ช่วยด้วย !!! เครื่องมือหาย

31 10 2008

ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญช่วยด้วย !!!

แถบเครื่องมือของบล็อคหายไป 1 แถวอ่ะ ใครก็ได้ช่วยที ตอนนี้ไม่กล้าเอาเรื่องที่เขียนไว้มาลง เพราะไม่สามารถตั้งขนาดตัวอักษรได้ อย่าง 2 เรื่องที่เพิ่งเอามาลง ตัวหนังสือใหญ่มากกกก เรื่องที่เขียนขอความช่วยเหลือนี่ก็ไม่รู้ว่าตัวจะเท่าหม้อแกงอีกรึป่าวนะ…เฮ้อ…เซ็งจังเลย





เคล็ดไม่ลับกับการเลือกที่นอน

28 10 2008

ที่นอนที่เหมาะกับสรีระจะช่วยให้นอนหลับสนิท เลือดไหลเวียนดี ไม่กดทับเส้นประสาทที่แขนขา และนี่คือเคล็ดลับการเลือกที่นอนเพื่อการหลับอย่างสุขภาพดี

  • 1. ก่อนซื้อที่นอนทุกครั้ง ควรลองนอนและสังเกตว่าตั้งแต่ต้นคอจนถึงแผ่นหลังอยู่ในท่าเดียวกับเวลายืนตรงหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าที่นอนนั้นเหมาะกับคุณ
  • 2. เยื่อบุในที่นอนควรผ่านการฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียที่ความร้อน 400 องศาฟาเรนไฮต์ขึ้นไป
  • 3. เลือกที่นอนที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์อย่างซินเทติกพอลิเอสเตอร์ เพราะไม่เป็นอาหารของเชื้อราและแบคทีเรีย ทั้งยังป้องกันการหมักหมมเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว
  • 4. ขนาดของที่นอนควรยาวกว่าผู้นอนที่สูงที่สุดไม่ต่ำกว่า 10 เซนติเมตร ทางที่ดีควรเผื่อไว้ 50 เซนติเมตรสำหรับวางหมอนหนุน
  • 5. สลับด้านที่นอนทุก ๆ 3 เดือน จากด้านหัวไปท้าย จากซ้ายไปขวา เพื่อให้ที่นอนคงรูปเสมอกันทุกด้าน ไม่ยุบอยู่ตำแหน่งเดียว

ข้อสำคัญ อย่าลืมเปลี่ยนที่นอนทุก ๆ 8 – 10 ปี เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีนะคะ





3 ขั้นตอนง่าย ๆ อบไอน้ำหน้า

28 10 2008

การอบไอน้ำหน้าช่วยขจัดสิ่งอุดตันภายในรูขุมขน แก้ปัญหาสิวเสี้ยน ทำสัปดาห์ละครั้งจะกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้ผิวหน้าสะอาดใสและดูเปล่งปลั่ง

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำเดือดจัดใส่ชาม ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาที เพื่อให้อุณหภูมิลดลงเหลือประมาณ 80 องศาเซลเซียส ใส่น้ำมะนาวครึ่งผลหรือชาคาโมมายล์ครึ่งถ้วย อาจเหยาะเอสเซนเชียลออยล์กลิ่นที่ชอบประมาณ 2 หยด เพื่อความผ่อนคลาย

ขั้นตอนที่ 2 อังหน้าเหนือชามประมาณ 20 เซนติเมตร นาน 10 นาที สำหรับคนที่มีปัญหาเส้นเลือดฝอยที่ผิวหน้าให้ลดเวลาลงเหลือ 5 นาที

ขั้นตอนที่ 3 นั่งพักหน้าประมาณ 1 นาที แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นซับหน้าเพื่อกระชับรูขุมขน

ง่าย ๆ ใช่มั้ยคะ ทำได้เป็นประจำด้วยตัวคุณเองที่บ้าน อาจจะทำช่วงที่ดูทีวีที่บ้านก็ได้นะคะ





หนึ่งเสียงของท่าน ช่วยยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง

24 10 2008

ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของเด็กและสตรี ถูกทำทารุณกรรม โดยการทุบตี ล่อลวงหรือล่วงละเมิด ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ยิ่งไปกว่านี้ เหยื่อผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ มักไม่ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ทั้งนี้เนื่องจากหวาดกลัวการถูกซ้ำเติม และเกรงสังคมจะตราหน้าให้อับอาย

จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมลงชื่อเพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุน ให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และร่วมรณรงค์ให้วาระนี้ เป็นวาระเร่งด่วนของประชาคมโลก

ซึ่งในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นวันสากลแห่งการยุติความรุนแรงต่อสตรี กองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเฟม (UNIFEM) จะมอบรายชื่อของทุกท่าน ที่ร่วมลงนาม ให้กับ นาย บัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติอันเป็นการแสดงถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของคนไทย ในการร่วมกันต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อสตรี

” หนึ่งเสียงของท่าน ช่วยยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง “

ในความเป็นลูกผู้หญิงคนหนึ่ง ก้อยขอความร่วมมือมายังทุกคนให้ช่วยกันร่วมลงชื่อแสดงพลังเพื่อต่อต้านความรุนแรงด้วยนะคะ ที่  http://www.novaw.or.th/sign  ค่ะ เราทุกคนมีส่วนช่วยให้สังคมนี้น่าอยู่ค่ะ





ล่า 5 แสนชื่อเพื่อยุติความรุนแรง

24 10 2008

เริ่มวันนี้ล่า 5 แสนชื่อ! ‘ยุติความรุนแรง’ เพื่อเด็กหญิง-สตรีไทย

“สิ่งเล็ก ๆ ที่เราช่วยกันทำในวันนี้ จะช่วยชีวิตเด็กผู้หญิง และผู้หญิง ได้อีกเป็นจำนวนมาก เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ที่เราทำได้ที่หน้าจอ เดี๋ยวนี้…” …นี่เป็นข้อความส่วนหนึ่งจากการรณรงค์ตามโครงการ “Say NO to Violence against Women” โดยกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเฟม) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการ “ต่อต้านความรุนแรงต่อเด็กผู้หญิง-ต่อผู้หญิง”
 
ทั้งนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมีพระกรุณาธิคุณ ทรงตอบรับเป็น “ทูตสันถวไมตรี (Goodwill Ambassador)” ให้กับยูนิเฟม ในโครงการดังกล่าวนี้ โดย ดร.จีน เดอคูน่า ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ยูนิเฟม ระบุว่า… “ยูนิเฟมรู้สึกสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยังได้ทรงลงพระนามในโปสต์การ์ด เพื่อทรงเป็น 1 เสียงที่ร่วมต่อต้านความรุนแรงต่อเด็กผู้หญิง ต่อผู้หญิง ทรงเห็นความสำคัญถึงปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงในประเทศไทยและทั่วโลก ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน”
 
พระองค์ทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” ขึ้นมา และประทานความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ต้องขังสตรีและเด็กติดผู้ต้องขัง ตามทัณฑสถานต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางและมีความต้องการพิเศษ นอกจากนี้ ยังประทานความช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ต้องขังกลับตัวเป็นพลเมืองดี ภายหลังจากพ้นโทษแล้ว นอกจากนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ยังได้ประทานโปสต์การ์ดให้กับตัวแทนจากกระทรวงต่าง ๆ รวมถึงองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงมูลนิธิเพื่อผู้หญิง ในการร่วมลงชื่อในโปสต์การ์ด “ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง”
 
ความรุนแรงต่อเด็กผู้หญิง-ต่อผู้หญิง…เป็นอีกปัญหาสำคัญ
 
ในประเทศไทย…ปัญหานี้มีแนวโน้มเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อย ๆ
 
จากรายงานสถานการณ์สตรีไทยประจำปี 2551 โดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับข้อมูลสถิติเด็กและสตรีที่ประสบความรุนแรง ในส่วนของเด็กและสตรีที่ประสบความรุนแรงในครอบครัว ในปี 2549 สตรี เด็กผู้หญิง และรวมถึงเด็กผู้ชาย ที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จาก จำนวนผู้รับบริการศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง มีจำนวนสูงขึ้นกว่าเท่าตัว !! จากปี 2547 ที่มีผู้ถูกกระทำรุนแรงเฉลี่ยวันละ 19 ราย เพิ่มเป็นเฉลี่ยวันละ 39 ราย ในปี 2549
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าเด็กและสตรีที่ถูกกระทำทารุณและเข้ารับการช่วยเหลือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยปี 2547 มี 469 ราย ในปี 2549 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเป็น 837 ราย โดยผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการ “ถูกทารุณทางเพศ” และจากการสำรวจอนามัยการเจริญพันธุ์ปี 2549 ก็พบว่า มีจำนวนสตรีสมรสอายุ 15-49 ปี เคย “ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ” ในรอบปีที่ผ่านมา จำนวนมากถึง 1,044,942 คน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ชี้ถึงสถานการณ์ปัญหาได้เป็นอย่างดี
 
และชัดเจนขึ้นอีกจากคดี “ข่มขืนกระทำชำเรา” โดยข้อมูลจากสำนักงานศาลยุติธรรมที่รวบรวมคดีจากศาลจังหวัดในความผิดเกี่ยวกับ การข่มขืนกระทำชำเรา มาตราที่ 276, 277-ทวิ, 277 ตรี, 278 และมาตราที่ 285 คดีความผิดเกี่ยวกับ การข่มขืนกระทำชำเรา ที่พิจารณาเสร็จสิ้นของศาลชั้นต้น และศาลเยาวชนและครอบครัว ทั่วราชอาณาจักร มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง !! โดยในปี 2549 มีคดีเพิ่มขึ้นจากปี 2545 เกือบเท่าตัว จาก 4,896 คดี เป็น 9,653 คดี ขณะที่จำนวนเด็กและสตรีที่ขอรับความช่วยเหลือในสถานสงเคราะห์ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพิ่มขึ้นจาก 15,750 คน ในปี 2547 เป็น 18,617 คน ในปี 2549
 
“โครงการเกี่ยวกับการยุติความรุนแรงต่อสตรีในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์คือป้องกันด้วยการแก้ไขทัศนคติหรืออคติทางสังคม อันเป็นบ่อเกิดของความต้องการผู้หญิงเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และบ่อเกิดของความรุนแรงต่อสตรี กลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่น ผู้ชาย สื่อมวลชน ชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ รณรงค์บนหลักการเปลี่ยนแปลงหรือป้องกันด้วยการสร้างค่านิยมใหม่ และทัศนคติที่เคารพสิทธิของผู้หญิง” …ดร.จีนระบุ
 
พร้อมทั้งยังระบุด้วยว่า… ไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ตื่นตัวและพร้อมที่จะแก้ปัญหานี้ ดังนั้น ยูนิเฟมจึงต้องการ “รวบรวมรายชื่อคนไทยให้ครบ 5 แสนชื่อ” เพื่อส่งมอบต่อเลขาธิการสหประชาชาติ ในวันที่ 25 พ.ย. 2551 ซึ่งเป็นวันสากลแห่งการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่ง “จะทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ให้การสนับสนุนและตระหนักถึงการแก้ปัญหาสิทธิสตรีมากที่สุด” และจะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นต่อประเทศอื่น ๆ ด้วย “จึงขอเชิญชวนประชาชนคนไทยร่วมลงชื่อเพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงได้ที่เว็บไซต์ www.novaw.or.th/sign   ” …ผอ.สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ยูนิเฟม กล่าว ทั้งนี้ เว็บไซต์นี้จะพร้อมให้ลงชื่อได้ในวันสองวันนี้ และ 23-26 ต.ค. ที่เซ็นทรัลเวิลด์ก็จะมีบูธให้คนไทยลงชื่อด้วย
 
สิทธิสตรีไทย…โดยเฉพาะที่ยังเป็นเด็ก…ต้องการการปกป้อง
 
ลงชื่อที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต…ก็ช่วยได้
 
และนอกจากนี้ก็จะมีอีกหลายที่-หลายจุด…ที่เปิดให้ลงชื่อ
 
คนไทยทุกทิศทั่วประเทศอย่ารอช้า…ช่วยกันหน่อย !!!!!.  

ที่มา:    Daily News Online





มิตรภาพ

22 10 2008

เรื่องเล่า ว่า…. มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..

ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทรายด้วยกัน… ระหว่างทาง… เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน

เพื่อนคนหนึ่ง…พลั้งลงมือ…ตบหน้าอีกฝ่าย คนถูกทำ ร้าย….เจ็บปวด…แต่ไม่เอ่ยวาจา… กลับเขียนลงบนผืน ทรายว่า

‘ วันนี้…ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า ‘
 
พวกเขายังคงเดินทางต่อ…กระทั่งถึงแหล่งน้ำ พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำ…ชำระกาย…พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ…
เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ…เข้าช่วยชีวิต

คนรอดตาย…ยังคงไม่เอ่ยวาจา…กลับสลักลงไปบนหินใหญ่…
 
‘ วันนี้…เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้’
 
อีกคนไม่เข้าใจ…ถามว่า…       

‘ เมื่อถูกฉันตบหน้า…เธอเขียนลงทราย…แล้วทำไมเมื่อครู่…ต้องสลักบนหิน ‘
 

อีกคนยิ้มพราย…กล่าวตอบ 
  
‘ เมื่อถูกคนที่รักทำร้าย…เราควรเขียนมันไว้บนทราย ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย…จะทำหน้าที่พัดผ่าน…ลบล้างไม่เหลือ

แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมายบังเกิด…เราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ… ซึ่งต่อให้มีสายลมแรงเพียงใด…ก็ไม่อาจ ลบล้าง ทำลาย….





สระมรกต…สดใสจริง ๆ

22 10 2008

พูดถึงจังหวัดกระบี่แล้วถ้าไม่พูดถึงสระมรกต ก็คงจะมาไม่ถึงกระบี่ ซึ่งขอแนะนำนะคะสำหรับหลาย ๆ คนที่ผ่านไปผ่านมาแต่ยังไม่มีโอกาสได้แวะสักที

การเดินทางก็ไม่ยากหรอกค่ะ เพราะเป็นถนนสายหลัก และมีป้ายบอกทางเป็นระยะ ต้องออกตัวเลยว่าก้อยเป็นคนที่บอกทางไม่เป็น เวลาไปเที่ยวก้อยก็อาศัยดูจากแผนที่ และก็ป้ายบอกทาง ดีที่สุดก็คือ ถามจากคนแถวนั้น …อิอิอิ รับรองไม่หลงแน่นอนค่ะ

วันที่ก้อยไปมีฝนตกพรำ ๆ แต่หลังจากเดินเข้าไปในเขตป่าแล้วไม่บอกไม่รู้เลยว่าข้างนอกมีฝนตก เพราะมีกิ่งไม้ใบไม้เป็นหลังคาชั้นดี อากาศดีมาก ๆ ก้อยก็เดินไปตามทางที่มีป้ายบอกทางเป็นระยะ แล้วก็มาจ๊ะเอ๋กับนี่เลยค่ะ…บึงน้ำขนาดใหญ่ สีเขียวสดใส มีเด็ก ๆ ลงเล่นน้ำประมาณ 10 กว่าคน ท่าทางน่าสนุกนะคะ

แต่พ้นวัยสนุกของก้อยแล้วล่ะค่ะ ก้อยก้เลยเลือกที่จะเดินเข้าไปในป่า ผ่านป่าหินและไม้น้ำขึ้นไปด้านบน บรรยากาศดีมาก ๆ น้ำที่ไหลผ่านมามีทั้งสีเขียว สีเหลือง แต่ไม่ใช่สีสกปรกนะคะ เป็นสีใสของน้ำที่ผ่านหินต่าง ๆ ไหลลงมารวมกันที่สระมรกตด้านล่าง 

ด้านบนมีป้ายบอกทางเป็นระยะ แต่ค่อนข้างห่าง และถ้าไม่สังเกตก็มองแทบไม่เห็น ถ้าจะเดินให้สนุกคงจะต้องมีคนนำทาง ก้อยไม่กล้าเดินไปลึกมาก เพราะกลัวหลงป่า อิอิอิ ทางเดินจะเป็นพื้นหินและมีน้ำไหลผ่านตลอดเลยค่ะ บางช่วงเป็นานกว้าง กว้างมาก ๆ บางช่วงก็เป็นป่า แล้วก้อยก็ได้ยินเสียงดัง ดังมาก เข้าใจว่าเป็นเสียงเรือ เพื่อน ๆ ก็ขำ ว่าคิดได้ไง เรือที่ไหนจะมาวิ่งในป่า แต่หลังจากฟังดี ๆ ทุกคนก็เห็นตรงกันกับก้อยนะว่าเสียงเหมือนเครื่องเรือ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นเสียงตาน้ำผุด ไม่ใช่ตาเดียวนะ หลายตามาก เท่าที่หาเจอก็ประมาณ 4-5 ตา ผุดขึ้นมาเสียงดังมาก เอามือไปสัมผัสดูจะรู้สึกถึงแรงดันของน้ำขึ้นมา เหมือนได้บริหารมือเลยล่ะค่ะ เสียดายเวลามีน้อย ต้องรีบกลับภูเก็ต เลยไม่ได้แวะที่บ่อน้ำพุร้อน เพราะทุกเสียงลงมติว่ากลับบ้านดีกว่า ทุกคนเคยมาแล้วทั้งนั้น ก้อยนี่และที่ยังไม่เคยมา แต่ก็ภูมิใจนะคะที่ได้พาทุกคนเดินลุยป่าด้านบน ชมวิวสวย ๆ เพราะไม่มีใครเคยเดินขึ้นไปเลย ส่วนมากก็มาแค่สระมรกตแค่นั้น …





ฟ้าเป็นสีฟ้าที่ลันตา…กระบี่

22 10 2008

เกาะลันตา จังหวัดกระบี่

ไม่ไกลจากจังหวัดภูเก็ตเลยค่ะ แต่ก้อยใช้เวลานานมากกว่าจะมีโอกาสได้ไป ทั้ง ๆ ที่ช่วงที่เรียนที่ปัตตานีเป็นเส้นทางที่ต้องนั่งรถผ่านเป็นประจำ ก็ได้แต่นั่งผ่านไปแล้วก็ผ่านมา ไม่มีโอกาสได้แวะสักที

ครั้งนี้มีโอกาสแล้ว ไม่ยอมพลาดเด็ดขาดค่ะ ครั้งนี้ที่พูดถึงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้นะคะ นานประมาณปีครึ่งถึง 2 ปีแล้วล่ะค่ะ เพิ่งจะมีเวลาและอารมณ์นำมาให้ชมกันค่ะ

จำได้ว่าวันนั้นมาถึงท่าเรือก็ 5 โมงเย็นแล้วล่ะ เป็นการแวะแบบไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ก็เสี่ยงดวงเอาว่าถ้ามีแพข้ามก็คงได้ไปสักที แต่ถ้าไม่มี …ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะได้ไป ก้อยเพิ่งรู้ว่าระยะทางจากปากทางเข้ากว่าจะถึงแพน่ะ…ไกลมาก ๆ จำไม่ได้แล้วว่ากี่กิโล เพื่อนเคยบอกว่ามันไกลนะแก…ก้อยก็ไม่คิดว่ามันจะไกลมาก เฮ้อ…ไกลจริง ๆค่ะ กว่าจะถึงเกาะก็ใกล้ค่ำแล้วค่ะ งานแรกที่ต้องทำคือหาที่นอนกันก่อน ได้ที่นอนแล้วก็ล้างหน้าล้างตา ออกไปหาที่กินกันต่อ…ออกไปนั่งกินบรรยากาศกันที่ท่าเรือยามค่ำคืนค่ะ แล้วก็เดินกินลมชมของที่วางขายสองข้างทาง เป็นการย่อยอาหาร ก่อนจะกลับมานอนพักเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

 

 

มานอนชายทะเลทั้งทีก็ต้องตื่นเช้ากันหน่อย ไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า และก็สอดส่ายสายตาดูโรงแรมต่าง ๆ ที่มีมากมาย และตกแต่งร้านริมหาดกันสวย ๆ ทั้งนั้น

เสร็จภารกิจกับอาหารเช้าแล้วเราก็ตระเวณขับรถรอบเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งใช้เวลาไม่นาน เพราะที่สวย ๆ ก็มีเจ้าของจับจองสร้างโรงแรมหมดแล้ว เราก็เลยหาทางไปที่อุทยาน เพื่อถ่ายรูปกับประภาคารเก่าแก่…ท่ามกลางแดดที่แผดจ้า ดูเอาล่ะกันว่าร้อนขนาดไหน

กว่าจะเต็มอิ่มกับธรรมชาติ แม้แดดจะร้อนก็ไม่ย่อท้อนะคะ เพราะภาพที่เห็นจนสุดสายตานั้นสวยจริง ๆ ค่ะ ก้อยเป็นเด็กทะเลมาตั้งแต่เกิด ภูมิใจนักหนาว่าทะเลที่ภูเก็ตสวยไม่แพ้ใคร แต่ก็ต้องยอมรับว่าความสวยมีหลายแบบ และหลายมุมมอง ที่ลันตา ก็สวยอีกมุมนึง สวยในความเป็นธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง สวยด้วยตัวของตัวเอง … ก้อยหมายถึงบริเวณของอุทยานนะคะ แต่ส่วนอื่น ๆ เป็นการค้าไปหมดแล้ว ก้อยมองว่าสวยในรูปแบบเดียวกันทั่วโลก อิอิอิ

ถ้าไม่มีใครดูแลอย่างจริงจังและเข้มงวด อีกไม่นานลันตาก็คงหมดเสน่ห์ โรงแรมสวย ๆ มีอยู่ทั่วโลก แต่ธรรมชาติที่สวยและบริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวแสวงหา เพียงแค่ได้มาสัมผัส ได้นั่งดูธรรมชาติรอบ ๆ ตัว ก็ช่วยให้ Recharge พลังงานชีวิตได้มากค่ะ

มีโอกาสก็อยากให้แวะมานะคะ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่





สีสันของอาหารแมคโครไบโอติกส์

22 10 2008

สีสันของอาหารแมคโครไบโอติกส์ … สดใส น่าทานมั้ยคะ ดูแล้วคนที่ชอบทานผักอาจจะน้ำลายไหลได้นะคะ อิอิอิ ด้วยกรรมวิธีการปรุงของแม่ครัวกิติมศักดิ์ ที่เป็นศิษย์ก้นหม้อของคุณหมอโอภาส  ที่มาช่วยทำอาหารให้ผู้เข้าสัมมนาทานที่สุโขสปา ช่วงวันที่ 13-17 ต.ค. 2551 ก้อยมีโอกาสได้เข้าไปดูในครัวบ้างในบางจังหวะ ก็เลยถ่ายรูปเก็บไว้บ้าง เพราะเห็นสีสันแล้วก้อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องมาถ่าย และแอบหยิบทาน

นอกจากผักลวกผักนึ่งแล้วก็ยังมีผักสดด้วยนะคะ ทุกชนิดทานแล้วรู้สึกถึงความสด ความกรอบ ความหวานของผักกันเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใส่น้ำตาลในการปรุงนะคะ มีเกลือทะเลเพียงปลายหยิบมือ แล้วก็น้ำมันงาเล็กน้อย โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว เห็นเป็นจากปรุงเสร็จเรียบร้อย คิดว่าง่าย ๆ ใช่มั้ยคะ … สำหรับก้อยแล้วไม่ง่ายเลยค่ะ ยากตั้งแต่การเลือกซื้อผักแล้วล่ะค่ะ ก็ปัจจุบันนี้หาผักปลอดสารพิษหายากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ต้องนำมาล้าง มาแช่น้ำ มาทำความสะอาด เสร็จจากขั้นตอนการทำความสะอาดก็มาถึงขั้นตอนการปอก การหั่น ที่เค้าบอกว่า หั่นตามเส้นใยของพืชอ่ะค่ะ เวลานำไปปรุงอาหารจะได้รสชาตความหวานของผักอย่างแท้จริง ขอบอกเลยว่าแม่ครัวแต่ละคนพิถีพิถันในการทำมาก ๆ ๆ ๆ ๆ พอถึงการต้มหรือการนึ่ง การอบ ฯลฯ จะไม่ใช้ไฟแรงนะคะ และไฟจะต้องสม่ำเสมอ นอกจากนี้จะต้องแยกประเภทของผักในการปรุงด้วย จะไม่ต้มรวมกัน ฯลฯ จาระไนไม่ได้ค่ะ เพราะก้อยไม่ได้อยู่หน้าเตาตลอดเวลา วิ่งเข้าวิ่งออกตลอด อิอิอิ ดูรูปดีกว่านะคะ

 

 

 

 

 

 

 

ผักกับน้ำพริกเป็นของคู่กันนะคะ มื้อที่มีผักกับน้ำพริกทุกคนจะเจริญอาหารมากเป็นพิเศษค่ะ เห็นมั้ยคะว่าน้ำพริกของแมคโครไบโอติกส์หน้าตาสวยงามน่าทานมากขนาดไหน

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากผัก ผัก และก้ผักแล้ว เนื้อสัตว์ก็สามารถทานได้นะคะ อาจจะเป็นเดือนละครั้งสำหรับปลาเนื้อขาว หรือ ปีละครั้งสำหรับเนื้อหมู ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติ (ไม่ใช้อาหารสัตว์ หรือรำ) ซึ่งต้องบอกว่าหายากมากเช่นกันค่ะ

 

 

 

 

 

 

มื้อเที่ยงของวันสุดท้ายของการสัมมนามีเมนูหมูพะโล้ด้วยล่ะ เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ก้อยมาได้ทานส่วนที่เหลือในตอนกลางคืน อร่อยมากค่ะ ข้าวสวยร้อน ๆ กับหมูพะโล้ แล้วก็พริกน้ำปลา (แมคโครไบโอติกส์ไม่ทานน้ำปลานะคะ)

โดยส่วนตัวของก้อยเองแล้วเห็นว่าอาหารแมคโครไบโอติกส์ เป็นอาหารที่มีประโยชน์ จะเรียกว่าอาหารเป็นยาก็ว่าได้ค่ะ ถ้าใครที่มีโอกาสและมีเวลาก็อยากให้ศึกษาไว้บ้าง บางสิ่งบางอย่างเรารู้ไว้ก็ได้ประโยชน์ในการนำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตของเรา เพราะพฤติกรรมการบริโภคของเราทุกวันนี้รับเอาอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกายเข้าไปมากกว่าอาหารที่มีประโยชน์ ยังไม่สายเกินไปนะคะที่จะปรับเมนูโปรดให้เป็นเมนูที่มีคุณภาพควบคู่กันไปด้วย เพราะถ้าจะให้ก้อยกินเฉพาะข้าวกล้อง + ผักต่าง ๆ + ถั่วต่าง ๆ และซุป ก้อยทำไม่ได้แน่นอนค่ะ แต่ก้อยคงจะนำมาปรับในส่วนที่สามารถปรับได้ เช่น เลี่ยงการใช้ผงชูรส เลือกทานผักพื้นบ้าน เลี่ยงอาหารแช่แข็ง อาหารปรุงสำเร็จรูป ฯลฯ

You are what you eat …. :)





Workshop Macrobiotic

21 10 2008

นำภาพบรรยากาศการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของแมคโครไบโอติกส์ที่สุโขสปา ช่วงวันที่ 13-17 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา มาให้ชมกันค่ะ

ผู้เข้าร่วมสัมมนาถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมีวิทยากรประจำกลุ่ม คอยให้คำอธิบาย / คำแนะนำ รวมถึงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถทำได้ และได้ทดลองทำด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าเกือบจะทุกขั้นตอนกันเลยทีเดียวค่ะ

กลุ่มนี้ดูเหมือนว่าจะสาธิตการหุงข้าวกล้องด้วยหม้อความดันค่ะ ซึ่งจะแนะนำกันตั้งแต่การเลือกซื้อข้าวกันเลยทีเดียว เพื่อให้ได้ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยที่สุด และการหุงด้วยหม้อความดัน ซึ่งถ้าไม่มีเทคนิค หรือเคล็ดลับในการหุง ก็อาจทำให้ข้าวไหม้ หรือ ดิบ ได้ไม่ยากนัก อิอิอิ เสียดายจังที่ก้อยไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากนัก เพราะมัวแต่วิ่งไปวิ่งมาเลยไม่ได้รู้อะรแบบเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ไม่ได้เสียใจนะคะ เพราะก้อยคงไม่มีเวลามานั่งเฝ้าหม้อหุงข้าวเพื่อหุงกินที่บ้านอยู่แล้ว แค่ซาวน้ำใส่หม้อไฟฟ้ายังไม่ได้หุงเลย อิอิอิ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้รายละเอียดแบบรู้ลึก รู้จริง ก็หาโอกาสเข้าร่วมด้วยตัวเองจะดีกว่านะคะ 10 ปากว่าไม่เท่า 1 ตาเห็นไงคะ และดีที่สุดคือลงมือทำด้วยตัวเองค่ะ มีอะไรสงสัยก็จะได้ถามวิทยากร หรือผู้บรรยายได้ทันทีค่ะ

รายละเอียดปลีกย่อยของแมคโครไบโอติกส์มีเยอะมาก แต่มีพื้นฐานที่สำคัญคือความเป็นธรรมชาติ อะไรก็ตามแต่ที่เราจะรับเข้าไปในร่างกายของเราให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่มีการปรุงแต่งที่เกินจริง ไม่มีการใช้สารเคมี คือต้องเลือกกันตั้งแต่วัตถุดิบต้นทางกันเลยทีเดียวค่ะ ฟังเหมือนง่าย ๆ นะคะ แต่ในความเป็นจริงแล้วยากมาก เพราะผู้ผลิตในปัจจุบันขาดความรับผิดชอบ ทำทุกทางเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก ซื้อผักมาทานก็ต้องเลือกที่มีรอยแมลงกัดแทะ เพราะสันนิษฐานได้ว่าฉีดยาในปริมาณน้อย แต่มาถึงยุคนี้สมัยนี้แมลงอาจจะดื้อยาแล้วก็ได้ อิอิอิ เราจึงต้องช่วยตัวเองด้วยการล้างอย่างถูกวิธี เพื่อล้างเอาสารพิษต่าง ๆ ออกไปให้เหลือตกค้างน้อยที่สุด ซึ่งอาหารแมคโครไบโอติกส์จะเลือกผักปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน ผักจากสวนที่ไว้ใจได้ เพราะทุกเมนูจะประกอบด้วยผักเป็นหลัก

การนำผักแต่ละชนิดมาใช้ ไม่ว่าจะลวก นึ่ง ซุป ฯลฯ จะมีกรรมวิธีในการปอก หั่น ที่หลายคนมองข้ามความสำคัญ แต่สำหรับอาหารแมคโครไบโอติกส์แล้ว ทุกขั้นตอนคือความปราณีต ความพิถีพิถัน ความตั้งใจ ซึ่งความตั้งใจในการปรุงอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียวค่ะ เพราะความตั้งใจของผู้ปรุงที่ตั้งใจทำด้วยความรัก ความปรารถนาดี จะทำให้อาหารมีพลังชีวิต … นี่คือแมคโครไบโอติกส์ ค่ะ

แต่สำหรับก้อยแล้ว การที่เราตั้งใจทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก สิ่งนั้นมีค่าเสมอ ยิ่งเป็นอาหารด้วยแล้ว ถ้าเราทำด้วยความรัก เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ทำอย่างดีที่สุด และตั้งใจทำอย่างที่สุด เพื่อให้ออกมาสวยงาม น่าทาน และก็อร่อยถูกปากด้วยค่ะ

ค่อนข้างห่างไกลจากคำว่าแมคโครไบโอติกส์มากนะคะ เพราะอาหารแมคโครไบโอติกส์เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ถ้าถามว่าอร่อยมั้ย…ก็..อร่อยนะคะ อร่อยแบบผักอ่ะค่ะ

 เท่าที่สังเกตดูผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านก็ตั้งอกตั้งใจกับการฝึกปฏิบัติกันมากนะคะ ไม่รู้ว่าหลังจากจบการสัมมนาครั้งนี้แล้วจะมีใครกลับไปทำทานที่บ้านบ้างนะ… สิ่งที่ไม่ควรลืมของแมคโครไบโอติกส์คือ ไม่ใช้น้ำตาล และใช้เกลือทะเลเท่านั้น และภาชนะก็ต้องเป็นสแตนเลส และไม้ เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างหรือสารระเหยต่าง ๆ เมื่อถูกความร้อน

นอกจากฝึกทำอาหารและเข้าครัวจริงเพื่อปรุงอาหารแล้ว คุณหมอโอภาส ผู้บรรยาย ยังได้สอนธรรมะ และนำสวดมนต์ นั่งสมาธิ ในตอนกลางคืนด้วย เป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ ค่ะ และก็ทำให้ผู้เข้าสัมมนาได้เข้าใจถึงหลักของแมคโครไบโอติกส์ และหลักของธรรมะ หรือหลักของธรรมชาติได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งคุณหมอก็ได้บอกตั้งแต่วันแรกแล้วว่า การกินอาหารแมคโครไบโอติกส์ ต้องกินด้วยความเข้าใจ รู้ถึงที่มาที่ไป และหลักเบื้องต้น เพื่อจะได้สามารถนำไปปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบันได้ ซึ่งบางส่วนก้อยก็มองว่าคล้ายคลึง หรือใกล้เคียงกับคำว่า “พอเพียง” นะคะ