การถือศีลอด

2 09 2008

 ไทยพุทธ ไทยมุสลิม ฯลฯ ล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น เราอย่ามาแบ่งแยกกันเลยนะคะ … รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย… ช่วงนี้เป็นช่วงถือศีลอดของเพื่อนมุสลิมค่ะ และบังเอิญว่าก้อยมีข้อมูลดี ๆ ทางการแพทย์มาฝากค่ะ…

…มีนักวิชาการอเมริกาคนหนึ่งชื่อนายแพทย์  Allan  Cott ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ” Why Fast?” (ทำไม่ต้องถือศีลอด) ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยของเขาจากหลายๆ ประเทศ  เขาได้สรุปถึงเคล็ดลับของการถือศีลอดไว้  10 ข้อ ดังนี้

1.         to feel better  physically  and   mentally

= ทำให้รู้สึกว่ามีสุขภาพและจิตใจที่ดีขึ้น

2.         to look  and  feel  younger

= ทำให้มองเห็นและรู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้น

3.         to clean  out  the  body

=  ทำให้ร่างกายสะอาดสะอ้าน

4.         to lower  blood  pressure  and  cholesterol  levels

= ช่วยลดความดันโลหิตสูง  และระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

5.         to get  more  out  of  sex

= ช่วยลดความรู้สึกอารมณ์ใคร่ (เซ็กส์)

6.         to let  the  body  health  itself

= ช่วยให้ร่างกายบำบัดตนเอง

7.         to relieve  the   tension

= ช่วยลดความตึงเครียด

8.         to sharp  the  sense

= ช่วยให้สติปัญญาเฉียบแหลม

9.         to again control  of  ourselves

= ทำให้สามารถควบคุมตนเองได้

10.      to  slow  the  aging  process

 = ช่วยชะลอความชรา

…………………………..

เห็นข้อดีทั้ง 10 ข้อแล้ว เพื่อน ๆ คนไหนสนใจจะถือศีลอดบ้างคะ…

ถ้าไม่พูดถึงการถือศีลอด ก็จะเป็นการพูดถึงการล้างพิษ ซึ่งหลายคนคุ้นกับคำ ๆ นี้ดี มีความคล้ายกันอยู่ใช่มั้ยคะ

ถ้าเราไม่ถือศีลอด แต่เพื่อนเราถือศีลอด…ทำไงดีคะ

ทำตัวตามปกติค่ะ แต่เลี่ยงที่จะชวนเพื่อนทานอาหาร หรือนำอาหารมาทานให้เพื่อนเห็น ง่าย ๆ แค่นี้ คุณก็เป็นเพื่อนที่น่ารักมากแล้วล่ะค่ะ …

ช่วงเวลานี้ทำให้คิดถึงช่วงเวลาที่ก้อยเคยใช้ชีวิตในจังหวัดปัตตานี และเข้าหมู่บ้านในช่วงปีสุดท้ายของการเรียน และเป็นช่วงถือศีลอดของมุสลิม ขอบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากค่ะ ก้อยเป็นพุทธ เพื่อน ๆ อีกหลายคนก็เป็นพุทธ แต่ทุกคนในชุมชนมุสลิมเป็นมิตรที่น่ารัก ทุก ๆ เย็นเราจะหมุนเวียนไปยังบ้านอื่น ๆ เพื่อร่วมรับประทานอาหาร / ขนม ได้ลองชิมของกินแปลก ๆ หลายอย่าง ไม่มีการแบ่งแยกพวกเขาพวกเรา…พูดแล้วก็คิดถึงเพื่อน ๆ คิดถึงพ่อช่วง แม่สาย ยาย และน้อง ๆ ที่ก้อยไปอาศัยอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกคนเป็นอย่างไรกันบ้าง …ทุ่งยางแดง น่าจะเป็นพื้นที่สีแดง…

การถือศีลอด … การไม่เบียดเบียน … ขอสันติสุขกลับคืนสู่ภาคใต้ด้วยเถิด…





วันเวลาที่ผ่านเลย

2 09 2008

ภาพนี้ถ่ายที่งานเกตรแฟร์ ม.ทักษิณ พัทลุง ในส่วนของภูมิปัญญาชาวบ้านค่ะ

ในอาคารที่จัดแสดงเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน มีเด็กนักเรียนและผู้ที่สนใจเดินไป-มา ตลอดเวลา บนเวทีก็มีการพูดคุย ที่เรียกว่า เสวนา คงได้มังคะ เรื่องที่พูดกันก็เกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้านนี่แหละค่ะ

ก้อยก็เดินดูโน่น ดูนี่ไปตามประสา ซึ่งก็ต้องสารภาพกันตรง ๆ ว่าไม่รู้เรื่องอะไรกะเค้าเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นคนใต้เหมือนกัน แต่บางเรื่องราวก็ช่างเป็นเรื่องไกลตัวซะเหลือเกิน หรือมองอีกด้านนึงก็คือว่า เราขาดการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน มัวแต่จะวิ่งไปข้างหน้า จนลืมที่จะหันมามองข้างหลัง และคนปัจจุบันมองอะไรก็ฉาบฉวย ไม่ลึกซึ้ง ก้อยเองก็อยู่ในประเภทนี้แหละค่ะ มองอะไรแบบฉาบฉวย และไม่รู้จักสังเกต ไม่ดีเลยนะคะ

ตัวอย่างง่าย ๆ ก็นี่เลยค่ะ ก้อยเดินผ่านไปมาอยู่ 2 รอบ ก้อยก็ยังไม่ทราบว่าลุงเค้านั่งทำอะไร เพราะไม่มีใครสนใจลุงเลย ต่างคนก็ต่างทำงานในส่วนของตัวเอง ซึ่งก็มีคนมามุง มาให้ความสนใจ ก้อยก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น แต่พอออกมาแล้วก้อยก็อดสงสัยไม่ได้ว่าลุงนั่งทำอะไร

เดินกลับไปดูเป็นรอบที่ 2 สังเกตมากขึ้น ก้อยจึงเริ่มเห็นว่าลุงกำลังทำอะไร

“คันธนู” ค่ะ ลุงกำลังพิถีพิถันกับการทำคันธนู ซึ่งมีทำเสร็จแล้ววางอยู่ประมาณ 6-7 อัน และมีกระดาษแปะเขียนไว้ว่า คันธนู อันละ 50.-บาท

…………………………………

เพื่อนก้อยนั่งดูรูปที่ก้อยถ่ายมา โดยที่ก้อยไม่ได้พูดอะไร แต่คนช่างสังเกตถามทันทีว่า “คุณช่วยซื้อคันธนูของลุงรึป่าว”

ช่วยซื้อเหรอ…ก้อยก็คิดนะไม่ใช่ไม่คิด แต่คิดไม่ออกว่าจะซื้อมาทำอะไร ก้อยไม่อยากซื้อด้วยความสงสาร เพราะก้อยคิดว่าลุงคงไม่ต้องการ ลุงมีความภาคภูมิใจในฝีมือ ในชิ้นงานของลุง เพราะฉะนั้น คนที่ซื้อควรจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของงานจริง ๆ นี่คือมุมที่ก้อยมองและคิด

แต่เพื่อนก้อยไม่คิดแบบนี้ …ลุงแก่แล้ว ต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ เราควรจะช่วยซื้อเพื่อเป็นกำลังใจให้ลุงทำชิ้นงานต่อไป

…มันก็แล้วแต่ใครจะคิดนะคะ ถ้าลุงได้อ่านเรื่องที่ก้อยนำมาเขียน ลุงช่วยบอกสิ่งที่ลุงคิดก็คงจะดี…





ชุดโยคะ

2 09 2008

…เงินค่าสมัครเป็นสมาชิกก็มีแล้ว…

…เวลาเรียนก็สะดวกที่จะเรียน…

…แต่…ไม่เรียนดีกว่า !!!!

…อ้าว…มัยล่ะคะ…

…ก็ดูแต่ละคนที่เรียนในห้องดิ…ใส่ชุดเต็มยศ และพะยี่ห้อทั้งนั้นเลย…55555

เรื่องจริงนะคะเนี่ย…คนที่บ่นเป็นเจ้าของกิจการซะด้วย คุณพี่คงหมั่นไส้พวกที่ใส่ชุดโยคะครบชุด และยี่ห้อดัง ๆ ทั้งนั้น น่าเสียดายจังเลยค่ะที่ก้อยไม่ได้ยินจากปากของพี่เอง เพราะอยากจะบอกว่าแต่ละคนเค้าก็มีเหตุผลที่ดีในการเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่น่าหมั่นไส้ และยกมาอ้างเป็นเหตุผลของการไม่สมัครเรียน…

ก้อยฝึกโยคะ (Ashtanga Yoga) มาปีกว่าแล้ว ยังไม่มีชุดโยคะแบบครบสมบูรณ์กะเค้าเลยค่ะ เหตุผลหลัก ๆ คือ เสียดายตังค์ค่ะ ก็แต่ละชุดอ่ะ…แพงซะขนาด

ก้อยก็เลือกซื้อตามกำลังทรัพย์เป็นหลักค่ะ ตอนนี้ก็เริ่มมีชุดโยคะกะเค้าบ้าง แต่เป็นแบบลูกผสมค่ะ ร้อยพ่อพันแม่ อิอิอิ แต่ก็ยังรักที่จะใส่เสื้อยืดอยู่นะคะ เหตุผลหลัก ๆ คือ ไม่โป๊ค่ะ หลังจากเล่นเสร็จแล้วสามารถเข้าออฟฟิศได้เลย แต่ถ้าเป็นชุดโยคะก้อยต้องมีเสื้อสวมทับอีก 1 ตัว…เกรงใจเพื่อน ๆ ค่ะ

ถ้าถามว่าชุดโยคะช่วยให้เล่นได้ดีมั้ย…ต้องบอกว่ามันก็มีส่วนนะคะ

- เนื้อผ้าที่ดี ซักง่าย แห้งเร็ว ไม่มีกลิ่นอับ ท่าก้มต่าง ๆ หายใจสะดวกค่ะ แต่ถ้าเป็นผ้ายืดธรรมดา บางครั้งอาจจะมีกลิ่นอับ

- เนื้อผ้าที่ดี ยืดหยุ่น และกระชับลำตัว ทำให้การทำท่าทางต่าง ๆ สะดวก และไม่ต้องคอยพะวง

- เนื้อผ้าที่ดี รูปแบบที่สวยงาม และรูปทรงที่พอดีกับรูปร่าง ทำให้เพิ่มความมั่นใจได้เยอะ

- รูปแบบ รูปทรงของชุดที่เปิดเผย ทำให้ครูมองเห็นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ชัดเจน และช่วยระบายเหงื่อได้ดี

เขียนมาซะมากมาย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็ยังใส่เสื้อยืด อิอิอิ ใครจะเลียนแบบก็ไม่ว่ากันนะคะ แต่ที่สำคัญเสื้อยืดจะต้องเป็นเสื้อยืดที่กระชับนะคะ ถ้าเป็นประเภทคอย้วยล่ะก้อ…ลืมไปได้เลยค่ะ ใส่แล้วหายใจไม่ได้ เป็นเสื้อยืดแบบเสื้อกล้ามที่เนื้อผ้ายืดกระชับเหมาะที่สุดค่ะ ไม่งั้นนะคะเวลาทำท่าก้ม ก็มองผ่านคอเสื้อถึงสะดือโน่นเลย… ส่วนกางเกงก็เลือกที่เนื้อผ้ายืดนะคะ ไม่งั้นก็ยกขาไม่ขึ้นค่ะ ซึ่งชุดที่เป็นชุดสำหรับโยคะโดยเฉพาะน่ะ เป็นชุดที่ผ่านการคิดและออกแบบมาอย่างดีที่สุดกับการเล่นโยคะแล้วล่ะค่ะ แต่ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ก็เพราะไม่อยากให้ยึดติดมากนัก เลือกในสิ่งที่ชอบ เลือกในสิ่งที่เหมาะ เป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ





เรื่องน่ารู้ของนักศึกษาแพทย์

2 09 2008

นักศึกษาเข้าเรียนวิชากายวิภาควิทยาเป็นครั้งแรก กับศพจริงซึ่งเป็นร่างกายชายผู้เสียชีวิตแล้ว
            นักศึกษาทุกคนล้อมรอบโต๊ะผ่าตัด ซึ่งมีร่างศพคลุมด้วยผ้าผืนสีขาว

        ศาสตราจารย์ได้เริ่มการสอนโดยกล่าวกับ นักศึกษาแพทย์ศาสตร์ทั้งหลายว่า      

        ” ในวิชาแพทย์ศาสตร์ มีเพียง 2 สิ่งสำคัญที่จะทำให้ท่านนั้น มีคุณสมบัติเป็นแพทย์ที่มีคุณภาพได้ คือ

           ” ข้อแรก, มันเป็นความจำเป็นที่ท่านจะไม่ขยะแขยง ” ศาสตราจารย์ได้เปิดผ้าคลุมขึ้นและยัดนิ้วเข้าไปในรูทวารหนักของศพ แช่ไว้และเอานิ้วออกมาเขาดูดให้นัก เรียนดู.
         ศาสตราจารย์กล่าวกับนักเรียนว่า ” เอ้า ! เร็ว นักศึกษา จงทำ !! “

         นักศึกษาแพทย์ต่างกลัวในเหตุการณ์ที่วิตถารเช่นนี้ แต่ภายหลังต่างก็หันมาผลัดกันยัดนิ้วของตนเข้าไปที่ทวารหนักของศพ และนำมาดูดหลังจากเอานิ้วออกมา

              ครั้นเสร็จสิ้นจนครบทุกคน ศาสตราจารย์เพ่งไปที่นักเรียนแพทย์และกล่าวขึ้น…
         ” คุณสมบัติของแพทย์ที่ดี..

ข้อที่สอง.. คือ ต้องเป็นคนช่างสังเกต…เมื่อกี้อาจารย์เอานิ้วกลางยัดเข้าไป แต่อาจารย์ดูดที่นิ้วชี้ “
กรุณาสนใจการสอน หน่อย..นักศึกษาทุกท่าน !!”

5555