มุ่งไปสังขละบุรี … สะพานไม้อุตตมานุสรณ์

16 08 2008

 มาถึงแล้วค่ะ … สังขละบุรี หลังจากฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ นานา สุดท้ายก็มาถึงจนได้ และเนื่องจากเป็นการมาเที่ยวช่วงปลายปี เราจึงใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อง ๆ เพราะกลังว่าจะหาที่พักไม่ได้ อุตส่าห์เอาเต้นท์กับถุงนอนติดรถมาด้วยนะเนี่ย ตั้งใจแล้วว่าถ้าไม่มีที่พัก ก็นอนเต้นท์ล่ะกัน ดูดิว่าตั้งใจมากขนาดไหน

แวะไปดูที่จุดกางเต้นท์แล้วก็ต้องถอยค่ะ จุดนี้เป็นจุดที่วิวสวยที่สุดค่ะ คนเยอะมาก ๆ รถจอดกันเต็มลานจอด และลานสำหรับกางเต้นท์ก็แทบจะไม่มีที่ว่าง ถ้ากางเต้นท์ที่นี่รับรองว่าไม่เหงาแน่นอนค่ะ แต่เรา 2 คน หันมองหน้ากันแล้วก็ขำ ๆ ไปต่อดีกว่าค่ะ ยอมเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้า ให้มันรู้ไปดิว่าที่สังขละบุรีจะไม่มีที่พักสำหรับเรา 2 คน

 

หลังจากตระเวณหาที่พัก จนเกือบจะ 5 โมงเย็นแล้ว เราก็ตกลงใจพักกันที่นี่ค่ะ “เบอมีช อินน์” เพราะราคาไม่แพงจนเกินไป และอยู่ใกล้สะพานมอญมาก ในเมื่อเป้าหมายคือสะพานมอญ ก็ต้องพักใกล้ ๆ กันหน่อย แต่ขอบอกว่าเจ้าของอัธยาศัยดี น่ารักมาก หลังจากนำสัมภาระไปเก็บเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งตรงไปที่สะพานมอญ หรือ สะพานหลวงพ่ออุตตมานุสรณ์กันเลยทีเดียว

บรรยากาศริมน้ำยามเย็น เดินจากที่พักไม่ไกล

บรรยากาศที่สะพานไม้ยามเย็น … คืนที่สองของการเดินทาง เราค้างคืนที่สังขละบุรีค่ะ

สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ มีความยาวประมาณ 900 ม. นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ อ. สังขละบุรี หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ดำเนินการสร้างสะพานไม้นี้ขึ้น โดยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้านมอญตั้งแต่สมัยยังอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวอำเภอเก่า ตัวสะพานได้รับการซ่อมแซมใหญ่ทุก 5-7 ปี เมื่อแรกซ่อมสะพานมีลักษณะเป็นแนวตรง พอเวลาผ่านไปสะพานเริ่มคดไปมาด้วยแรงน้ำและแรงลม ปัจจุบันเทศบาลสังขละบุรีได้สร้างสะพานไม้ต่อจากสะพานหลวงพ่ออุตตมะเลียบริมน้ำฝั่งไทยยาวประมาณ 200 ม. เพิ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2546

สะพานที่สร้างใหม่ ปลายสุดของสะพานเชื่อมต่อกับสะพานไม้เดิม … บรรยากาศยามเช้า ที่ทุกคนมุ่งหน้าไปยังสะพาน เพื่อร่วมกิจกรรมตักบาตรที่สะพานค่ะ

บรรยากาศยามเช้า อากาศดีมาก ๆ

สะพานทอดผ่านสายน้ำ เชื่อมชุมชนสองฝั่งด้วยกัน ไม่มีแบ่งแยกเชื้อชาติค่ะ

นั่งเรือฝ่าลมหนาวยามเช้า เพื่อไปชมความงามของทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม โดยเช่าเรือหางยาว (นั่งได้ 10-12 คน) ที่ใต้สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ เรือจะออกจากสะพานมอญ ล่องเข้าแม่น้ำบีคลี่ วัดเก่าหลวงพ่ออุต-ตมะ ล่องเข้าแม่น้ำซองกาเลีย แล้วย้อนกลับมาที่สะพานมอญ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. 30 นาที ค่าบริการราว 200-300 บาท

บรรยากาศตอนเช้า หลังจากกลับจากนั่งเรือแล้ว อากาศดีมาก ๆ เป็นการพักผ่อนจริง ๆ ค่ะ

ใช้พลังงานไปเยอะแล้ว ขอเวลาไปหาอะไรรองท้องก่อนนะคะ เพราะหลังจากทานอาหารเช้าแล้วเราก็จะตะลุยกันต่อ มีที่หมายอีกหลายรายการค่ะ ที่จะต้องไปให้หมด เพราะมาตั้งไกล…





มุ่งไปสังขละบุรี … มื้อเที่ยงที่น้ำพุร้อนหินดาด ต่อด้วยน้ำตกเกริงกระเวีย

16 08 2008

ออกจากสุสานดอนรัก เราก็มุ่งหน้าไปตามทางที่จะไปสังขละบุรี

มีอยู่ช่วงนึงที่แวะไปเที่ยวถ้ำอะไรสักอย่าง..จำชื่อไม่ได้แล้วล่ะค่ะ และก็ไม่ประทับใจด้วย รู้สึกเสียดายเวลาที่แวะเข้าไปมาก หิวแล้ว..แวะไปหาอะไรใส่ท้องที่น้ำพุร้อนหินดาดกันดีกว่า

คนเยอะแยะไปหมด ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ คนไทย และคนในพื้นที่ ซึ่งก้อยก็ไม่ได้ผิดหวังนะคะ เพราะไม่ได้หวังอะไรมากกับคำว่าน้ำพุร้อน และก็ไม่มีความคิดว่าจะลงไปสัมผัสด้วย

น้ำพุร้อนหินดาด หรือน้ำพุร้อนกุยมั่ง บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ เป็นน้ำพุร้อน พุ่งออกมาจากเนินย่อม ๆ กว้างพอประมาณ ทหาร ญี่ปุ่น ได้สร้างบ่อซิเมนต์ สำหรับใช้อาบไว้ ด้านหน้า ช่วยให้ผู้มาเยือน อาบน้ำเล่นน้ำ ได้สะดวก ปัจจุบัน ใน ช่วงฤดูแล้ง จะมีนักท่องเที่ยว เดินทางไปอานน้ำแร่ที่นี่ กันมาก ระยะทางห่าง จากตัวเมืองกาญจนบุรี ประ มาณ ๑๓๕ กิโลเมตร ตามทางหลวง หมายเลข ๓๒๓ เลยจากน้ำตกไทรโยค ขึ้นไป ๓๐ กิโลเมตร

มื้อนี้เราเลือกทานอาหารที่มองแล้วน่าจะปลอดภัยมากที่สุด คือ ข้าวผัดร้อน ๆ ค่ะ ช่วงระหว่างการเดินทางไม่เสี่ยงที่จะทานอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าหรือสุ่มหกค่ะ เดี๋ยวจะพาลไม่สนุก เพราะต้องวิ่งหาห้องน้ำกันตลอดทาง ขอเป็นอะไรที่ทานง่าย ๆ ปรุงสุกร้อน ๆ จะดีกว่า

น้ำตกเกริงกระเวีย เป็นจุดที่ต้องแวะ เพราะเป็นทางผ่าน ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว มาถึงนี่ก็ต้องแวะสักหน่อย

น้ำตกเกริงกระเวีย ขึ้นอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ-สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32-33 ใกล้กับน้ำตกไดช่องถ่อง ห่างจากอำเภอกาญจนบุรีประมาณ 173 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก จะมองเห็นสายน้ำแผ่กระจายไหลมาจากหลายทิศทาง เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างการเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี

จากนี้ไปเราก็มุ่งตรงไปที่สังขละบุรีกันเลยค่ะ





มุ่งไปสังขละบุรี … เขื่อนแม่กลอง – สุสานทหารสัมพันธมิตร

16 08 2008

   เขื่อนแม่กลอง เป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ อยู่ในตัวอำเภอท่าม่วง ห่างจากอำเภอเมืองลงไปทางใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเขื่อนที่มีความสำคัญที่สุดในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง ครอบคลุมพื้นที่ 3 ล้านไร่ ในจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงครามและสมุทรสาคร ตัวเขื่อนกว้าง 117.50 เมตร ยาว 1,650 เมตร บริเวณเหนือเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงาม

ว่าจะไม่จอดแล้วนะเนี่ย แต่สะดุดตากับประตูน้ำสีส้ม ก็เลยอดใจไหว ต้องแวะเก็บภาพสักหน่อย … ใช้เวลาที่นี่ไม่นานค่ะ เพราะอากาศเริ่มร้อนแล้ว

ไปกันต่อดีกว่าค่ะ เป้าหมายต่อไปคือ สุสานทหารสัมพันธมิตร

ก้อยเลือกที่จะแวะสุสานดอนรักค่ะ ตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโต (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323) สุสานแห่งนี้เป็นสุสานของเชลยศึกสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ บริเวณสุสานมีเนื้อที่กว้างขวางสวยงามและเงียบสงบ ชวนให้รำลึกถึงเหตุการณ์การสู้รบและผลลัพธ์ที่ตามมา สุสานแห่งนี้บรรจุศพทหารเชลยศึกถึง 6,982 หลุม

สงครามไม่เคยให้อะไรกับผู้คน นอกจากความสูญเสีย ความโศกเศร้า และการลาจาก..นิรันดร์

มีคนเข้า-ออกสถานที่แห่งนี้ตลอดเวลา ทั้งคนไทยและต่างชาติ ก้อยเข้าใจเอาเองว่าส่วนมากแล้วเป็นนักท่องเที่ยว ไม่อยากจะคิดว่าจะมีใครมาติดตามหาอดีต

สุดท้ายของชีวิตคนเรา ก็ต้องคืนกลับผืนแผ่นดิน และต้องการพื้นที่ไม่มาก แต่ทำไมคนแสวงหากันมากจัง…

วันนี้ก้อยเป็นผู้ดู … แต่วันข้างหน้า…ก้อยก็ต้องคืนร่างนี้ให้ผืนดินเช่นกัน





มุ่งไปสังขละบุรี … เที่ยววัดถ้ำเสือ – วัดถ้ำเขาน้อย จังหวัดกาญจนบุรี

16 08 2008

เดินทางกันต่อนะคะ…

เช้านี้ตื่นกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพราะยังต้องเดินทางอีกไกล แต่กว่าจะได้ออกเดินทางก็สายแล้วล่ะค่ะ เพราะมัวแต่นั่งเอ้อระเหยทานอาหารเช้าของโรงแรม พยายามทานให้มากที่สุดไงคะ ไม่งกเท่าไหร่เลยค่ะ … เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ออกเดินทางกันต่อ เป้าหมายแรกของเช้านี้คือ วัดถ้ำเสือค่ะ

 

วัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง อยู่ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ์ ประมาณ 4 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนวชิราลงกรณ์แล้วเลี้ยวขวา ในวัดมีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาด ใหญ่อยู่บนยอดเขา มีพุทธลักษณะงดงามและอุโบสถอัฏมุขเป็นลักษณะทรงไทยมีลวดลายสวย
วัดถ้ำเสือ เป็นวัดที่สร้างบนยอดเขา สร้างติดกับวัดเขาน้อย วัดถ้ำเสือเป็นวัดพุทธศาสนานิกายหินยาน (เถรวาท) ส่วนวัดเขาน้อย เป็นวัดจีนนิกายมหายานทั้งสองวัดมีเจดีย์ที่สร้างสูงเสียดฟ้าเท่าเทียมกัน

  

วัดถ้ำเขาน้อย ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง ติดกับวัดถ้ำเสือ วัดนี้ประดับประดาไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งมีศิลปะแบบจีน และมีความสวยสะดุดตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเก๋งจีนบนยอดเขา
วัดเขาน้อย เป็นวัดที่สร้างบนยอดเขา สร้างติดกับวัดถ้ำเสือวัด วัดเขาน้อยเป็นวัดจีนนิกายมหายาน ส่วนวัดถ้ำเสือเป็นวัดนิกายหินยาน หรือที่เราเรียกกันว่านิกายเถรวาท เป็นนิกายลัทธิลังกาวงค์
เนื่องจากก้อยไม่ใช่คนในพื้นที่ คำว่าสร้างติดกันก็เลยทำให้สับสนเล็กน้อย ประมาณว่าเดินเที่ยวทุกจุด ถ่ายทุกมุม จนกลับมาถึงภูเก็ต ก็เพิ่งจะวันนี้แหละค่ะที่ทราบถึงความแตกต่างของทั้ง 2 วัด (น่าเศร้าจังเนอะ…ก็บอกแล้วว่ามีเวลาเตรียมตัวน้อยมั่ก ๆ) แต่ก็ประทับใจนะคะ บอกได้คำเดียวว่าสวยงามมาก เดินขึ้นบันไดไปแล้วเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ยังไงยังงั้นเลยค่ะ คือทุกอย่างสวยงามไปหมด แล้วบรรยากาศรอบตัวก็สงบ ลมพัดเย็น ๆ กลิ่นธูปโชยมาตามลม เสียงกังสดาลดังแผ่ว ๆ สลับกับเสียงลั่นระฆังของผู้มาเยือน กับความตั้งใจแรกที่คุยกันว่าแค่แวะมาสักประเดี๋ยว ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง คือ สังขละบุรี  กลายเป็นว่าเรา 2 คน ใช้เวลาที่วัดนี้นานกว่า 1 ชั่วโมง
ตอนนี้แค่หลับตาแล้วนึกภาพ ก้อยยังจำความรู้สึกที่แสนประทับใจนั้นได้ มันเกือบ ๆ จะหลุดพ้นอ่ะค่ะ ความสวยงามของสถานที่ทำให้คนเรารู้สึกได้มากกว่าที่ตาเห็น สำหรับผู้ที่กำลังเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี ในเส้นทางเดียวกับก้อย ขอแนะนำให้แวะที่วัดแห่งนี้ค่ะ




มุ่งไปสังขละบุรี … รถไฟสายมรณะ

16 08 2008

เป็นการตัดสินใจไปเที่ยวแบบไม่รู้ตัวล่วงหน้าเลยค่ะ ตัดสินใจว่าไป อีก 2 วันก็ออกเดินทางทันที เพราะมีเวลาน้อยมาก ลางานได้แล้วก็วางแผนเดินทาง ซึ่งงานนี้ก้อยเป็นเพียงคนขับรถ ไม่ได้วางแผนการเที่ยวอะไรเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอ้น ก้อยบอกแค่จุดหมายปลายทางที่ก้อยต้องการไปให้ถึงคือ..สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี กับเวลาที่มีเพียง 4 วัน 3 คืน

ออกเดินทางจากภูเก็ตแบบสบาย ๆ นัด 6 โมงเช้า กว่าจะได้ออกก็โน่นค่ะ 7.00 น. ทั้ง ๆ ที่นัดกันแค่ 2 คนเองนะ ถ้ามากกว่านี้คงได้ฤกษ์เดินทาง 9 โมงเช้าแน่นอน … ไม่ซีเรียสค่ะ ขับไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง 2 คนพี่น้อง แวะกันตลอดทางค่ะ ที่ถูกใจมากคือการตัดสินใจจอดรถซื้อน้ำตาลสดที่ริมถนน รสชาติหวานอร่อยชื่นใจมาก ๆ ค่ะ ขากลับตั้งใจว่าจะซื้อมาฝากที่บ้าน ก็ไม่ได้ซื้อ ไม่ใช่ลืมนะคะ แต่ตกใจกับราคาที่ต่างกันมาก ๆ ไม่รู้ว่าคนขายคนแรกเค้าขายถูกผิดปกติ หรือ คนขายขากลับขายแพงกว่าปกติ เพราะแพงกว่ากันมากๆๆๆๆ (ขาไปซื้อ 4 ขวด 50.-บาท ขากลับ 3 ขวด 100.-บาท อ่ะค่ะ ต่างกันมั้ยคะ) งานนี้เลยมีของฝากทางบ้านน้อย เพราะเรา 2 คน ตั้งใจว่าจะซื้อน้ำตาลสดมาฝาก ก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรมามากนัก …

เดินทางกันต่อดีกว่าค่ะ…กว่าจะเข้าตัวเมืองกาญจนบุรีก็ 4 โมงเย็น ตระเวณหาที่พักแถวภนนแสงชูโต จำชื่อโรงแรมไม่ได้อ่ะ รู้แต่ว่าอยู่ในเมือง ซึ่งมีโรงแรมให้เลือกเยอะมาก ตามกำลังทรัพย์ของแต่ละคน หลังจากเก็บกระเป๋า ล้างหน้าล้างตากันแล้ว เราก็ไปที่จุดแรกของการมาเยือนเลยค่ะ … สะพานข้ามแม่น้ำแคว

สะพานข้ามแม่น้ำแคว (ภาษาอังกฤษ : The Bridge of the River Kwai) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร มีป้ายชี้บอกทางไว้ชัดเจน

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ทหารอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดา และนิวซีแลนด์ประมาณ 61,700 คน และกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดียอีกจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า ซึ่งเส้นทางช่วงหนึ่งจะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่จึงต้องมีการสร้างสะพานขึ้น การสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก ความทารุณของสงครามและโรคภัยตลอดจนการขาดแคลนอาหารทำให้เชลยศึกจำนวนหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตลง

ปัจจุบัน ชาวโลกต่างให้ สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

สะพานช่วงที่ไม่มีรถไฟ

ทางรถไฟแบบนี้ ที่ภูเก็ตไม่มีนะคะ

รถไฟมาอีกแล้วค่ะ … ปู๊น ๆ ๆ ๆ

เดินไป เดินมา ถ่ายกันทุกมุม จนหมดแสงของวัน และคนก็เริ่มหมดแรง แต่ยังไม่หมดซะทีเดียว ยังมีอารมณ์เดินดูพลอยตามร้านต่าง ๆ มีแบบสวย ๆ เยอะแยะลานตาไปหมด แต่ก็ไม่ได้แอ้มเงินในกระเป๋าก้อยหรอกค่ะ … หิวแล้ว ไปหาอะไรกินแล้วก็นอนเอาแรงไว้วันพรุ่งนี้ดีกว่า เพราะการเดินทางยังอีกยาวไกลค่ะ

…ติดตามต่อไปนะคะ…





ท่าเทียบเรือยอร์ช

16 08 2008

ท่าเทียบเรือยอร์ช แห่งนี้ตั้งอยู่ที่บ้านคอเอน อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ค่ะ

มีเรือนานาสัญชาติจอดเรียงรายเต็มไปหมด แต่ละลำก็สวย ๆ ทั้งนั้น เรื่องราคาคงไม่ต้องพูดถึง … แฮ่ะ ๆ ๆ เพราะไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยค่ะ เคยได้ยินมาว่าเค้าคุยกันเป็นหลักล้าน สำหรับเรือยอร์ชแบบธรรมดา ๆ และก็เพิ่มเป็น 10 , 20 , 30 … แล้วแต่รูปแบบ ความสะดวกสบาย สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ฯลฯ

… ที่ภูเก็ตมีท่าเทียบเรือราคาพันล้านแบบนี้ 3-4 ท่าค่ะ อาจจะมากกว่านี้นะคะเพราะก้อยเองก็ไม่ค่อยทราบเหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องไกลตัวจังเลย แค่เอามาเขียนนี่ก็รู้สึกแปลก ๆ แล้วล่ะค่ะ อิอิอิ  … ในชีวิตเคยนั่งแต่เรือแจว เรือหางยาว แล้วก็เรือเร็วเจ้าค่ะ

มีเวลาว่างในวันหยุดก็แวะเวียนเข้ามาได้นะคะ แต่ก้อยไม่แน่ใจนะคะว่าจะเข้าไปถ่ายรูปด้านในเหมือนที่ก้อยเข้าไปได้รึป่าว เพราะโดยทั่วไปจะมีพนักงาน รปภ. ยืนเฝ้าที่ประตูทางลงไปท่าเทียบเรือค่ะ ซึ่งคงจะมีในช่วงหลัง ๆ เพราะแรก ๆ นั้นไม่มีใครเฝ้า สามารถเดินลงไปได้ตลอดเวลาค่ะ สำหรับครั้งนี้ก้อยได้รับความอนุเคราะห์จากคุณลุง รปภ. ใจดี อนุญาตให้ลงไปถ่ายรูปได้ … คนไทยน้ำใจงามค่ะ





ไปเที่ยวเขาวังกันดีกว่า

16 08 2008

วันนี้ชวนไปเที่ยวเขาวังค่ะ…

มีใครไม่รู้จักเขาวังบ้างคะ…

พระราชวังพระนครคีรี หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า เขาวัง จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่งดงามน่าชมทั้งด้านธรรมชาติ และศิลปกรรม ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน และที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ลักษณะสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตก แบบนีโอคลาสสิก สถาปัตยกรรมไทย และ จีน จนมีเอกลักษณ์เฉพาะ ในช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นเวลาที่เมืองไทยเริ่มปรับตัวให้ทันสมัย อย่างประเทศตะวันตก ขณะที่ความนิยมในสถาปัตยกรรมแบบจีน ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ก็ยังคงมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดัดแปลงรูปแบบของสถาปัตยกรรมให้เข้ากันได้กับการก่อสร้างแบบไทยๆ ในยุคนั้นพระราชวังพระนครคีรี ประกอบด้วยกลุ่มอาคารจำนวนมาก แต่สถานที่สำคัญสามารถเข้าชมได้ มีดังนี้

 - พระที่นั่งสันถาคารสถาน เป็นหมู่พระที่นั่งขนาดใหญ่ สำหรับต้อนรับแขกเมืองที่มาพักบนพระนครคีรี มีห้องรับแขกอยู่ตรงกลาง สองข้างเป็นห้องนอน มีมุขหน้ายื่น

 - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ปัจจุบันเป็นพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ และพระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์

 - พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ เป็นพระที่นั่งองค์ใหญ่ที่สุด ภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องราชูปโภค เช่น พระแท่นบรรทม พระฉาย (กระจกเงา) บานใหญ่ เครื่องมุก เครื่องถ้วยชาม ตุ๊กตาโลหะ ฝีมือช่างยุโรป เป็นต้น

 - พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ เป็นที่ประดิษฐานพระแท่นบรรทมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 - พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท เป็นปราสาทยอดปรางค์ขนาดย่อม สร้างตามคติที่ว่า การสร้างพระราชวังใหญ่ จะต้องมีปราสาท ภายในประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์แบบที่เคยทรง ในการเสด็จออกรับทูตานุฑูต

 - พระที่นั่งราชธรรมสภา สร้างด้วยศิลปะแบบผสมระหว่างไทย จีน และตะวันตก กล่าวคือ มีรูปทรงอาคารคล้ายเก๋งจีน แต่ตกแต่งตามแบบไทยและตะวันตก

 - หอชัชวาลเวียงชัย เป็นหอทรงกลมสูงสองชั้น หลังคาโค้งกรุกระจก สร้างขึ้นเป็นที่ศึกษาและสังเกตการณ์ ทางดาราศาสตร์ สามารถชมทิวทัศน์ของเมืองเพชรบุรีได้โดยรอบ ในอดีต เวลากลางคืน จะจุดโคมไฟแขวนไว้ภายในโดมกระจก เมื่อมองจากทะเลสามารถเห็นได้แต่ไกล จึงเป็นที่หมายของชาวเรือในการเดินเรือเข้าอ่าวบ้านแหลมได้อย่างดี

 พระธาตุจอมเพชร ตั้งอยู่ที่ยอดเขาลูกกลาง เป็นเจดีย์สีขาว ที่มองเห็นเด่นแต่ไกล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะเจดีย์เก่าที่มีอยู่ก่อน แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ และพระราชทานนามว่า พระธาตุจอมเพชร

 วัดพระแก้วหรือ วัดพระแก้วน้อย ตั้งอยู่บนยอดเขาด้านทิศตะวันออก สร้างขึ้นเป็นวัดในเขตพระราชฐาน เช่นเดียวกับวัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวัง สิ่งที่ควรชมภายใน ได้แก่

 - เจดีย์แดง ปรางค์จัตุรมุข ทาสีแดงทั้งองค์

 - โบสถ์ มีสัดส่วนงดงาม และมีหน้าบันเป็นลวดลายปูนปั้น รูปตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จัดเป็นงานปูนปั้นที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งของเมืองเพชรบุรี

 - พระสุทธเสลเจดีย์ เป็นเจดีย์หินอ่อน สีเทาอมเขียว ที่มีประวัติการสร้างอันน่าทึ่ง คือ เมื่อสลักหินอ่อนเป็นชิ้น และประกอบที่เกาะสีชังเสร็จแล้ว ได้รื้อนำลงเรือมาประกอบใหม่บนเขาแห่งนี้

การขึ้นเขาวังครั้งนี้ก้อยมีเวลาเดินถ่ายรูปเกือบครึ่งวันแน่ะ เป็นการเดินมาราธอนมาก ๆ เพราะเดินไปทุกซอกทุกมุม ขึ้นเขาลงเขาไปหมดค่ะ เพราะมีเวลาเหลือเฟือ ทุกครั้งมีเวลาแค่นั่งรถรางขึ้นมาแล้วก็เดินถ่ายรูปใกล้ ๆ แล้วก็รีบกลับ

เดิมทีเดียวเขาวังมีชื่อว่า เขาคีรี ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการสร้างวัดมหาสมณะขึ้นที่เชิงเขา จึงเรียกเขาลูกนี้ว่า เขามหาสมณะ หรือ เขาสมน เขาวังมีสามยอด ยอดกลางเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมเพชร ยอดทางทิศตะวันออก เป็นที่ตั้งวัดพระแก้ว และยอดทางทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งพระราชวังพระนครคีรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อเขามหาสมณะใหม่ว่า เขามหาสวรรค์ แต่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เขาวัง

ไม่อยากบอกเลยว่าเป็นการเดินเที่ยวชมที่เต็มอิ่มด้วยความสุข และความภาคภูมิใจที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย

 เขาวัง เป็นที่เที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี กล่าวได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเพชรบุรี เพราะทันทีที่ย่างกรายเข้าสู่เมืองเพชร สิ่งที่จะได้เห็นโดดเด่น คือ เขาวัง ซึ่งมีเจดีย์และอาคารสีขาวสะอาดตา ปรากฎอยู่บนยอดเขาขนาดย่อม

 เขาวังเป็นที่ตั้งของพระราชวังแห่งแรก ในหัวเมือง ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับเพื่อเสด็จแปรพระราชฐาน มาพักผ่อนพระอิริยาบท ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามบนเขาแห่งนี้

ลวดลายที่บานประตู หน้าต่าง สวยงามทุกจุด

สิ่งที่เห็นทั่วไปในบริเวณเขาวังคือ ดอกลีลาวดี และเจ้าลิงตัวแสบ ซึ่งบางตัวก็ท่าทางดุน่ากลัวเหมือนกัน บางช่วงที่ไม่ค่อยมีคนก็ยอมรับกับตัวเองนะคะว่า กลัวลิง … มีคำแนะนำว่าอย่าเดินถือของพะรุงพะรัง ไม่งั้นเจ้าลิงจะเข้ามาจัดการอย่างแน่นอนค่ะ ต้องระวังให้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า หมวก ขวดน้ำ ถุงขนม หรือ กล้องถ่ายรูป และอื่น ๆ

ขอให้เที่ยวให้สนุกนะคะ





ลมปราณ..ลมหายใจต่อชีวิต

16 08 2008

“ปราณยาม….
ปราณยามเป็นการฝึกการหายใจ  เราขาดน้ำและอาหารได้  แต่ขาดหายใจไม่ได้  เป็นการฝึกเพื่อรับเอาพลังงานจากภายนอกเข้ามาให้มากที่สุด  เพื่อกำจัดของเสีย  ทำให้ร่างกายบริสุทธิ์และสมดุลย์ทั้งร่างกายและจิตใจ  ซึ่งจะมีหลากหลายแบบ
–อนุโลมา-วิโลมา เป็นการฝึกหายใจสลับรูจมูกเพื่อรักษาสมดุลย์ของร่างกายและจิตใจ
–นาฑี โศธนะ เป็นการฝึกอนุโลมา-วิโลมา ร่วมกันการกลั้นหายใจ (กุมภกะ) และมหาพันธะ(พันธะทั้ง3) เพื่อทำให้ช่องปราณบริสุทธิ์และปลุกกุณฑาลินี
–สุริยะ เพนเดิน  หายใจโดยเข้าทางด้านขวาและออกทางด้านซ้าย  เพื่อเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย  ให้ร่างกายร้อนขึ้นกระฉับกระเฉงขึ้น
–บาสทริกา  เป็นการหายใจเร็วทั้งเข้าและออก  เพื่อเพื่มการหมุนเวียนของเลือด  กำจัดของเสีย  และส่งผลให้กระตุ้นสมอง และทำให้ร่างกายร้อนขึ้น
–ภามรี หายใจแบบมีเสียงเหมือนเสียงผึ้งบินทั้งเข้าและออก  เพื่อดึงสมาธิและกระตุ้นสมอง
–อุจัยยี  การหายใจเข้าออกแบบมีเสียงเหมือนกำลังกระซิบ  ช่วยในเรื่องสมาธิ และทำให้ร่างกายเย็นลง
–ศิตกรี  หายใจผ่านไรฟัน  เพิ่มความเย็นให้กับร่างกาย ลดความเครียดและช่วยเรื่องโรคกระเพาะ ลดกรดในกระเพาะอาหาร
–ศิตลี  หายใจผ่านการห่อลิ้น  เพิ่มความเย็นให้กับร่างกายเช่นกัน

นอกจากนี่ที่สำคัญคือการกลั้นหายใจ (กุมภกะ) กลั้นระหว่างการหายใจเข้าและออก
การฝึกทั้งหมดนี้ต้องผ่านการสอนจากครู เพราะการฝึกบางอย่างส่งผลกระทบรุนแรงถ้าฝึกผิด  โดยเฉพาะการกลั้นหายใจ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องความร้อนความเย็นในการหายใจ

การฝึกทั้งหมดนี้ถ้าฝึกอย่างถูกต้องจะให้ประโยชน์อย่างสูง  ทำให้เราห่างไกลจากโรคบางโรค  แต่ถ้าฝึกอย่างไม่รู้อย่างแท้จริง  ก็จะมีโทษมหันต์
โยคีหรือครูอาจารย์โยคะบางทีก็ไม่ได้มีเวลาฝึกอาสนะกัน  เนื่องจากอาจติดภารกิจหรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่อำนวย  แต่เขาก็จะไม่งดเว้นการฝึกปราณยาม  เพราะปราณยามส่งผลได้เทียบเท่าหรือมากกว่าอาสนะถ้าฝึกอย่างถูกต้อง และไม่จะเป็นต้องใช้พื้นที่มากมาย  และแค่ยังหายใจและมีมือข้างขวาของคุณ ก็ฝึกปราณยามได้แล้ว

เพราะฉนั้น ฝึกกับครูดีแล้วละค่ะ”

ขอบคุณสำหรับคำขยายของปราณายามะ ที่คุณ Muaykiey ได้ให้ความรู้ไว้ที่เว็บของ Yogajournalthailand ด้วยค่ะ

ก้อยนำเรื่องของลมปราณ…ลมหายใจมาเขียนในวันนี้ เพราะก้อยทราบมาว่าที่สุโขสปา ภูเก็ต กำลังจะจัดให้มี Workshop เรื่องปราณายามะ โคยครู Lisa  Hill  ในวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2551 เวลา 13.30 น. – 16.00 น. ซึ่งเรื่องของปราณายามะ เป็นเรื่องที่ก้อยให้ความสนใจมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ฝึกกับครูจริง ๆ จัง ๆ ซะที ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะไม่ยอมพลาดอย่างเด็ดขาดค่ะ

ที่ผ่านมาก้อยนับได้ว่าไม่มีความรู้เรื่องปราณายามะเลยค่ะ ไม่เคยปฏิบัติ แต่เป็นคำที่ได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเรียนโยคะกับครูอุ้ม เพราะครูให้ความสำคัญกับลมหายใจมาก วันแรกของการเรียนการสอน ครูให้ฝึกหายใจอย่างถูกต้อง ซึ่งดูเหมือนว่าก้อยจะทำได้ไม่ดีเอามาก ๆ เพราะไม่ชอบการนั่งนิ่ง ๆ แล้วก็หายใจเข้า หายใจออก รู้สึกว่าน่าเบื่อมากค่ะ ชอบการฝึกปฏิบัติมากกว่า แต่หลัง ๆ มาเริ่มเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น และเห็นถึงความสำคัญของปราณกับการปฏิบัติ เพราะบางท่าต้องอาศัยพลังปราณเยอะมาก ๆ ค่ะ และก้อยรู้ตัวเองด้วยว่าก้อยไม่มีพลังเอาซะเลย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการหายใจที่ไม่ถูกต้อง ก้อยจึงถือว่า Workshop ที่สุโขสปาในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้มาเรียนรู้ในเรื่องจำเป็นที่สุดของการมีชีวิต

อ่านที่คุณ Muaykiey เขียนมาทั้งหมด ก้อยแค่เข้าใจนิดหน่อยเองค่ะ แต่จุดของความสนใจเนื่องจากการอ่านบทความทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่บอกตรงกันว่าการหายใจที่ถูกต้องจะช่วยรักษาและป้องกันโรคได้ ที่สำคัญนะคะ ของไทยเราก็มีการนั่งสมาธิ ที่ให้ความสำคัญกับลมหายใจเช่นกัน และก็มีประโยชน์มาก ๆ ด้วย แต่เน้นย้ำว่าต้องมีครูหรือมีคนคอยชี้แนะ ซึ่งก้อยได้พยายามเรียนรู้แล้ว แต่ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าเป็นคนที่ไม่มีความอดทน ไม่สามารถนั่งสมาธิได้ เพราะจิตไม่นิ่งไงคะ แส่ส่ายไปเรื่องโน้นเรื่องนี้เยอะแยะไปหมด ไม่ดีเลยใช่มั้ยคะ…

แต่…ไม่ท้อนะคะ ครั้งนี้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนกับครู สู้ ๆ ค่ะ ได้ผลเป็นยังไงจะนำมาบอกนะคะ แต่สำหรับผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามได้ที่สุโขสปา ภูเก็ต ค่ะ 076 263 222 ต่อ 106 เจ้าค่ะ