นำภาพบรรยากาศการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของแมคโครไบโอติกส์ที่สุโขสปา ช่วงวันที่ 13-17 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา มาให้ชมกันค่ะ
ผู้เข้าร่วมสัมมนาถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมีวิทยากรประจำกลุ่ม คอยให้คำอธิบาย / คำแนะนำ รวมถึงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถทำได้ และได้ทดลองทำด้วยตัวเอง เรียกได้ว่าเกือบจะทุกขั้นตอนกันเลยทีเดียวค่ะ
กลุ่มนี้ดูเหมือนว่าจะสาธิตการหุงข้าวกล้องด้วยหม้อความดันค่ะ ซึ่งจะแนะนำกันตั้งแต่การเลือกซื้อข้าวกันเลยทีเดียว เพื่อให้ได้ข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อยที่สุด และการหุงด้วยหม้อความดัน ซึ่งถ้าไม่มีเทคนิค หรือเคล็ดลับในการหุง ก็อาจทำให้ข้าวไหม้ หรือ ดิบ ได้ไม่ยากนัก อิอิอิ เสียดายจังที่ก้อยไม่สามารถบอกรายละเอียดได้มากนัก เพราะมัวแต่วิ่งไปวิ่งมาเลยไม่ได้รู้อะรแบบเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ไม่ได้เสียใจนะคะ เพราะก้อยคงไม่มีเวลามานั่งเฝ้าหม้อหุงข้าวเพื่อหุงกินที่บ้านอยู่แล้ว แค่ซาวน้ำใส่หม้อไฟฟ้ายังไม่ได้หุงเลย อิอิอิ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้รายละเอียดแบบรู้ลึก รู้จริง ก็หาโอกาสเข้าร่วมด้วยตัวเองจะดีกว่านะคะ 10 ปากว่าไม่เท่า 1 ตาเห็นไงคะ และดีที่สุดคือลงมือทำด้วยตัวเองค่ะ มีอะไรสงสัยก็จะได้ถามวิทยากร หรือผู้บรรยายได้ทันทีค่ะ
รายละเอียดปลีกย่อยของแมคโครไบโอติกส์มีเยอะมาก แต่มีพื้นฐานที่สำคัญคือความเป็นธรรมชาติ อะไรก็ตามแต่ที่เราจะรับเข้าไปในร่างกายของเราให้มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่มีการปรุงแต่งที่เกินจริง ไม่มีการใช้สารเคมี คือต้องเลือกกันตั้งแต่วัตถุดิบต้นทางกันเลยทีเดียวค่ะ ฟังเหมือนง่าย ๆ นะคะ แต่ในความเป็นจริงแล้วยากมาก เพราะผู้ผลิตในปัจจุบันขาดความรับผิดชอบ ทำทุกทางเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุน ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จึงเหลือทางเลือกไม่มากนัก ซื้อผักมาทานก็ต้องเลือกที่มีรอยแมลงกัดแทะ เพราะสันนิษฐานได้ว่าฉีดยาในปริมาณน้อย แต่มาถึงยุคนี้สมัยนี้แมลงอาจจะดื้อยาแล้วก็ได้ อิอิอิ เราจึงต้องช่วยตัวเองด้วยการล้างอย่างถูกวิธี เพื่อล้างเอาสารพิษต่าง ๆ ออกไปให้เหลือตกค้างน้อยที่สุด ซึ่งอาหารแมคโครไบโอติกส์จะเลือกผักปลอดสารพิษ ผักพื้นบ้าน ผักจากสวนที่ไว้ใจได้ เพราะทุกเมนูจะประกอบด้วยผักเป็นหลัก
การนำผักแต่ละชนิดมาใช้ ไม่ว่าจะลวก นึ่ง ซุป ฯลฯ จะมีกรรมวิธีในการปอก หั่น ที่หลายคนมองข้ามความสำคัญ แต่สำหรับอาหารแมคโครไบโอติกส์แล้ว ทุกขั้นตอนคือความปราณีต ความพิถีพิถัน ความตั้งใจ ซึ่งความตั้งใจในการปรุงอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียวค่ะ เพราะความตั้งใจของผู้ปรุงที่ตั้งใจทำด้วยความรัก ความปรารถนาดี จะทำให้อาหารมีพลังชีวิต … นี่คือแมคโครไบโอติกส์ ค่ะ
แต่สำหรับก้อยแล้ว การที่เราตั้งใจทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก สิ่งนั้นมีค่าเสมอ ยิ่งเป็นอาหารด้วยแล้ว ถ้าเราทำด้วยความรัก เราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด ทำอย่างดีที่สุด และตั้งใจทำอย่างที่สุด เพื่อให้ออกมาสวยงาม น่าทาน และก็อร่อยถูกปากด้วยค่ะ
ค่อนข้างห่างไกลจากคำว่าแมคโครไบโอติกส์มากนะคะ เพราะอาหารแมคโครไบโอติกส์เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ถ้าถามว่าอร่อยมั้ย…ก็..อร่อยนะคะ อร่อยแบบผักอ่ะค่ะ
เท่าที่สังเกตดูผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านก็ตั้งอกตั้งใจกับการฝึกปฏิบัติกันมากนะคะ ไม่รู้ว่าหลังจากจบการสัมมนาครั้งนี้แล้วจะมีใครกลับไปทำทานที่บ้านบ้างนะ… สิ่งที่ไม่ควรลืมของแมคโครไบโอติกส์คือ ไม่ใช้น้ำตาล และใช้เกลือทะเลเท่านั้น และภาชนะก็ต้องเป็นสแตนเลส และไม้ เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสารตกค้างหรือสารระเหยต่าง ๆ เมื่อถูกความร้อน
นอกจากฝึกทำอาหารและเข้าครัวจริงเพื่อปรุงอาหารแล้ว คุณหมอโอภาส ผู้บรรยาย ยังได้สอนธรรมะ และนำสวดมนต์ นั่งสมาธิ ในตอนกลางคืนด้วย เป็นกิจกรรมที่ดีมาก ๆ ค่ะ และก็ทำให้ผู้เข้าสัมมนาได้เข้าใจถึงหลักของแมคโครไบโอติกส์ และหลักของธรรมะ หรือหลักของธรรมชาติได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งคุณหมอก็ได้บอกตั้งแต่วันแรกแล้วว่า การกินอาหารแมคโครไบโอติกส์ ต้องกินด้วยความเข้าใจ รู้ถึงที่มาที่ไป และหลักเบื้องต้น เพื่อจะได้สามารถนำไปปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบันได้ ซึ่งบางส่วนก้อยก็มองว่าคล้ายคลึง หรือใกล้เคียงกับคำว่า “พอเพียง” นะคะ


ความเห็นล่าสุด