การเดินทางของวันนี้เริ่มต้นหลังจากที่ออกจากคอกเสือมาแล้ว หาอะไรง่าย ๆ กินมื้อเที่ยง แล้วก็บึ่งไปอุทยานชมพูภูคา ซึ่งสอบถามมาแล้วว่าใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ขับแบบสบาย ๆ ทานข้าวเสร็จเรียบร้อยก็บ่ายโมงมังคะ เพราะมัวแต่เลือกซื้อผ้าทอกัน
ดูเวลาแล้วก็เหลือเฟือค่ะ ถึงอุทยานก่อนเย็นแน่นอน … อิอิอิ แต่มันไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป เพราะเราแวะที่วัดหนองบัวกันก่อน
จุดประสงค์ของการแวะวัดหนองบัวเพราะเป็นวัดเก่าแก่มาก ๆ และมีภาพเขียนของชาวไทลื้อที่สันนิษฐานว่าเขียนตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ค่ะ คุณค่าทางประวัติศาสตร์และความสวยงามก็ใกล้เคียงกับวัดภูมินทร์ที่โด่งดังที่สุดค่ะ ไหน ๆ มาถึงน่านทั้งทีก็ต้องแวะชมกันหน่อยค่ะ
ลักษณะวิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 2405 (สมัยรัชกาลที่ 4) โดยท่านสุนันต๊ะ (ครูบาหลวง) เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนำชาวบ้านสร้างขึ้นเป็นวัดประจำหมู่บ้านหนองบัว แต่แรกนั้นยังไม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เข้าใจว่าเขียนขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2410 – 2449 (สมัยรัชกาลที่ 5)

จากที่มองผ่านๆ เพราะไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ก้อยมองว่าภาพสวยนะคะ แต่เสียดายที่สีซีดจางไปมากแล้ว และบางตอนก็หลุดลอกมองไม่เห็น น่าเสียดายจริง ๆ เลย
ในวันต่อมาที่ก้อยแวะเวียนไปวัดต่าง ๆ ก็พบว่าตู้พระธรรมของแต่ละวัดมีความวิจิตรงดงามมาก รวมถึงวัดหนองบัวด้วยค่ะ
บรรยากาศโดยรอบของวัดเงียบสงบ และจากทางเข้าที่ค่อนข้างวกวนก้อยยังไม่รู้เลยว่าจะหาทางออกเจอได้ไง…
หลังชมวัดแล้วอยากแนะนำให้เข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ซึ่งบ้านหนองบัวเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวไทลื้อ ที่อพยพโยกย้ายมาจากเมืองลา ภายในบริเวณวัด สัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตแบบชนบท ชมบ้านชาวไทลื้อ บางทีอาจได้ผ้าทอพื้นเมืองติดไม้ติดมือกลับบ้านในราคาย่อมเยา หรือจะไปเลือกซื้อเลือกหาที่ร้านจันทร์สมการทอ ซึ่งเป็นแหล่งรวมผ้าทอหลากชนิด ฝีมือชาวบ้านแท้ ๆ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านก็ได้
ก้อยใช้เวลาที่วัดไม่นานหรอกค่ะ แต่ที่นานมาก ๆ คือ ร้านขายผ้าทอของป้าจันทร์สม..เอ..ก้อยจำชื่อป้าถูกรึป่าวก็ไม่รู้นะ ลืมดูชื่อที่ถุงมาซะด้วยซี ถ้าผิดก็ขอโทษนะคะ เราใช้เวลาที่ร้านนี้มากกว่า 1 ชั่วโมงแน่นอนค่ะ เพราะเลือกดูเกือบจะทั้งร้าน ชิ้นนี้ก็สวย ชิ้นนั้นก็งาม โดยเฉพาะผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งเป็นศิลปะของเมืองน่าน และก็มีอีกหลาย ๆ แบบ มีชื่อเรียกต่างกันออกไป แต่ทุกชิ้นเหมือนกันคือ…สวยมากค่ะ นี่ขนาดว่าตอนบ่ายซื้อมาแล้วคนละ 2 – 3 ผืนนะคะ ตอนเย็นก็ยังเลือกได้อีกเยอะเลย …
และแล้ว…วันนี้ก็เหมือนเมื่อวาน หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่าก็ได้ค่ะ 6 โมงเย็นยังไปไม่ถึงไหนเลยค่ะ กว่าจะถึงที่ทำการอุทยานก็ 1 ทุ่ม ยังโชคดีที่ร้านอาหารของอุทยานยังไม่ปิด และยังมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล
เรา 2 คนก็เลยจัดการกับชีวิตด้วยการอาบน้ำที่ที่ทำการอุทยาน เพราะมีน้ำร้อนให้อาบ และก็ทานข้าวที่ร้านอาหารของอุทยานอีกนั่นแหละค่ะ พร้อม ๆ กับการชาร์จแบตกล้องและมือถือไปพร้อม ๆ กัน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อค่ะ เพราะที่พักที่เราเลือกอยู่ไกลไปอีก 4 กม.
คืนนี้เราเลือกกางเต้นท์นอนที่ลานดูดาว เตรียมมาพร้อมค่ะทั้งเต้นท์และถุงนอน พรุ่งนี้เช้าจะต้องตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิว ซึ่งไกลออกไปอีก 2 กม. ถ้าเรานอนที่ที่ทำการอุทยาน เราจะต้องใช้เวลาเดินทางในตอนเช้าอีก 6 กม. ค่ะ
ก้อยชื่นชมความงามของทะเลหมอกที่ผาชู้และดอยเสมอดาวมาเต็มอิ่มแล้ว สำหรับที่นี่ไม่มีความคาดหวังมากนัก เพราะทราบว่านางเอกของที่นี่คือต้นชมพูภูคา ซึ่งไม่ออกดอกในช่วงนี้แน่นอน ส่วนต้นไม้อื่น ๆ ก้อยก็ไม่สนใจ เพราะทริปนี้ตั้งใจมาดูทะเลหมอก และเที่ยวเมืองน่านโดยเฉพาะเลยค่ะ
สำหรับอุทยานชมพูภูคา ในตอนแรกก้อยตัดออกจากโปรแกรมแล้วนะ ด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้วว่าไม่มีดอกชมพูภูคา แต่…ทราบมาว่าที่นี่ได้รางวัลกินรีปี 2008 ซึ่งสุโขสปาก็ได้รางวัลนี้เช่นกัน ก้อยก็เลยอยากมาดูกับตาตัวเองค่ะ และก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ประทับใจตั้งแต่ด่านแรกเลยค่ะ และตลอดเวลาที่อยู่ในเขตอุทยานรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย ความไว้วางใจ คือไม่มีความหวาดกลัวเลยค่ะ เจ้าหน้าที่ทุกคนน่ารักมากๆๆๆๆ
ถ้าใครมาที่อุทยานชมพูภูคา ก้อยแนะนำให้กางเต้นท์นอนที่ลานดูดาวค่ะ
ลานดูดาวสมชื่อจริง ๆ ค่ะ ตอนแรกเราก็มัวสาละวนกับการกางเต้นท์ และอากาศที่หนาวจัด แต่หลังจากที่จัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว มีเวลาแหงนหน้าดูท้องฟ้า…ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยค่ะ บนท้องฟ้าสว่างไสวด้วยแสงดาวกระพริบวิบวับเป็นล้านดวงมังคะ ก้อยทั้งง่วงและเพลียมาก ๆ อยากพักเต็มที แต่ก็ยังอดใจไม่ไหวต้องไปรื้อเสื่อมาปูนอนหน้าเต้นท์…นอนดูดาวค่ะ มีความสุขมากประมาณ 3 ทุ่ม เจ้าหน้าก็ปิดไฟรอบ ๆ ลาน แต่ไฟบนท้องฟ้ายังวิบวับตลอดเวลา…รู้สึกเหงาและคิดถึง…อยากเปลี่ยนตัวอ้นเป็นใครอีกคนจังเลย อิอิอิ
อากาศที่นี่หนาวกว่าที่ผาชู้มากค่ะ
เราตื่นกันตั้งแต่ตี 5 แต่หนาวมากก็เลยนอนกันอยู่ในเต้นท์ ลืมไปว่าพระอาทิตย์ที่นี่ตื่นเช้าและเราต้องขับรถไปอีก 2 กม. ดูดิ 6.30 น. แดดก็จ้าซะ แต่ก็ยังโชคดีที่เห็นวิวสวย ๆ ถ้าสายกว่านี้คงอดดูแน่นอนค่ะ
ความรู้สึกที่ผาชู้และดอยเสมอดาวคือ..ว้าววววว สวยจังเลย แต่ที่นี่ ไม่ว้าวววววค่ะ แต่อึ้ง…ก้อยว่าที่นี่ภาพที่เห็นงามมาก ๆๆๆ ขอบคุณธรรมชาติค่ะ

ความเห็นล่าสุด