆ ๆ ๆๆ ๆ. … .. …. ‘

 mobile phone:

‘ ความรักที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้
กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับ… . ‘

เลขา:

‘ ติดต่อไม่ได้ค่ะ.. .จะให้ฝากข้อความไหมคะ ‘

ผู้จัดการ:
‘ ไม่ต้อง ‘

 เมื่อความเหงาเข้ามาเยือน… .แล้วเวลาก็ผ่านไป…ผ่านไป…. .. . …ผ่าน… . ..ไป ….

 
mobile phone:

‘ ความรักที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาฝากข้อความเเละหมายเลขโทรกลับ ‘

ผู้จัดการ:

‘ ความรักครับ …คือ. …
ผม…เห็นคุณเงียบหายไป ไม่รู้ว่าสบายดีไหม
ช่วงก่อนหน้านี้ผมงานยุ่งตลอด ไม่มีเวลาว่าง
ต้องขอโทษด้วย
ไม่รู้ว่าจะสายไปไหม ถ้า…จะบอกว่า.. .ผมพร้อมที่จะมีความรักเเล้ว
ถ้าได้รับข้อความเเล้วช่วยติดต่อกลับด้วยนะครับ ‘

 
รอ รอ รอ
รออ อ
รอ
รอคอยความรักจนถึงวันหนึ่ง. .. ..

 เลขา:

‘ ท่านคะ ความรักโทรมา ให้ปฏิเสธไปเลยไหมคะ..??? ‘

ผู้จัดการ:
‘ ไม่ต้อง.. . รีบโอนสายมาเลย ‘

ผู้จัดการ:
‘ สวัสดีครับความรัก…คุณหายไปไหนมา…??
ขอโทษด้วยนะครับ
ผมไม่มีเวลาใส่ใจ..ไม่เคยสนใจ..ตลอดเวลาที่ผ่านมา
ผมไม่คิดว่าคุณ.. .จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตผม
ผมขอโทษ…!!! ‘

ความรัก:

‘ ฉันไม่ได้โกรธอะไรหรอกค่ะ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม
ความรักอย่างฉันก็มีหน้าที่ให้ความรักเสมอ…
เมื่อใดก็ตามที่คุณเปิดใจ ต้อนรับ
เมื่อนั้น…
คุณก็จะได้เป็นเจ้าของความรัก
เเต่ที่ผ่านมาไม่ได้ติดต่อก็เพียงเพราะว่า. ..

………………………………
ฉันไม่ได้จ่ายค่าโทรศัพท์ค่ะ..!!!
เงิน.. .มีค่าเสมอเเม้กับความรัก
เเต่.. .อย่าให้ถึงขนาดว่า..
ความรัก ซื้อได้ด้วยเงิน

 

คิดถึง                     คิดถึง

คิดถึง คิดถึง              คิดถึง คิดถึง

คิดถึง คิดถึง คิดถึง        คิดถึง คิดถึง คิดถึง

คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง

คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง

คิดถึง คิดถึง คิดถึง คิดถึง

คิดถึง คิดถึง คิดถึง

คิดถึง คิดถึง

คิดถึง





ผมและเธอบนเส้นขนาน (น่ารักดี)

22 08 2008

เป็น Forward Mail ที่ได้รับนานแล้วค่ะ แต่ก็ยังเก็บเอาไว้อ่านเวลาที่ไม่สบายใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่พบเจอได้ทุกวันในชีวิตประจำวัน บางเรื่องเหมือนเป็นเรื่องของตัวเองเด๊ะเลย อิอิอิ… เอามาฝากทุกคนค่ะ…ด้วยรักนะจ๊ะ

 - ผมบอกว่าความรักก็เหมือนกับเส้นด้ายบาง ๆ หากขาดไปแล้ว ผูกอย่างไรก็มีปม
- เธอบอกว่าความรักเหนียวแน่นคงทนกว่านั้น มันเปรียบเสมือนผืนผ้ามากกว่า
 แม้เส้นด้ายจะขาดไปสักเส้น ผ้าก็ยังเป็นผ้าได้อยู่

- ผมไม่พกมือถือ ด้วยเหตุผลว่า พระนเรศวรทรงกู้เอกราชได้โดยไม่ต้องใช้เครือข่าย GSM
- เธอพกมือถือ 2 เครื่อง ด้วยเหตุผลว่า ที่ไทยเสียเอกราชไปเพราะไม่มีเครือข่าย GSM ใช้

- ผมใส่กางเกงตัวละ 129 บาท ด้วยเหตุผลว่า จะยี่ห้ออะไรก็ปิดไอ้นั่นได้มิดเหมือนกัน
- เธอใส่กระโปรงราคาตัวละหลายพันบาท ด้วยเหตุผลว่า มันปลอดภัย ถ้าเกิดไฟไหม้
 กระโปรงที่เธอใส่ เนื้อผ้าจะไม่ละลายติดเนื้อผิวของเธอ

- ผมไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากัน แต่
 ผมว่าขนมครก อร่อย! และถูกกว่าเป็นไหน ๆ
- เธอไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางอาหารระหว่างพิซซ่ากับขนมครก อะไรจะมากกว่ากัน แต่
 เธอชอบกินพิซซ่า ด้วยเหตุผลที่ว่า ขนมครกบางร้านเท่านั้นที่อร่อย แต่พิซซ่าฮัท ทุกร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

- ผมใช้ปากกาด้ามละ 5 บาท ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงมันก็เขียนได้ และมันมักจะหายไปทุกครั้งก่อนที่ไส้จะหมด
- เธอใช้ปากกา ยี่ห้อ cross ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังไงมันก็เขียนติดกระดาษไม่ต้องสะบัดก่อนใช้
 และไม่เลอะเทอะกระเป๋าเสื้อของเธอ
 
- ผมชอบทำงานอิสระ ทำตามจินตนาการของตัวเอง ไม่ต้องให้ใครบังคับ ไม่ต้องผูกมักับระบบ
- บัตรตอกทำงานของเธอไม่เคยขึ้นตัวแดง เธอกลับค่ำทุกวัน เพราะงานทำให้เธอมีระบบ
 ระเบียบ และเห็นคุณค่าของชีวิต

- ผมรักตัวของผมเองมากกว่าใคร ๆ ด้วยเหตุผลว่า ไม่ว่าเราจะทำดีเพื่อใคร ๆ  มากมายขนาดไหน ความสุขทางใจที่เราได้ ก็ได้กับตัวเอง
- เธอรักครอบครัวของเธอมากกว่าสิ่งใด ๆ ด้วยเหตุผลว่า ถ้าไม่มีพวกเขา ก็คงไม่มีเธอเกิดมาให้ป่าวประกาศว่าฉันรักตัวฉันเอง

- คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่ผมว่า หาดทรายจะแปรเปลี่ยนไปทุกครั้งตามคลื่นที่กระทบฝั่ง
แต่แม้จะเปลี่ยนอย่างไร ทรายก็ยังเป็นทราย และคลื่นก็ยังเป็นคลื่นไม่เปลี่ยน
- คลื่นทะเลให้ปรัชญาแก่เธอว่า ไม่ว่าน้ำทะเลจะขึ้นจะลงอย่างไร คลื่นก็ยังขยันซัดกระทบฝั่ง

- ผมบอกว่าถ้าไม่มี ‘ความว่าง’ แล้ว ‘ความมี’ ก็ไร้ความหมาย เพราะความมีต้องวางลงบนความว่าง
- เธอบอกว่าถ้าไม่มี ‘ความมี’ แล้ว ‘ความว่าง’ จะมีประโยชน์อะไร มันคงไร้ความหมายเพราะมีความมี ความว่างจึงก่อเกิดการเปรียบเทียบ

- คนอื่นบอกว่า ผู้หญิงรักผู้ชายจาก 0-100 แต่ผู้ชายรักผู้หญิงจาก 100-0 ผมแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายแค่ 0-1 เหมือนไบนารี่ ทำดีมากมายขนาดไหนก็เป็นเพียงแค่ 1 หากผิดพลั้งไป จะเหลือเพียง 0
- เธอแย้งว่าผู้หญิงรักผู้ชายไม่ใช่ 0-1 และไม่ใช่ 0-100 แต่เป็นจาก 100-200 หญิงรักชายได้ 100 และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่เธอปรารถนา

- ผมมองคนที่ความคิด
- เธอแย้งว่าความคิดไม่ใช่นิสัย  
 
  ผมเหมือนกับแก้วใส ๆ จะเห็นคุณค่าตัวเองก็ต่อเมื่อมีเธอเป็นน้ำมาเติมเต็ม
  เธอเหมือนกับน้ำใส ๆ เธอจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีภาชนะมารองรับ

 ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกัน
 
ผมและเธอเหมือนดั่งเส้นขนาน ถึงแม้จะไม่มีวันบรรจบกัน
 แต่เราก็จะตีคู่ไปด้วยกันเสมอ เพราะเธอชอบกินไข่แดง  แต่ผมชอบกินไข่ขาว

 
เราจึงอยู่ด้วยกันได้ ในไข่ใบสีน้ำเงินแห่งนี้





ความรักหรือความผูกพัน

22 08 2008

 เนื้อความของ ความรัก..กับ ความผูกพัน
 หน้าตาคล้ายกัน .. เหมือนซ้าย-ขวา
 แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ …
 รู้สึกว่า .. คิดถึง .. แล้วมาหา คือ …………… รัก
 รู้สึกว่า .. เคยมาหา .. เลยมาหา คือ ……….. ผูกพัน
 รู้สึกว่า .. หิว .. แต่อยากรอ คือ ………………… รัก
 รู้สึกว่า .. อิ่มแล้ว .. อยากเอามาฝาก คือ ……… ผูกพัน
 รู้สึกว่า .. อยากให้เวลากันและกัน คือ …. รัก
 รู้สึกว่า .. อยากใช้เวลา ด้วยกัน คือ ……. ผูกพัน
 รู้สึกว่า .. หงุดหงิดคือ…ทำให้อีกคนไม่สบายใจ คือ …. รัก
 รู้สึกว่า .. โกรธคือ…ทำให้อีกคนสำนึกบ้าง คือ ………. ผูกพัน
 รู้สึกว่า …. ไม่มีนาทีไหนไม่คิดถึง คือ .. รัก
 รู้สึกว่า .. นาทีไหนที่ว่างจะคิดถึง คือ …. ผูกพัน
 ขอบคุณเหลือเกิน …. ความผูกพัน .. ที่ทำให้รัก
 ขอบคุณเหลือเกิน .. รักที่เป็นมากกว่า .. ความผูกพัน
 ———————————————————–
 ………… เคยไหมรักใครคนหนึ่ง ด้วยความรู้สึกว่า ….
 เคยผูกพันเหมือนเคยรักกัน แล้วพลัดพราก
 ต้องมาตามหากันเป็นแรมปี
 ถ้าเคยรู้สึกอย่างนี้
 ยามที่มองแววตาใครคนนั้น
 แล้วรู้สึกอยากอยู่ข้าง ๆ
 เพื่อคอยกางแขนปกป้องและดูแลไปตลอดชีวิต
 ความรู้สึกนั้น .. เรียกว่า รักและผูกพัน
 ความรู้สึกที่ .. มิอาจพรากจากกันได้อีก
 แม้เพียงหนึ่งเสี้ยววินาที





เรื่องขำ ๆ ของตากะยาย

22 08 2008

สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันมา 50 ปี เช้าวันหนึ่ง ขณะนั่งกินอาหารเช้าด้วยกัน ภรรยาเอ่ยขึ้นว่า….
“จำได้ไหม เมื่อ 50 ปีก่อน เรานั่งกินอาหารเช้าด้วยกันแบบนี้ และตรงนี้เลยด้วย”
“จำได้สิ” คุณตาตอบ
“บางวันเรายังแก้ผ้ากินข้าวด้วยซ้ำ เมื่อ 50 ปีก่อนน่ะ “
“แหม…คุณก็…” คุณยายหัวเราะคิกคัก
“เรากลับไปทำแบบเก่าๆกันอีกดีกว่า ” คุณตาชวน
ทั้งคู่กลับเข้าห้อง แล้วออกมานั่งโต๊ะกินข้าวใหม่ในชุดนุ่งลมห่มฟ้า
“รู้ไหม..ที่รัก ” คุณยายพูดเสียงกระเส่า
“หัวนมทั้งคู่ของฉัน ร้อนผ่าว รอต้อนรับคุณอยู่เหมือนเมื่อ 50 ปีก่อนเลย”
“แน่ล่ะสิ…” คุณตาบอก
“ก็ปลายข้างหนึ่งแช่อยู่ในถ้วยกาแฟ และอีกข้างอยู่ในถ้วยข้าวต้มนี่นา….”