ขอโทษครับ…ผมรักคุณ

31 01 2009

ซีรี่ส์เกาหลีเรื่องแรกที่ก้อยดูคือ Full House ค่ะ ดูหลังจากที่ชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้เรื่องกันค่อนประเทศไทยแล้วล่ะค่ะ เชยมาก ๆ เลยใช่มั้ยคะ ตอนที่เค้าพูดถึงเรื่องนี้กันก้อยไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลยค่ะ และก็ไม่มีความคิดจะหาแผ่นมาดูด้วย แต่บังเอิ้ญ บังเอิญ เจ้านายเก่าของก้อยที่เพิ่งจะมีโอกาสได้ดูก่อนหน้าก้อยสัก 1-2 เดือน เกิดติดใจ และซื้อไว้เป็นเจ้าของ ก็เลยกรุณาแกมบังคับ บอกว่าเรื่องนี่น่าดู เธอเอาไปดูด้วย….

เหตุการณ์นี้ผ่านมานานแล้วค่ะ และก้อยก็บอกกับตัวเองว่าถ้าไม่จำเป็นไม่ดูอีกแล้ว หนังอะไรก็ไม่รู้ดูแล้วต้องดูต่อเรื่อย ๆ เพราะติดใจ อยากรู้ตอนต่อไป ไม่ได้หลับไม่ได้นอน…เสียสุขภาพมาก ๆ เลย เฮ้อ…ป้าแก่แล้วนะ

จนมาถึงเดือนนี้…เดือนมกราคม ปี 2552  น้องสาก็มาแนะนำว่าซีรี่ส์เกาหลีเรื่องนี้น่าดูมาก ๆ เลย พี่ก้อยต้องดูนะ….สามีแผ่นอยู่ พี่เอาไปดูนะ…

กี่แผ่นคะ… 16 แผ่นเองค่ะ

16 แผ่นเลยเหรอ…คิดในใจ…ตายแน่ตู

ก้อยพยายามหักห้ามใจตัวเองไม่ให้เอาใจไปจดจ่อกับเรื่องนี้มากนัก ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็ค่อนข้างได้ผลนะคะ เพราะก้อยต้องตื่นเช้ามาฝึกโยคะ และช่วงเย็นก็ติดธุระโน่น นี่ นั่น ฯลฯ ทำให้ดูได้วันเว้น 2 วัน บางครั้งก็เว้นไปเป็นอาทิตย์ จนก้อยเองสงสารน้องแจนที่รอคิวก็เลยเอามาให้น้องดูก่อน…ใจดีมั้ยล่ะ อิอิอิ

ใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้…ขอโทษครับ…ผมรักคุณ  ก็ไปหามาดูซะ

แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะคะว่าอย่าหลงรักโมฮุก เหมือนก้อยที่คิดว่าตัวเองเป็นอึนแช…5 แผ่นสุดท้ายก้อยนอนร้องไห้จนตาบวม ตอนเช้าเดือดร้อนต้องประคบตาก่อนอาบน้ำอีก…แย่จังเลย

ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้เหรอ….ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเรารู้วันตาย เราก็ควรใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข และความทรงจำ เป็นสิ่งที่งดงามและล้ำค่าค่ะ





สุดยอดกรมอุตุฯ

31 01 2009

พอถึงฤดูใบไม้ผลิ พวกอินเดียนแดงในเขตสงวนแห่งหนึ่งถามหัวหน้าเผ่าคนใหม่ว่า
ฤดูหนาวปีนี้จะหนาวจัดหรือเปล่า…
หัวหน้าเป็นคนสมัยใหม่ ไม่ได้เรียนเคล็ดวิชาอ่านลมฟ้าอากาศจากบรรพบุรุษ
แต่ด้วยความกลัวเสียฟอร์ม หัวหน้าเผ่าจึงทำทีแหงนมองฟ้าแล้วบอกว่าปีนี้จะหนาวทารุณ
ขอให้คนในเผ่าเตรียมฟืนไว้ก่อไฟผิงให้มากๆ…

เมื่อตอบแล้ว หัวหน้าเผ่าก็แอบโทร.ไปถามกรมอุตุฯ
เจ้าหน้าที่พยากรณ์อากาศตอบว่า ท่าทางจะหนาวจัด

หัวหน้าเผ่าจึงย้ำให้คนในเผ่าเร่งหาฟืนเพิ่มขึ้น…
สองสามวันต่อมา หัวหน้าเผ่าโทร.ถามกรมอุตุฯให้แน่ใจอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ตอบว่า ปีนี้ต้องหนาวแน่นอน

หัวหน้าเผ่าจึงสั่งให้คนในเผ่าเก็บเศษไม้ทุกชิ้นที่หาได้…

พอใกล้ฤดูหนาว หัวหน้าเผ่าโทร.ไปถามที่กรมอุตุฯ อีกครั้ง
‘ แน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์นะว่าปีนี้จะหนาวจัด’
‘100 เปอร์เซ็นต์’ เจ้าหน้าที่ตอบหนักแน่น
หัวหน้าเผ่าถาม ‘ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น’
กรมอุตุฯตอบ ‘ พวกอินเดียนแดงพากันออกหาฟืนไม่หยุดเลยครับ!!!





10 ประโยคชวนสยอง

31 01 2009

วันนี้ขอนำเสนอ 10 ประโยคสวนสยอง ค่ะ ได้รับจาก Forward Mail ก็เลยนำมาฝากเพื่อเป็นข้อเตือนใจให้คิดก่อนพูดสำหรับคุณผู้หญิง และเกริ่นนำสำหรับคุณผู้ชายค่ะ เผื่อจะหาคำตอบเตรียมไว้…ไงคะ

บางครั้งคำพูดแต่ละคำที่คุณผู้หญิงกลั่นกรองออกมาจากริมฝีปากอันเย้ายวนนั้น จะทำเอาแฟนหนุ่มถึงกับสะดุ้ง ! และขอเตือนไว้ว่า หากแฟนหนุ่มได้ยินประโยคเหล่านี้ คงถึงกับออกอาการสะอึก ลมออกหูได้…. มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1 ฉันกำลังใช้ความคิด ประโยคนี้ทำเอาหนุ่มๆ คิดไปไกลว่า แฟนสาวกำลังคิดอะไร กำลังไม่พอใจเขาหรือเปล่า หรืออาจเลยเถิดไปถึงเรื่องการแต่งงานและอนาคต

2 เป็นแมนหน่อยสิ แน่นอนว่า เป็นน้ำเสียงตำหนิ และคำพูดประโยคนี้ทิ่มแทงผู้ชายทั้งแท่งอย่างคุณได้ไม่น้อย

3 พ่อแม่ฉันอยากพบคุณ แปลได้สองความหมายว่า ชีวิตคู่เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงอยากให้ชีวิตคู่จริงจังขึ้น หรืออยากบอกเป็นนัยว่า ที่เราคบกันพ่อแม่ฉันรู้แล้วนะ

4 ฉันปวดหัว หมายความว่า คืนนี้อย่ามาเกาะแกะกับฉัน หรือไม่มีอารมณ์เล่นสนุกด้วยหรอก หรือบางทีอาจต้องแปลตรงตัว เพราะบางทีผู้หญิงก็อยากให้แฟนหนุ่มคอยดูแล เอาใจใส่มากขึ้น และคงไม่ผิดถ้าคุณหนุ่มๆ จะหายาแก้ปวดให้เธอกินซักเม็ด

5 แฟนเก่าฉันไม่เคยทำกับฉันแบบนี้ เข้าใจง่ายๆ ได้เลยว่า เธอกำลังเล่นเปรียบเทียบระหว่างคุณกับแฟนเก่าที่เคยคบ แถมยังอยากตอกย้ำให้หนุ่มๆ รู้ว่า สิ่งที่คุณได้ทำลงไปนั้น มันห่วยแตกสิ้นดี
 
6 คุณคิดอะไรอยู่ แน่นอน อาการสอดรู้สอดเห็นของสาวๆ เป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ผู้ชายจะชอบใช้ความคิดเป็นส่วนตัว แต่หากคุณสาวๆ โพล่งประโยคคำถามนี้ขึ้นมา จะเลี่ยงหรือจะเล่า ก็แล้วแต่คุณก็ละกัน

7 คุณว่าผู้หญิงคนนั้นน่ารักไหม ประโยคคำถามที่ถามถึงสาวตาโต แก้มป่อง ใส่มินิสเกิร์ต ผมยาวสลวย ที่กำลังเดินผ่านคุณทั้งคู่ หากคุณบอกว่า ไม่น่ารักเลย เชื่อขนมกินได้เลยว่าคุณโกหก ทีนี้ก็ถึงเวลาที่แฟนหนุ่มอย่างคุณต้องใช้ศิลปะในการตอบคำถามแล้วล่ะ

8 คุณว่าวันนี้ฉันมีอะไรเปลี่ยนไป เป็นคำถามที่หนุ่มๆ ขยาดมาก เพราะโดยนิสัยผู้ชาย ในแต่ละวันเคยสังเกตแฟนสาวให้ละเอียดซะทีไหน และหากตอบไม่ถูก สาวเจ้าก็จะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ

9เพี่อนฉันแต่งงานแล้วนะหรือ เพื่อนฉันท้องแล้วล่ะ เป็นคำบอกเล่าที่บังคับกลายๆ ว่า “เมื่อไหร่จะขอฉันแต่งงานซะที” ถึงเวลาหนุ่มๆ จะหาคำอธิบายดีๆ มาบอกเลี่ยง หรือบอกรักเธอแล้วล่ะ แต่ถ้าเป็นประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ ที่ว่า “ฉันท้องแล้วล่ะ” ก็คงตัวใครตัวมัน

10 เราต้องคุยกัน ประโยคเด็ดที่ถูกจัดอันดับให้เป็นสุดยอดประโยคสยอง ทีนี้ก็รอบทสนทนาต่อไปได้เลยว่า หัวข้อที่เธออยากคุยกับคุณ เป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้าย แต่การันตีได้เลยว่า จะเป็นเรื่องร้ายซะเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ คำพูดของเธอที่จะบอกต่อไปว่า เราเลิกกันเถอะ !!





ห้ามเหยียบเป็ด

31 01 2009

สามสาวเพื่อนซี้ปึ้ก เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกัน แล้ววิญญาณของพวกเธอก็ได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทั้ง 3 คน
เมื่อพวกเธอไปถึงประตูสวรรค์ ก็ได้พบ ผู้ดูแลสวรรค์ยืนอยู่หน้าประตู แล้วพูดกับพวกเธอว่า
‘ยินดีต้อนรับสู่สวรรค์ พวกเธอเข้าไปได้ แต่มีกฎอยู่ข้อเดียวคือ…ห้ามเหยียบเป็ด…’

สามสาวก็งงไปตาม ๆ กันว่าทำไมต้องห้ามเหยียบเป็ด
แต่เมื่อพวกเธอผ่านเข้าไปในประตูสวรรค์แล้วก็ถึงบางอ้อ..
ก็เพราะว่าในสวรรค์ มีแต่เป็ดเต็มไปหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เหยียบ
แต่พวกเธอก็ระวังกันสุดฤทธิ์

ในที่สุดหญิงสาวคนที่ 1 ก็เหยียบเป็ดจนได้
และแล้วผู้ดูแลสวรรค์ก็มาหาเธอพร้อมกับชายหน้าตาหน้าเกลียดที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
ผู้ดูแลสวรรค์กล่าวว่า ‘เธอเหยียบเป็ด ดังนั้นเธอจะต้องถูกผูกติดกับชายคนนี้ไปตลอดนิรันดร์กาล’
แล้วทั้งคู่ก็ถูกผูกติดกัน ผู้ดูแลสวรรค์ก็เดินจากไป ไม่นานนัก หญิงสาวคนที่ 2 ก็เหยียบเป็ดอีก
และเธอก็ถูกทำเช่นเดียวกับเพื่อนของเธอ เมื่อหญิงสาวคนที่ 3 เห็นดังนั้น จึงวิตกและกลัวเป็นอันมาก
เธอไม่อยากจะเป็นอย่างเพื่อนของเธอทั้ง 2 คน จึงระมัดระวังเป็นอันมากทุกฝีก้าวของเธอ! จนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เธอไม่ได้เหยียบเป็ดเลยสักตัว ….

แต่ไม่นานนัก ผู้ดูแลสวรรค์ก็มาหาเธอพร้อมกับชายหนุ่มรูปงามที่สุด มาก ๆ ๆ
ซึ่งเธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน แล้วผู้ดูแลสวรรค์ก็จับทั้งคู่ผูกติดกัน
แล้วเดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวตื่นเต้นและดีใจมาก แต่พยายามอดกลั้นไว้ในใจ
แล้วเธอก็กระมิดกระเมี้ยนเอ่ยถามชายคนนั้นว่า ‘ ไม่รู้ว่าอะไรนะคะ ที่ทำให้ฉันได้มาผูกติดกับคุณ’
ชายคนนั้นพูดอย่างหงุดหงิดว่า ‘ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เท่าที่รู้ก็คือ ผมเหยียบเป็ด’





สงครามระหว่างเพศ

29 01 2009

เล็ก ๆ น้อย ๆ จาก Forward Mail เพื่อความสัมพันธ์อันดี ระหว่างหญิง – ชาย ค่ะ

ทำไมผู้ชายคุยไปดูทีวีไปไม่ได้

ผู้หญิงถนัดนักเรื่องการทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน อาทิ เขียนรายการของที่จะซื้อพร้อมกับทำกับข้าวและบอกสามีให้ดูลูกทำการบ้าน การสแกนสมองบ่งบอกว่า สมองผู้หญิงไม่เคยว่างเปล่าแม้ยามหลับ ในทางตรงข้าม ผู้ชายมักพบว่าเวลาถูกขอให้โทรศัพท์ระหว่างดูทีวีเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า สมองซีกซ้ายและขวาของคนเราเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันด้วยกลุ่มเส้นประสาทที่เรียกว่า corpus callosum

โรเจอร์ กอร์สกี้ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในแอลเอ ยืนยันว่าสมองของผู้หญิงมี corpus callosum หนากว่าผู้ชาย 10% และมีการเชื่อมต่อระหว่างสมองสองซีกมากกว่าผู้ชาย 30% ทั้งยังพิสูจน์ได้ว่า หญิง-ชายใช้สมองคนละส่วนกันเวลาทำงานอย่างเดียวกัน สมองของผู้ชายพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มุ่งเน้นกับงานเพียงงานเดียว ขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิงกระตุ้นเซลล์สมองให้ทำการเชื่อมต่อสมองซีกซ้ายและขวามากขึ้น

ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ยิ่งสมองสองด้านเชื่อมต่อกันมากแค่ไหน คนนั้นยิ่งมีความเป็นเลิศด้านภาษามากขึ้น และยังอธิบายได้ว่า เหตุใดผู้หญิงจึงสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหลายๆ อย่างพร้อมกันได้  ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผู้หญิงจะขอให้สามีทำอะไรให้ ควรเลือกจังหวะให้ดีและมอบหมายภารกิจให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ทำไมผู้ชายโกหกไม่สำเร็จ

การศึกษาภาษากายพบว่า ในการสื่อสารแบบเผชิญหน้า สัญญาณที่ไม่ใช่คำพูดมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของสาส์นถึง 60% อีก 30% เป็นหน้าที่ของน้ำเสียง และ 10% ที่เหลือถึงเป็นถ้อยคำผู้หญิงมีทักษะในการเลือกสรรและวิเคราะห์ข้อมูลนี้มากกว่าผู้ชาย โดยสมองสองซีกจะส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถรวบรวมและถอดรหัสถ้อยคำ ภาพที่เห็น และสัญญาณอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

และนี่คือคำอธิบายว่า เหตุใดผู้ชายจึงโกหกผู้หญิงซึ่งๆ หน้าไม่สำเร็จ แต่ผู้หญิงกลับทำพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ได้ง่ายดายและเนียนเหลือเกิน 

ทำไมผู้หญิงมีปัญหาเวลาจอดรถขนานฟุตบาต

งานวิจัยที่มีบริษัทสอนขับรถเป็นสปอนเซอร์แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายอังกฤษมีความแม่นยำ 82% ในการถอยรถคนอื่นเข้าจอดขนานกับขอบถนน และ 71% ทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก ขณะที่ผู้หญิงได้คะแนนเพียง 22% และ 23% ตามลำดับ ทั้งที่เวลาสอบใบขับขี่ผู้หญิงจะได้คะแนนในส่วนนี้ดีกว่าผู้ชาย

สาเหตุเป็นเพราะผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชายในการเรียนรู้ภารกิจ และทำซ้ำภายใต้สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขที่เหมือนเดิม ทว่า ในสถานการณ์จริงที่การจราจร หมายถึงชุดข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประสิทธิภาพของผู้หญิงจึงด้อยลง ขณะที่ผู้ชายมีทักษะด้านมิติสัมพันธ์สูงกว่า ซึ่งเหมาะสมต่อภารกิจนี้ รวมถึงการจดจำแผนที่ในหัวและรู้ว่าต้องเลือกเส้นทางไหน ถ้าต้องกลับไปที่เดิม ผู้ชายไม่จำเป็นต้องพึ่งแผนที่ เพราะพื้นที่สมองส่วนมิติสัมพันธ์จะบันทึกข้อมูลไว้ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ผู้ชายจึงลุกจากที่นั่งบนอัฒจรรย์เพื่อลงไปซื้อเครื่องดื่มและกลับมาโดยไม่หลง ขณะที่เรามักคุ้นตากับภาพนักท่องเที่ยวหญิงยืนทำหน้างงใส่แผนที่ตามสี่แยก

ทำไมผู้หญิงใส่ใจความรู้สึก-ผู้ชายหมกมุ่นกับงาน

ผู้ชายมักตีค่าตัวเองจากหน้าที่การงานและความสำเร็จ ขณะที่ผู้หญิงมองตัวเองมีค่าโดยพิจารณาจากความสัมพันธ์กับคู่ครอง

ในอดีตกาล ผู้ชายเป็นผู้หาอาหารและแก้ปัญหา ซึ่งหมายถึงภารกิจสูงสุดอยู่ที่ความอยู่รอดเฉพาะหน้า ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านและสร้างหลักประกันการอยู่รอดของลูกๆ แม้แต่ในยุคนี้ ผลศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ผู้ชาย 70-80% ยังบอกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตคืองาน และผู้หญิงในจำนวนเท่าๆ กันยกให้ครอบครัวมีความสำคัญที่สุด

ผลลัพธ์คือ ถ้าผู้หญิงไม่มีความสุขกับชีวิตคู่จะไม่มีสมาธิกับงาน แต่ถ้าผู้ชายไม่มีความสุขกับงานจะปล่อยปละละเลยชีวิตคู่ เมื่อเครียดหรือรู้สึกกดดัน ผู้หญิงจะมองว่าการได้พูดคุยกับสามีเป็นรางวัลอันมีค่า แต่ผู้ชายกลับรู้สึกว่าการกระทำแบบเดียวกันรบกวนกระบวนการแก้ปัญหา ผู้หญิงอยากคุยและให้สามีกอด แต่สิ่งที่ผู้ชายอยากทำมากที่สุดคือนอนดูฟุตบอล สำหรับผู้หญิง สามีดูจะไม่ใส่ใจเลยสักนิด แต่สำหรับผู้ชาย ภรรยาช่างเซ้าซี้กวนใจหรือบางครั้งอวดรู้มากไปหน่อย เมื่อรู้แบบนี้ สามี-ภรรยาควรหาทางสายกลางเพื่อประคับประคองชีวิตคู่ให้ราบรื่น

ทำไมผู้หญิงมีสัมผัสที่ 6

เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ผู้หญิงเคยถูกเผาทั้งเป็นเพราะมีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำนายแนวโน้มความสัมพันธ์และความจริงที่ซ่อนเร้น

ในการทดลองหนึ่งพบว่า ภายในห้องที่มีสามี-ภรรยาอยู่ 50 คู่ ผู้หญิงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ โดยความสามารถนี้วิวัฒนาการมาจากหน้าที่การดูแลบ้านในอดีตกาล ทำให้ผู้หญิงสามารถฟันธงได้ว่าคู่ไหนรักกันดี คู่ไหนมีปัญหา และผู้หญิงคนไหนน่าคบหรือว่าต้องระวัง

ขณะที่ผู้ชายกลับกวาดสายตาทั่วห้อง เพื่อหาทางเข้า-ทางออก ซึ่งมาจากสัญชาติญาณในอดีตในการประเมินแนวโน้มการถูกโจมตีและทางหนีทีไล่ หลังจากนั้น จึงค่อยมองหาคนรู้จักหรือคนที่อาจเป็นศัตรู แล้วค่อยพินิจพิเคราะห์โครงสร้างห้องเพื่อหาจุดที่มีปัญหาและต้องการการซ่อมแซม

ทำไมผู้หญิงชอบสับสนซ้าย-ขวา

ความที่ใช้สมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน ผู้หญิงหลายคนจึงมีปัญหาเรื่องมือขวา-มือซ้าย ในการศึกษาพบว่า ผู้หญิงราว 50% นึกไม่ออกว่ามือซ้ายหรือมือขวา ถ้าไม่ได้เหลือบตาลงมอง ทว่า ผู้ชายที่ใช้สมองทีละซีกตอบโจทย์นี้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงทั่วโลกจึงมักถูกเพศตรงข้ามบ่น เพราะชอบบอกให้เลี้ยวขวา ทั้งที่จริงๆ แล้วหมายถึงเลี้ยวซ้าย

ทำไมผู้ชายไม่ชอบถามทาง

เรื่องนี้เกี่ยวกับทัศนคติที่ฝังรากมาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ผู้ชายต้องออกสำรวจภูมิประเทศรอบๆ ถ้ำเพื่อจะได้กลับบ้านถูก เวลาออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว

ลูกเมียต่างหิวโหยแต่เชื่อมั่นว่าพ่อบ้านจะปฏิบัติภารกิจสำเร็จเหมือนเช่นทุกครั้ง ดังนั้นผู้ชายจึงไม่สามารถแสดงอาการกลัวออกมาให้ครอบครัวเห็น และมองว่าการขอความช่วยเหลือหมายความว่าการปฏิบัติภารกิจล้มเหลว

ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเวลาผู้ชายขับรถออกไปนอกบ้านคนเดียว เขาอาจจอดถามทาง แต่การทำแบบนี้ต่อหน้าผู้หญิง จะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงต้องระวังไม่ทำให้ผู้ชายรู้สึกผิดเวลาคุยปัญหากัน ขณะเดียวกัน ผู้ชายก็จะต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษ แต่ต้องการช่วยแบ่งเบา จึงไม่ควรเก็บปัญหาไว้หนักอกคนเดียว





ชื่อสุนัขบอกนิสัยเจ้าของ

29 01 2009

ถ้าพูดถึงกิจกรรมยามว่างหลายคนจะนึกถึงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง นอกจากจะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แล้ว ยังนำความเพลิดเพลินมาสู่ผู้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

สุนัขถือเป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิต เพราะความน่ารัก ความขี้ประจบของมันทำให้หลายต่อหลายคนยอมแบกภาระนำมันมาเลี้ยงดูที่บ้าน และการตั้งชื่อให้เจ้าสุนัขตัวโปรดนี่แหละสามารถบอกถึงลักษณะนิสัยของเจ้าของสุนัขได้จริง ๆ…ลองตามไปดูกันค่ะ

ถ้าเจ้าของตั้งชื่อเจ้าสุนัขตัวโปรดออกแนวการ์ตูนดัง ๆ ทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นโดเรมอน มิกกี้-มินนี่เม้าส์ เคโระ แสดงว่าเจ้าของสุนัขเป็นพวกไอเดียบรรเจิด มีความฝันและจินตนาการสุดยอด ถึงแม้จะโตแล้วแต่หัวใจก็ยัง มีความเป็นเด็กอยู่เสมอ

อยากให้สุนัขโกอินเตอร์เลยตั้งชื่อออกไปทางชาติตะวันตก
อย่าง ดิกกี้ จิมมี่ แม็ค โรเบิร์ต แสดงว่าเจ้าของเป็นพวกรักอิสระมีความคิดนอกกรอบ ชอบท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ ตามที่ใจอยาก ให้ความสำคัญกับความสุขในชีวิตมากกว่าทรัพย์สินเงินทอง

บ้าคนดัง บ้าดารา ทั้งไทยและเทศเลยนำมาตั้งชื่อสุนัขมันซะเลย
ไม่ว่าจะเป็น เจนนิเฟอร์ เบคแคม สตอลโลน แสดงว่าเจ้าของเป็นหนุ่มสาวสังคมจัด เข้ากับผู้คนรอบข้างได้ง่าย ชอบความหรูหราฟู่ฟ่า และให้ความสนใจกับสิ่งรอบ ๆ ตัวเป็นพิเศษ

แต่ถ้าชอบตั้งชื่อเหมือนคนแต่ไม่ ใช่คนดังหรือดารา
เช่น สุชาติ อมร สมชาย ประมาณนี้ เจ้าของสุนัขจะเป็นคนที่อารมณ์ดี มีความสนุกสนานอยู่ในตัวตลอดเวลา มีน้ำใจ ไม่มีพิธีรีตองมากนัก แต่ก็อาจจะเขม่นคนหรือหมั่นไส้คนง่ายไปสักหน่อย หากมีใครมาขัดใจ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือเป็นพิษเป็นภัยกับใคร

ตั้งชื่อสุนัขออกแนวโบราณ
อย่าง ลำดวน ทองเปลว บุญทิ้ง ไม่ได้แสดงว่าเจ้าของจะเป็นคนหัวโบราณเหมือนชื่อสุนัขหรอกนะ แต่กลับตรงกันข้ามแสดงถึงความมีสติปัญญาปราดเปรื่อง ชอบค้นคว้าหาความรู้ใส่ตัวเอง เป็นพวกไม่ตกเทรนด์ แต่ไม่ชอบทำตัวเหมือน ใคร จึงมักจะเห็นว่าเค้าทำอะไรแตกต่างจากชาวบ้านอยู่บ่อย ๆ

ตั้งชื่อออกแนวโหดหรือน่ากลัว
เช่น เอ็มสิบหก คอมแบท ยักษ์ เป็นต้น แสดงว่าเจ้าของสุนัขจะชอบทำกิจกรรมสนุก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การแข่งขัน ต่าง ๆ ออกจะเป็นพวกไฮเปอร์อยู่ไม่สุข นิ่งไม่เป็น และยังเป็นคนกล้าคิดกล้าทำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนัก

เอาขนมหรืออาหารมาตั้งชื่อสุนัข
ทั้งหมูแดง เกาหลา ทองหยิบ ขนมครก ตั้งชื่อออกแนวของกินอย่างนี้ แสดงว่าเจ้าของสุนัขจะเป็นคนใจดีและใจอ่อน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และมักจะเป็นศิราณีที่คอยให้คำปรึกษาเพื่อน ๆ เวลามีปัญหา แต่ก็เป็นคนดุและดื้อในบางครั้ง

ตั้งชื่อสุนัขตรงกันข้ามกับความเป็นจริง
อย่างสุนัขตัวโตมากแต่ตั้งชื่อว่าปุยนุ่น หรือสีดำแต่ดันชื่อสำลี แบบนี้แสดงว่าเจ้าของจะเป็นพวกไม่ธรรมดา ชอบมีอะไรมาเซอร์ไพร้ส์หรือเรื่องเด็ด ๆ มาทำให้เพื่อนวุ่นวายได้เสมอ มีนิสัยห้าว ๆ และคะนอง ออกจะมีความคิดขวางโลก ก็ไม่เคยคิดร้ายใครก่อน…

e0b984e0b8ade0b989e0b8abe0b8a2e0b8b2





งานตรุษจีน – ย้อนอดีตเมืองภูเก็ต ครั้งที่ 10

28 01 2009

วันเสาร์ – อาทิตย์ที่จะถึงนี้ไปเที่ยวไหนกันรึป่าวคะ… ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปไหนดี ก้อยขอเชิญทุกคนมาเที่ยวงานตรุษจีนที่ภูเก็ตกันค่ะ

ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 10 แล้วนะคะ การแสดงบนเวทีปีที่ผ่านมาตื่นตาตื่นใจมากค่ะ เพราะเป็นการแสดงจากประเทศจีนที่สวยงามและอลังการ การแสดงของภูเก็ตเองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันค่ะ นอกจากนี้บริเวณถนนถลางก็มีงานถนนคนเดิน ที่ให้บรรยากาศย้อนยุคสุด ๆ ไปเลยค่ะ

เนื่องจากบ้านเรือนบริเวณถนนถลางยังเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส และในวันดังกล่าวทุกบ้านก็พร้อมใจกันเปิดบ้านให้เข้าชม นอกจากนี้ยังมีขนม ของคาว ของหวาน ที่เป็นอาหารพื้นเมือง ทำโดยคนพื้นเมืองจริง ๆ มาขายด้วยค่ะ อิอิอิ ใช้คำว่าคนพื้นเมือง…น่าตกใจไปมั้ยคะ

ก้อยอยากให้มาเดินเที่ยวกันจริง ๆ นะคะ มาลองทานเกลือเคยของคนภูเก็ต ว่ารสชาติเป็นยังไง นอกจากนี้ยังมี โอวต้าว , กะหรี่ไหมฝัน , หมี่หุ้นบะฉ่าง ฯลฯ อร่อย ๆ ทั้งนั้นค่ะ ที่สำคัญ…งานนี้สุโขสปานำผลิตภัณฑ์ไปวางขายด้วยค่ะ อย่าลืมแวะมาอุดหนุนนะเจ้าคะ…ราคาพิเศษจริง ๆ ค่ะ เฉพาะงานนี้เท่านั้น 

กำหนดจัดงาน วันที่ 31 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ 2552 ระหว่างเวลา 18.00 น. - 23.00 น.
สถานที่จัดงาน สวน 72 พรรษามหาราชินี ถนนถลาง ถนนกระบี่ และซอยรมณีย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

กิจกรรมภายในงาน (ทุกวัน) เวลา 19.00 น. - 23.00 น. 
- ชมการแสดงสุดยอดอุปรากรจีน นาฏศิลป์ท้องถิ่น กังฟู และระบำพื้นเมือง จาก 7 มณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย มณฑลกวางสี  มณฑลไหหนาน มณฑลอานฮุย มณฑลซานตง(เอี้ยนไถ) มณฑลเห่ยหลงเจียง มณฑลจี๋หลิน และเขตปกครองตนเอง (มณฑล) มองโกเลียใน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ เวทีกลาง สวน 72 พรรษามหาราชินี
- ชม Animation สถาปัตยกรรมชิโนโปรตุเกส ณ บ้านเลขที่ 63
- ชมภาพยนตร์ที่ถ่ายทำในจังหวัดภูเก็ต ณ ลานชั้นบนสวน 72 พรรษามหาราชินี
- ล่องเรือกอจ๊านบริเวณริมคลองบางใหญ่ในตัวเมืองภูเก็ต
- ชมภาพถ่ายสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุเกส และการเสวนาภาษาภูเก็ตกับปราชญ์ท้องถิ่น ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ถนนกระบี่
- ออกร้านจำหน่ายอาหารพื้นเมือง ขนมโบราณ บริเวณริมคลองบางใหญ่ สวน 72 พรรษา มหาราชินี
- ชมการแสดงและการละเล่นต่างๆ บริเวณถนนถลาง  

หรือ คลิ๊ก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ททท.ภูเก็ต ค่ะ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ททท. ด้วยค่ะ





ข้อสอบสัมภาษณ์ตำรวจสอบสวน

28 01 2009

สารวัตรใหญ่กำลังสอบสัมภาษณ์นายตำรวจสามคน ที่จะเข้ามาทำงานในหน่วยสืบสวน
สารวัตรใช้รูปของผู้ที่เคยเป็นผู้ต้องสงสัยรูปหนึ่งเป็นอุปกรณ์ในการสอบเชาว์ รูปนั้นเป็นรูปหันข้างของผู้ชายไว้เครา ใส่เสื้อยืด

“คุณเห็นอะไรในรูปบ้าง” สารวัตรส่งรูปให้นายตำรวจคนแรกดู
นายตำรวจคนแรกหยิบรูปขึ้นมาดูสักพัก แล้วก็พูดขึ้นว่า
“สารวัตรครับ ทำไมชายคนนี้มีหูข้างเดียว”
สารวัตรส่ายหน้า “นี่มันรูปถ่ายด้านข้าง มันก็ต้องเห็นหูข้างเดียวซิ”

ว่าแล้วสารวัตรก็โบกมือไล่คนแรกออกไป

นายตำรวจคนที่สองเข้ามานั่ง หลังจากดูรูปไปสักพักก็พูดขึ้น

“ผมคิดว่าผู้ชายคนนี้เป็นฆาตกรฆ่าข่มขืนผู้หญิง”
สารวัตรหูผึ่ง “คุณรู้ได้อย่างไร”
นายตำรวจคนที่สองตอบอย่างมั่นใจ “ดูจากรูปเขาน่าจะไปข่มขืนผู้หญิง แล้วก็ถูกผู้หญิงกัดหูขาดไปข้างหนึ่ง เขาเลยเหลือหูข้างเดียว”
สารวัตรถอนใจ “นี่มันรูปถ่ายแบบหันข้าง” พูดจบก็โบกมือให้สัญญานว่าออกไปได้

นายตำรวจคนที่สามเข้ามานั่ง สารวัตรส่งรูปให้ดูเช่นเคย
“คุณเห็นอะไรในรูปนี้”
นายตำรวจคนที่สามนั่งดูอยู่ไม่นานนักก็พูดขึ้นว่า
“ผู้ชายคนนี้ใส่คอนแท็กเลนส์ครับสารวัตร”

สารวัตรรีบดึงรูปกลับมาดูทันที “คุณรู้ได้อย่างไร”
ในใจของสารวัตรเริ่มลิงโลด เขาเจอตัวนายตำรวจที่มีคุณสมบัติของนักสืบเต็มเปี่ยมแล้ว คนที่สามารถเห็นได้ว่าคนในภาพนี้ใส่คอนแท็กแลนส์ ต้องไม่ใช่คนธรรมดา เพราะแม้แต่ตัวสารวัตรเองยังมองไม่เห็นเลย

“สารวัตรครับ” นายตำรวจคนที่สามตอบอย่างภาคภูมิใจ
“คนเรานะครับ มันจะใส่แว่นตาได้อย่างไร ถ้าลองมีหูข้างเดียว”

คัดลอกมาจากหนังสือ”เท่าดวงอาทิตย์”
ของคุณประภาส ชลศรานนท์





คนเห็นผี

28 01 2009

เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อตอนที่ผมไปทำสกู๊ปเรื่องหนึ่งที่พัทยา หลังจากสัมภาษณ์กับแหล่งข่าวเสร็จ พวกเราทั้งหมดนั่งรถตู้ฝ่าความมืดของถนนลูกรังและทุ่งหญ้าเพื่อกลับไปยังที่พักในเมือง ระหว่างนั้นแหล่งข่าวเล่าเรื่องราวต่างๆ ของเพื่อนเขาให้ฟัง หนึ่งในเรื่องนั้นที่เราตั้งใจฟังมากที่สุดก็คือเรื่องของน้องเซนซ์

 ”เคยดูหนังผีกันไหม ผีต้องออกมากลางคืนใช่มั้ย แล้วมีหมาหอน ผีในหนังจะตัวขาวๆ ผมยาวๆ ใช่มั้ย และพอเช้าผีก็จะหายไปใช่มั้ย ลืมเรื่องพวกนี้ไปเลย ไอ้เซนซ์มันบอกผมว่าผีมีทุกเวลา อยู่ในทุกที่ ในห้างฯ กลางวันแสกๆ มันยังเจอเลย”

แหล่งข่าวพยายามทำเสียงทุ้มต่ำเพื่อให้เรื่องฟังดูน่ากลัวที่สุด ซึ่งมันก็ได้ผลกับคนรอบข้างทีเดียว แต่ไม่ใช่ผม

 ”ไอ้เราก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกว่ามันจะเห็นจริงๆ แต่มีครั้งนึงที่เล่นเอาขนลุกเลย คืนนั้นไปนั่งกินหมูกระทะกัน มีเซนซ์ พี่สาวเขา โยกับแฟนโย แล้วก็เรา นั่งกินกันอยู่ดีๆ เซนซ์มันก็หน้าซีดขึ้นมาซะงั้น เราก็เฮ้ย! เห็นไรป่าววะ สักพักเซนซ์มันก็เดินไปหาเจ้าของร้านบอกว่าให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลบ้าง เจ้าของร้านก็นิ่งไปนิดแล้วบอกว่าพักนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลยไม่ได้ทำบุญ แต่ถ้ามีโอกาสก็ทำตลอดแหละ

 นี่เซนซ์มันเล่าให้ฟังตอนออกมานอกร้านแล้วนะ เราก็ถามว่าเห็นไร น้องมันก็บอกว่าตอนที่นั่งกินกันอยู่เนี่ยมีเด็ก 2 คนมายืนอยู่ข้างๆ เก้าอี้ฝั่งละคน แล้วก็เห็นเด็ก 2 คนนี้เดินตามเจ้าของร้านอยู่ เจ้าของร้านก็บอกว่ามีหมอดูทักหลายครั้งแล้ว เด็ก 2 คนนั้นก็คือลูกที่ตายไปของเขาเองแหละ คือแบบ…มันไม่ใช่เรื่องที่เตี๊ยมมาก่อนแน่ๆ และเจ้าของร้านก็ยืนยันตรงกันด้วย”

นี่เป็นแค่เรื่องเดียวในจำนวน 3-4 เรื่องที่แหล่งข่าวเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความสามารถพิเศษที่คนทั่วไปไม่อยากมีของหญิงสาววัยต้น 20 คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเธอก็ยังคงเห็นผีอยู่ทุกวันและพยายามใช้ชีวิตให้ปกติเหมือนคนทั่วไป

 หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมาผมก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท จนเมื่อบก.หนวดนึกสนุกชวนคุยเรื่องผีขึ้นมาในที่ประชุมกองบก. แล้วบก.หนวดก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย พยายามจะโชว์ว่าแกมีเรื่องผีสยองๆ อยู่หลายเรื่อง พวกน้องๆ ในกองบก.ก็ต้องทำหน้าตากลัวกันไปเรื่อย บางคนที่อยากเอาใจบก.หนวดถึงกับทำขนลุกแล้วโชว์ให้บก.หนวดดีใจ แต่สำหรับผมซึ่งไม่ค่อยเอาใจใส่นักกับเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว ผมกลับคิดถึงน้องเซนซ์ขึ้นมาจับจิตจับใจ ทั้งด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น และความท้าทายเล็กๆ แน่นอน! เรื่องแบบนี้ยากที่จะเชื่อ แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีจริง เหมือนอย่างที่เพื่อนคนหนึ่งซึ่งกำลังศึกษาพุทธศาสนาแบบเจาะลึก เคยพูดให้ฟังว่า ในป่าแม้จะมีใบไม้ที่นำมาใช้ได้แค่กำมือเดียว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าใบไม้ที่เหลือมันจะไม่มีอยู่ และโดยส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าอยากจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ก็ควรเข้าใกล้แกนกลางของเรื่องให้มากที่สุด

เราใช้เวลาติดต่อและรอคอยเซนซ์นาน 3 สัปดาห์เต็ม ในที่สุดเธอก็ตอบตกลง โดยนัดหมายสถานที่ไว้ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งใจกลางสยามสแควร์ ช่วงเวลาบ่าย 3 โมงของวันเสาร์ และหลังจากบรรทัดนี้ไปคือการพูดคุยที่เกิดขึ้นในวันนั้น โดยที่ผมจะตัดทอนและเรียบเรียงให้อ่านง่ายที่สุดแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศที่เกิดขึ้นจริง

สถานที่ : ร้านกาแฟใจกลางสยามสแควร์

เวลา : บ่าย 3 โมง 15 นาที

เหตุผลที่เลือกร้านกาแฟร้านนี้ก็คือสภาพคนที่เข้าออกพลุกพล่าน อาจจะบันทึกเทปได้ยากสักหน่อย แต่อย่างน้อยก็อยากพิสูจน์ว่าในสถานที่ที่มีคนเยอะเช่นนี้ เซนซ์จะมีโอกาสเห็นผีได้มากน้อยแค่ไหน

ผมสั่งกาแฟรอเธอและเลือกโต๊ะเหมาะๆ อยู่พักหนึ่งเซนซ์ก็ปรากฏตัวขึ้น วัดด้วยสายตา เธอเป็นสาวสมัยใหม่ที่แต่งตัวจัดเอาเรื่องทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับ และเท่าที่สังเกตดู ที่คอเธอไม่มีประคำหรือพระห้อยไว้ เห็นแต่เพียงสร้อยสไตล์ฮิพฮอพ ที่ข้อมือไม่ใช่สายสิญจน์แต่เป็นนาฬิกาแบรนด์เนม ที่นิ้วไม่มีแหวนจากเกจิรุ่นดังแต่เป็นแหวนวิเวียน เวสต์วู้ด โดยรวมแล้วไม่มีมาดของผู้ทรงเจ้าเข้าศีลเลยสักนิด เราเริ่มคุยกันทันทีหลังจากพี่เขยและพี่สาวของเธอมาถึงเพื่อร่วมฟังเป็นพยาน

 ”เห็นผีครั้งแรกก็น่าจะเป็นตอนประมาณ 4 ขวบได้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าผีเป็นไง แต่แม่เล่าให้ฟังว่าวันนั้นเป็นวันสารทจีนหรือตรุษจีนนี่แหละ แล้วเขาจะมีโต๊ะตั้งไว้ไหว้กลางแจ้ง มีเก้าอี้ให้นั่งด้วย เราก็เห็นว่ามีคนแก่ๆ มานั่ง เลยบอกแม่ว่า ม้าๆ มีใครมานั่งกินข้าวไม่รู้ ตอนนั้นแม่ก็เลยรู้ว่าเราเห็นผีแล้ว เป็นผีอากงอาม่า

 ”ที่เห็นจริงๆ จังๆ แล้วรู้ตัวนี่น่าจะตอนประถม ตอนนั้นเรียนอยู่โรงเรียนสหฯ ตึกที่เรียนเนี่ยมันจะมีห้องน้ำหญิงอยู่ 3 ห้อง เราชอบเข้าห้องในสุดเพราะว่ามันเย็นก็เลยเข้าห้องนี้ประจำ แล้วมีอยู่วันหนึ่งไปเข้าตอนพักเที่ยง จู่ๆ อากาศมันก็เย็นมาก พอออกมาจากห้องน้ำเราก็มาล้างมือแล้วมองไปที่กระจก มันก็สะท้อนภาพตรงห้องน้ำที่เราเข้าพอดี ปรากฏว่าเห็นเป็นผู้หญิงยืนอยู่ หันหลังให้ เราก็เอ๊ะ! เพิ่งออกมาจากห้องนั้นแล้วใครมายืนอยู่ได้ไง เราก็ค่อยๆ มองผ่านกระจกใหม่ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามา ยังไม่ทันเห็นหน้าเรากรี๊ดแล้ว กรี๊ดลั่นห้องน้ำเลยแล้วก็วิ่งลงมาหาเพื่อน เล่าให้เพื่อนฟังก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะมันเป็นตอนกลางวันไง เพื่อนก็ชวนกันมาเลย 5-6 คนก็เข้ามาอัดในห้องน้ำปิดประตูแล้วก็ท้าตีท้าต่อยกัน ปรากฏว่าไม่เจอกัน เราก็ไม่เจอ เพื่อนๆ ก็ไม่เจอ มันก็เลยหาว่าเราเป็นคนขี้โกหก ฉุนเลย ทีนี้ไปอีกรอบ กลัวก็กลัวแต่อยากปรู๊ฟไง โดนอีก ก็ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ นิ่งๆ ลักษณะเหมือนคนเลย คราวนี้เราไม่หนีแล้ว ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นแล้วตะโกนด่า จะเอาอะไร! มาหลอกกันทำไม! ผู้หญิงคนนั้นก็พยายามจะหันหน้ามา ไม่พูดอะไรนะ ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ จนเราทนไม่ไหวเองต้องวิ่งหนีออกมา

 ”อีกวันไปถามภารโรงว่ามีใครเคยเห็นผีที่เป็นรูปร่างแบบนี้ๆ ในห้องน้ำนั้นไหม ภารโรงก็ถามว่าเห็นด้วยเหรอ นั่นลูกสาวเขาเองแหละ ผูกคอตายอยู่ที่นั่นเพราะท้องแล้วไม่มีพ่อ แต่เราก็เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวนะ ไม่อยากเล่าให้ใครฟังเพราะกลัวจะโดนหาว่าโกหกอีก”

ช่วงนี้กบ (น้องผู้หญิงที่ออฟฟิศ) เดินเข้ามาร่วมฟังด้วย คนในร้านก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“ที่รู้ตัวว่าโดนหลอกเต็มๆ ก็คือตอนเรียนมัธยม ช่วงนั้นย้ายไปเรียนอีกโรงเรียน เป็นโรงเรียนสหฯ เหมือนกัน เราเรียนเอกศิลปะก็จะซี้กับอาจารย์ศิลปะมาก วันนึงเรียนๆ อยู่แล้วสีหมดอาจารย์ก็ใช้ให้เดินไปเอาสีที่ห้องพัก เราเดินไปตามทางระบายน้ำของโรงเรียนก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนมองท่อระบายน้ำอยู่ ใส่ชุดนักเรียนนะแต่ไม่ใช่ของที่โรงเรียน เราก็เดินเข้าไปถามว่าหนูหาอะไรอยู่คะ เด็กก็ชี้ให้ดู เรามองตามนิ้วไปก็ไม่เห็นอะไรนี่นา พอเงยหน้าจะมามอง น้องเขาก็ไม่มีแล้ว หายไปหมด เหลือแต่มือลอยอยู่กลางอากาศ กรี๊ดบ้านแตกเลย วิ่งร้องไห้กลับมาที่ห้องเรียน อาจารย์ถามก็ไม่กล้าเล่าว่าไปเจอผีหลอกมา

“ช่วงที่เห็นแบบจริงๆ จังๆ เห็นทุกที่ทุกวันเนี่ยก็ตอนไปเรียนต่อลอนดอน ตอนนั้นเราอายุ 18 พอดี ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเห็นเยอะขึ้น อยู่บนถนนก็เห็น ไปโรงเรียนก็เห็น อยู่ในรถไฟใต้ดินก็เห็น เห็นจนไม่อยากออกไปไหนเลย หมกตัวร้องไห้อยู่ในบ้าน 3 เดือนเต็มๆ ไม่รู้ทำไงดี แทบบ้า ไม่กล้าบอกที่บ้านด้วย เพราะกลัวโดนเรียกกลับไม่ได้เรียน เพื่อนก็คอยถามอยู่ตลอดเวลาหายไปไหน เราก็พยายามทำใจให้ได้ คิดซะว่าถ้าไม่เรียนให้จบเนี่ยพ่อแม่จะเสียใจ จากนั้นก็เริ่มกลับไปเรียนใหม่ แต่เรียนเสร็จก็กลับบ้านเลย ไม่ไปไหน ไม่อยากจะเห็น คิดว่าเราไม่ยุ่งกับเขา เขาก็คงไม่ยุ่งกับเรา ทำเป็นไม่เห็นซะ ทำตัวชินๆ ดีกว่า แต่ก็ยังไม่ชินนะ ทุกวันนี้ก็ยังกลัวอยู่”

ระหว่างนี้พี่เขยของเซนซ์ก็อธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมถึงรูปร่างลักษณะของผีที่เซนซ์เห็นโดยแบ่งประเภทออกมาว่า มีทั้งแบบที่มีเนื้อมีหนังเหมือนคน แบบโปร่งแสง แบบสีดำ แบบสีขาว และแบบที่อวัยวะไม่ครบ32

“ส่วนใหญ่ผีที่เราเห็นที่อังกฤษเนี่ยจะเป็นแบบโปร่งแสง แต่งตัวแบบคนสมัยนี้บ้าง แต่งตัวแบบโบราณบ้าง มีครั้งหนึ่งเราเห็นผีที่บ้านเพื่อน ซึ่งเป็นผีเจ้าของบ้านนั่นแหละ คือบ้านที่เพื่อนไปอยู่เนี่ยเป็นบ้านเก่าแก่ที่อยู่กันมาหลายรุ่นแล้ว ห้องชั้นล่างจะเป็นห้องมาสเตอร์เบดรูม เราเข้าไปในห้องนี้ก็เห็นคนแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ รู้แล้วละว่าใช่ ด้วยความรำคาญเลยไปนั่งคุยด้วยว่าต้องการอะไร เขาก็พูดเป็นภาษาอังกฤษแบบโบราณ เขาบอกว่าอยากกินสโคน เราก็ถามว่าถ้าซื้อมาแล้วจะกินยังไง เขาก็บอกว่าให้เอาไปวางไว้หัวเตียงในห้องมาสเตอร์เบดรูมซึ่งเป็นห้องที่เขาตาย แต่ปัจจุบันคือเพื่อนนอนอยู่ห้องนี้ เราก็ซื้อไปวางไว้ให้ เพื่อนมาเห็นก็หาว่าแอบเอาขนมมากินในห้อง เราก็เฉยๆ ไม่พูดอะไร จนสักพักเพื่อนมันก็เห็นว่าเราซื้อขนมมา แต่ทำไมมาวางไว้เฉยๆ ไม่ยอมกิน มันเริ่มสงสัยไง แล้วเพื่อนคนนี้ก็รู้ว่าเรามีเซนซ์อะไรประมาณนี้ เลยถามว่าเห็นอะไรเหรอ เราก็เลยเล่าให้ฟัง เพื่อนมันก็บอกว่าเอะใจอยู่เหมือนกันเพราะห้องนั้นเป็นห้องเดียวภายในบ้านที่อุณหภูมิดร็อป

“ทำไมอุณหภูมิถึงต่ำลง”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่เจอเนี่ยอุณหภูมิจะดร็อป แล้วตัวเราก็จะเย็นตามไปด้วย”

ว่าแล้วเซนซ์ก็เอื้อมมือมาแตะแขนผม มันเย็นเฉียบทั้งๆ ที่แอร์ก็ไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ ส่วนทางท้ายทอยผมตอนนี้เหมือนมีลมแอร์เป่าลงอยู่ตลอดเวลา สงสัยว่าจะเป็นแอร์ภายในอาคารที่สตาร์ทตัวเองขึ้นมาใหม่

เมื่ออุณหภูมิห้องสูงขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเพดานเพื่อหาช่องปล่อยแอร์ และเมื่อก้มลงมาอีกทีก็เห็นเงาร่างดำ เป็นผู้หญิงผมยาวสลวยมานั่งอยู่ข้างๆ กบ เธอคือกิ๊บนั่นเอง เพื่อนรุ่นน้องอีกคนในออฟฟิศที่อยากร่วมประสบการณ์ในครั้งนี้

เซนซ์เล่าว่าบ่อยครั้งที่เห็นผีนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบโปร่งแสง พวกนี้จะยืนอยู่นิ่งๆ หรือไม่ก็นั่งอยู่เป็นที่ ถ้าเป็นสีขาวก็จะเป็นพวกเจ้าที่เจ้าทาง เป็นวิญญาณดี ที่น่าเกลียดก็คือพวกที่มาแบบรูปร่างไม่ครบ 32

“บางร้านเรานั่งกินข้าวอยู่ก็มายืนอยู่ข้างๆ เละๆ มาเลย มื้อนั้นก็กินไม่ลงแล้ว ครั้งหนึ่งไปงานเลี้ยงหรูเลยนะ แถวโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คนในงานเยอะมาก แต่ปรากฏว่าผีเยอะกว่า สงสัยมาจากแม่น้ำนั้นแหละ เยอะจนทนไม่ไหวต้องหนีกลับบ้าน”

แต่ผีที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเซนซ์ก็คือผีสีดำ เธอเชื่อว่านั่นคือวิญญาณอาฆาต

“พวกนี้ไม่เดินตามก็เกาะอยู่ข้างหลัง เกาะอย่างเดียวไม่พอนะโน้มตัวเอาหน้ามาใกล้คนที่ถูกเกาะอีก ส่วนใหญ่จะเป็นผีผู้หญิงเกาะอยู่บนหลังผู้ชาย ผีผู้ชายเกาะบนหลังผู้หญิงก็มี แต่น้อย ครั้งหนึ่งเราไปงานเลี้ยงแล้วเจอรุ่นพี่ผู้ชายเข้ามาทัก เขาตัวสูงกว่าเราเลยต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ปรากฏว่าพอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นผู้หญิงโน้มหน้ามาแล้วจ้องตาเขม็งเลย โดดถอยหลังพรวดเลยค่ะ ดวงตาน่ากลัวมาก เรารีบเดินหนีทันที แต่ปัจจุบันที่เราเห็นมากที่สุดก็คือเกาะอยู่บนหลังผู้หญิงนะ

“มีช่วงหนึ่งกลับมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยเลยมาเดินเที่ยวสยามสแควร์กับพี่สาว เข้าไปในร้านเสื้อผ้าร้านนึงก็เห็นผู้หญิงหน้าตาสวยเลยนะ กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ เราเห็นข้างหลังเขาเหมือนมีอะไรเป็นก้อนดำๆ ติดอยู่ก็เลยเอื้อมมือจะปัดให้ แต่พอเข้าไปใกล้สะดุ้งโหยงเลย ชักมือกลับแทบไม่ทัน มันเป็นเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่เพิ่งมีลูกตาเกาะอยู่ เราเลยรู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้ทำแท้งมา ซึ่งเดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้นทุกปี บางคนสวยขนาดนางแบบเลยแต่มีเกาะอยู่ที 3 ก้อน ของแบบนี้เนี่ยทำบุญอุทิศส่วนกุศลก็ไม่หายไปหรอก เขาจะอยู่

มีเรื่องหนึ่งที่ได้ยินก่อนมานั่งคุยกับเซนซ์ก็คือ ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ถ้าคุยเรื่องผีกันและเผอิญว่าบริเวณนั้นมีผีอยู่ด้วยก็ไม่พลาดที่เขาจะมายืนฟัง…

“ข้างหลังพี่นี่มีสัก 3 ตัวมั้ย” ผมแกล้งแหย่เซนซ์ดูว่าเธอจะเห็นสักกี่ตัว

เซนซ์มองข้ามไหล่ผมไปแล้วส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่ค่ะ มีมากกว่านั้น แต่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก”

 ยอมรับว่าขนลุกเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับตกใจกลัว

 ”แล้วในนี้ล่ะ มีใครที่มีวิญญาณตามอยู่บ้าง”

 เซนซ์หันมองไปรอบๆ หยุดเพ่งตรงนั้นตรงนี้เป็นระยะๆ แล้วก็หันมาบอกกับเรา

 ”เห็นผู้หญิงใส่เสื้อสีเขียวที่นั่งอยู่ด้านหลังเซนซ์มั้ย ที่ติดกระจกน่ะ เขามีอาแปะแก่ๆ ยืนอยู่ข้างหลังด้วย”

พวกเราทั้งหมดหันมองตามที่เธอบอก แต่เท่าที่เห็นคือผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่คนเดียว

“เป็นอาแปะแก่ๆ ใส่ชุดขาว น่าจะมาดีนะ เป็นวิญญาณพิทักษ์ สงสัยว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของเขาคอยตามดูแลอยู่”

“แล้ววิญญาณอาฆาตล่ะ เซนซ์เห็นบ้างมั้ย”

“ในนี้ไม่มี แต่เห็นเด็กวัยรุ่น 2 คนที่กำลังเดินมาหรือเปล่า” เธอมองทะลุกระจกออกไปนอกร้าน 

“คนที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินมีวิญญาณผู้ชายสีดำลอยตามอยู่ เป็นวิญญาณอาฆาต”

“แล้วอยากไปบอกเขามั้ย คือไปเตือนน่ะ”

“ถ้าไม่รู้จักก็จะไม่บอก แต่ถึงรู้จักก็บอกตรงๆ ไม่ได้ มันมีผลสะท้อน อาจจะเข้าตัวเราหรือมาอาฆาตเราแทน ฉะนั้นถ้าต้องบอกก็จะบอกอ้อมๆ หรือฝากบอกคนใกล้ตัวเขาแทน เช่น ให้ไปทำบุญบ้างนะ อะไรทำนองนี้”

“พวกเรา 3 คนล่ะ มีใครเกาะหลังอยู่มั้ย”

ถึงตอนนี้น้องกิ๊บกับน้องกบเริ่มมองหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆ

“ของพี่มีควันขาวๆ ลอยอยู่ เครียดเรื่องงานอยู่ใช่มั้ย ของกบก็เหมือนกัน เป็นควันขาวๆ”

“แล้วของกิ๊บล่ะ”

“ไม่มีนะ แต่มีเด็กผู้ชายตามอยู่ข้างหลัง มีน้องหรือพี่ชายใช่มั้ยคะ”

“อืม…อันนี้พอรู้ค่ะ อุ๊ย! ขนลุกเลย” กิ๊บหน้าซีดไปแล้ว

เรื่องนี้กิ๊บเคยเล่าให้ผมฟังเหมือนกันว่า เคยมีคนทักว่ามีเด็กเดินตามอยู่แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จนเมื่อเซนซ์ทัก เจ้าตัวก็กลับไปถามแม่อีกครั้งเพื่อยืนยัน ปรากฏว่าแม่ของกิ๊บเคยแท้งลูกชายก่อนหน้าที่เธอจะเกิด

แล้วจู่ๆ โต๊ะด้านหลังเราก็มีดาราลูกครึ่งคนหนึ่งถือแก้วกาแฟมานั่งกับเพื่อนๆ กบรีบถามทันทีว่ามีไหม

“มี! เป็นวิญาณผู้ชาย 2 คน มาดีไม่ได้มาร้ายหรอก”

“แล้วอย่างนี้เวลาที่เราไปซื้อของเก่าอย่างพวกเสื้อผ้ารองเท้าเนี่ยจะมีตามมามั่งป่ะ” กบถามต่อ

“ถ้าเป็นเสื้อผ้ารองเท้าไม่ค่อยมีหรอก แต่ถ้าเป็นพวกแหวน นาฬิกา หรือข้าวของที่มีคุณค่าทางจิตใจเนี่ย ถ้าเจ้าของยังหวงอยู่ก็จะตามมา อย่างตอนเด็กเซนซ์เคยไปเดินเล่นกับคุณพ่อแล้วเขาชวนเข้าร้านนาฬิกาเก่า จำได้ว่าคนเต็มร้านเลย แต่พอมองไปอีกทีไม่ใช่คน วิญญาณทั้งนั้น”

จากที่นั่งยิ้มๆ อยู่ เซนซ์ก็หน้าเลิ่กลั่กแล้วอุทานออกมาเสียงดัง

“โอ๊ย! ทำไมเยอะอย่างนี้” เรามองหน้ากันไปมาแล้วถามเธอกลับไปว่าอะไรเยอะ

“ก็ไอ้นั่นนั่นแหละ” พี่สาวแนะนำให้เธอเปลี่ยนร้านทันที แต่เซนซ์ยังนั่งนิ่งก้มหน้าส่ายหัว

“ไม่เป็นไร ยังไงเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้ว

“เยอะแค่ไหน” ตอนนี้คนในร้านพลุกพล่านมากกว่าเก่า ประมาณดูก็น่าจะราว 50 คนขึ้นไป

“ก็พอๆ กับคนในร้านแหละ โอ๊ย! จะเยอะไปไหน” เยอะไม่ว่าแต่อย่ามีตัวไหนนึกสนุกโดดมาเกาะหลังแล้วกัน ทุกวันนี้แค่เจ้าหนี้ตามหลอนก็ประสาทเสียพออยู่แล้ว ผมคิด

“ที่แบบนี้ยังไม่เท่าไหร่นะ ถ้าเป็นแถวถนนรัชดาหรือถนนเพชรบุรีเนี่ยเยอะมาก แล้วก็ใช่ว่าจะมาสภาพดี ยิ่งในห้างฯ… (ขอสงวนชื่อแต่อยู่ถนนรัชดา) เยอะมาก”

พี่เขยของเซนซ์เสริมมาว่า แถวนั้นเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเยอะเป็นธรรมดา และถ้าจะทำธุรกิจให้รุ่งก็ควรจะเป็นธุรกิจอโคจร

“แล้วในสยามที่ไหนเยอะสุด” ตอนนี้แดดยามเย็นมาถึงแล้ว

“ถ้าพี่อยากเจอนะ พี่ไปศูนย์หนังสือ… (ขอสงวนชื่อ) ขึ้นไปชั้น 2 มุมขวามือ ตรงนั้นมียืนมุงกันอยู่เพียบ ไม่รู้มุงอะไรอยู่ หรือไม่อีกที่นึงเจอแน่ๆ ป่าช้าวัดดอน”

“ป่าช้าวัดดอนเขารื้อไปแล้วนี่”

“เขาเอาไปแต่ร่าง แต่ที่เหลือยังอยู่”

“นอกจากในสถานที่แล้ว ตามถนนนี่เจอบ้างไหม”

“เยอะ! ส่วนใหญ่ไม่ครบ 32 หรอก มีครั้งหนึ่งขับรถไปแถว 4 แยกแล้วเด็กที่ไหนไม่รู้ก็โดดมาตัดหน้าตกใจเบรกจนเกือบเสียหลัก หันไปดูอีกทีไม่มีอะไรเลย บางครั้งเราก็เจอนั่งอยู่ตามเสาไฟฟ้า แต่มีครั้งหนึ่งตกใจมาก เราขับรถอยู่บนทางด่วน จู่ๆ ก็มีหน้ามาแปะที่กระจกฝั่งคนนั่งด้านหน้า หันไปมองก็เห็นเป็นหน้าเพื่อนที่เพิ่งตายไป เราไม่เคยไปงานศพเขาเลยไง สงสัยว่าเขาจะมาบอกลาน่ะ”

“สถานที่ทั่วไปก็มี ตามถนนก็มี ถ้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอยู่อย่างในวัดเนี่ย ไม่น่าจะมีนะ”

เซนซ์หัวเราะฮึๆ เหมือนผมพูดอะไรไม่ถูก

“ตัวเยอะเลยพี่ แม้แต่ในโบสถ์ยังมีเลย ล่าสุดแม่เพิ่งชวนไปถวายสังฆทานมา เราก็ไม่อยากจะไปเล้ย แต่แม่ก็อยากให้ไป เอ้า! ไปก็ไป พอถวายสังฆทานเสร็จเขามีกรวดน้ำใช่มั้ย เราก็ก้มกรวดน้ำอยู่ พักเดียวเอาแล้ว รอบๆ ตัวมีเท้ามารายล้อมเต็มไปหมด คือเขามารอรับส่วนบุญที่เราทำไปน่ะ”

“แล้วอย่างนี้ในโรงพยาบาลก็เต็มเลยสิ เพราะมีคนตายบ่อย” กบเริ่มถามต่อ

“จะมีเยอะในวอร์ดฉุกเฉิน และก็ในรถฉุกเฉิน อันนี้เจอตอนที่อาม่าป่วยต้องเรียกรถฉุกเฉินมารับ แล้วแม่ก็ให้เรานั่งไปเป็นเพื่อน ไม่อยากจะขึ้นเลยนะ เพราะรู้ว่ามีแน่ๆ แล้วก็มีจริงๆ นั่งเรียงกันเป็นแถวเลย ในวอร์ดฉุกเฉินนี่บางทีเห็นแบบยืนร้องไห้อยู่ข้างศพตัวเองเลยนะ คือเพิ่งรู้ว่าตัวเองตาย ยังทำใจไม่ได้”

“แล้วสมมุติว่าถ้าเราจะหนีผีเนี่ย เรานั่งเครื่องบินไปต่างประเทศผีจะตามไปมั้ย” กบถามไปกลั้วหัวเราะไป

“ไม่รู้เหมือนกันแต่คิดว่าตามไปได้นะ ถ้าไม่มีเจ้าที่คอยกั้นไว้”

พี่เขยเซนซ์เสริมว่าเจ้าที่ก็เหมือนกับด่านตม. ถ้ามาดีก็สามารถเข้าในสถานที่ที่เขาดูแลได้ แต่ถ้าร้ายก็หมดสิทธิ์

“เจ้าที่เราชอบนะ เขาสวยงามดี แต่งตัวดี อย่างไปกินข้าวบางร้านเนี่ยเจ้าที่มานั่งด้วย บอกว่าอยากได้พวงมาลัย เราเล่าให้พี่สาวฟังเขาบอกว่าจะซื้อให้ เจ้าที่ก็ไม่เอาจะให้คนในร้านซื้อให้ เราก็ต้องบอกให้คนในร้านไปซื้อพวงมาลัยมาไหว้ซะ แต่บางบ้านที่เจอเนี่ยเจ้าที่ใส่เสื้อขาดๆ นะ ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าของบ้านไม่ยอมดูแลเลย”

เรื่องเจ้าที่เจ้าทางที่เกิดขึ้นหมาดๆ ก็คือ เซนซ์ไปดูให้กับเพื่อนพี่เขยคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของตึกอยู่แถวอโศก เดินมองหาเจ้าที่อยู่ทุกชั้นไม่เจอ ไปเจอเอาชั้นดาดฟ้าแต่ก็ดันเป็นเจ้าที่ตึกข้างๆ พอได้เจอตัวเจ้าของตึกจึงรู้ว่าเจ้าที่เกาะติดอยู่ข้างหลังนั่นเอง ในกรณีนี้หมายถึงมาขอแบ่งส่วนบุญด้วย ทางแก้ก็คือบอกกล่าวและตั้งศาลเอาไว้ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง

“เจ้าที่เนี่ยบางครั้งเราก็ไม่เห็นเป็นรูปร่างนะ แต่บางทีก็เป็นแสง บางครั้งสว่างมากเลย อย่างพระพรหมตรงแยกเอราวัณ เห็นแสงมาแต่ไกลเหมือนดวงอาทิตย์ แต่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นทุกที่นะ แสงสว่างแต่ละที่จะไม่เท่ากัน”

ทั้งวงเงียบกันไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ เซนซ์ก็หันมาบอกกับผมอีกครั้งว่านอกจากควันขาวๆ แล้ว ยังเหมือนมีร่องรอยของเงาดำๆ ติดอยู่

“แฟนเก่ายังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ”

“มีครับ เขาเพิ่งโทรมาคุยเมื่อไม่กี่เดือนมานี้”

“ที่เห็นเนี่ยเหมือนกับว่าเขาอาฆาตอยู่นะ แต่คือไม่อยู่แล้ว เห็นแต่เป็นร่องรอย”

“แต่เขายังมีชีวิตอยู่นะ ล่าสุดก็คุยกันดี ไม่น่าจะใช่หรอก”

“หรือไม่อีกอย่างหนึ่งก็คือไปเหยียบอะไรผิดที่ผิดทางมาแล้ววิญญาณตรงนั้นตามกลับมาด้วย”

“อันนี้ไม่รู้เหมือนกันครับ ไปหลายที่เหลือเกิน”

“เท่าที่เซนซ์เห็นคิดว่ามีผู้หญิงอาฆาตอยู่นะ ยังไงๆ ถวายสังฆทานแล้วกรวดน้ำให้เขาบ้างก็ดีค่ะ”

………………………………

สถานที่ : บ้านพัก

เวลา : ตี 3 ครึ่ง

กลางคืนก็ยังเป็นกลางคืนอยู่เหมือนเดิม คือมืดและลึกลับ ส่วนจะกลัวหรือไม่กลัวโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอยู่ที่จิตในขณะนั้นของแต่ละคน

ดึกสงัดคืนนี้ผมกำลังเรียบเรียงเรื่องราวของเซนซ์อยู่ แวบหนึ่งก็คิดถึงช่วงเวลาท้ายๆ ของการสัมภาษณ์

“การที่ใครสักคนเห็นผีทุกวันทุกที่มันจะช่วยบอกอะไรกับชีวิตเราได้เหรอ”

“เราจะรู้ว่าบาปบุญมีจริง เดี๋ยวนี้กรรมมันติดเจ็ตแล้วนะ ผู้หญิงที่ไปทำแท้งอย่าคิดนะว่าเขาจะหายไป เขาอยู่ข้างหลังนั่นแหละ ผู้ชายที่ไปทำผู้หญิงเจ็บแค้น ผู้หญิงที่ไปทำผู้ชายเจ็บแค้น ท้ายสุดมันก็เป็นเจ้าหนี้ เจ้ากรรมกัน ติดตามกันไปตลอดเวลา”

สมัยนี้ใครเขาจะเชื่อเรื่องกรรมเวร?

ในเมื่อเห็นๆ กันอยู่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ด้านได้อายอด โกงแล้วรวยดูดีกว่าอยู่อย่างซื่อสัตย์แล้วยากจน

ถ้าคนส่วนใหญ่ปักใจไปในทางนี้แล้ว อย่าว่าแต่เห็นผีลางๆ เลย ต่อให้มาแลบลิ้นปลิ้นตาควักตับไตไส้พุงตรงหน้า มันจะเหลือค่าอะไรให้น่ากลัว

แต่ว่าก็ว่าเถอะ… ขณะที่อ่านเรื่องนี้อยู่ คุณรู้สึกเหมือนผมไหมว่า มีอะไรบางอย่างกำลังอ่านเรื่องนี้ไปพร้อมกับเรา…อยู่ข้างหลัง!

………………………….

ขอบคุณ Forward Mail  และเรื่องราวน่าสนใจจากนิตยสาร Mars ค่ะ





10 คำคม ขำ ๆ

28 01 2009

1. อายครูไม่รู้วิชา… อายภรรยาไม่มีบุตร 
แต่ถ้าได้ครูเป็นภรรยา… จะได้ทั้งวิชาและบุตร

 2. รักเมียเสียเพื่อน… รักเพื่อนเสียเมีย 
แต่ถ้ารักเมียเพื่อน… จะเสียทั้งเพื่อนและเมีย

 3. ผู้ชายนั้น…รักจริงแต่เอาเล่น ๆ 
…แต่ผู้หญิงรักเล่น ๆ… แต่เอา(เป็นผัว)จริง ๆ

 4. มีความพยายามอยู่ที่ไหน… 
มีความสำเร็จอยู่ที่นั่น… 
แต่บรรดาเฒ่าหัวงูทั้งหลายบอกว่า 
มีตัณหาอยู่ที่ไหน… มีความพยายามอยู่ที่นั่น

 5. การไอหรือจาม… จะเป็นอันตรายถึงชีวิต… 
ถ้าท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย… 
ไอหรือจาม…อยู่ใต้เตียงเมียของคนอื่น

 6. ที่ใดมีรัก… ที่นั่นมีทุกข์ …เพราะฉะนั้น… 
เราจะไปแต่ที่ใดซึ่งมีแต่ความรัก 
ที่นั่น…เราจะไม่ไป… เพราะมีแต่ความทุกข์

 7. อิทานังทุกขังโลเก… หมายถึง… 
การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก 
แต่คนแก่ที่ไม่ยอมสู้ทั้งหลายก็คือ… 
กาเมมรณังทุกขังโลเก… กามตายด้านเป็นทุกข์ในโลก

 8. ทำดีได้ดี… ทำชั่วได้ชั่ว… หรือหว่านพืชเช่นไร… 
ย่อมได้ผลเช่นนั้น 
มีข้อยกเว้นคือ… ปลูกถั่วเขียว …ได้ถั่วงอก

 9. ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว 
…จะสูญเสียทั้งข้างหน้าและข้างหลัง… 
สูญเสียข้างหน้า… คือนางสาว… (เหลือแต่นาง) 
สูญเสียข้างหลัง …คือนามสกุล… (รู้นะคิดอะรัยอยู่ อิอิ)

10. น้องเมีย…เป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่งของพี่เขย… 
ใครบังอาจมาจีบน้องเมีย… 
ถือว่าเป็นผู้ที่ทำลายความหวัง….อันบรรเจิดจ้าของพี่เขย