ประวัติเอกสารสำหรับ กุมภาพันธ์, 2009

แง่คิดดีดี จากชายชราผู้จากไป…

กุมภาพันธ์ 3, 2009

แง่คิดดีดี จากชายชราผู้จากไป โดย…พิษณุ  นิลกลัด ค่ะ

เป็น Forward mail ที่อ่านแล้วยิ้มได้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเศร้า…และไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง เรื่องเล่า หรืออะไรก็ตาม แต่ก้อยก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความงามของการถ่ายทอด…ก็เลยอยากนำมาบอกต่อ ๆ กันไปค่ะ…..

…………สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทรักใคร่เสมือนญาติ   
   
ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วัน เขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า สวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้  เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา งานสวด 3 คืน มีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือ เมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด    
   
วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน  สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น คนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบ คนหนึ่งและคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน   
   
หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก   
   
จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์  ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ  จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน – แม้กระทั่งวันตาย    
   
ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้ เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต
   
วันหนึ่งเขารู้ว่า ขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า ‘ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์’  
   
เขามีวิธีคิด ‘เท่ๆ’  แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา  อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข  ช่วงปีสุดท้ายของชีวิต เขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์  และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้ 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาลสามวัน นอนบ้านสี่วันสลับกันไป
    
เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วย ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนาน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า ‘คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม’ พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่า ทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า ‘ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก’  
   
เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่  บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !  
   
4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น  จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน  
     
แต่อยู่ได้ 4 วัน เขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า ‘ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน’ หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง  
   
1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือ กะพริบตา แต่แพทย์บอกว่า สมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า ‘ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที’ เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !  เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย
    
เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่า ถูกขังในร่างของตนเอง  
   
สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ‘พ่อสู้นะ’ เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ‘สู้’  
   
เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า  ’คุณลุงแกสู้จริงๆ’  
    
ตอนที่วางดอกไม้จันทน์  ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า ‘โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย’ ‘แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป’ สอนให้เรารู้ว่า…  
   
เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้แยกแยะเรื่องดีๆ และสิ่งร้ายๆ ในชีวิต จงใช้โอกาสดีๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรายังทำอะไรๆ ได้ อย่างที่สมองสั่ง จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียงและดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ  

หากทุกๆ ครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด… อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที  …..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป  
ถ้าเราเรียนรู้…ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม  :-)

วิธียั่วยวนชายหนุ่ม

กุมภาพันธ์ 2, 2009

นั่นแน่…!!!

รู้นะคิดอะไรอยู่….

ไม่ใช่วิธีการที่ก้อยคิดขึ้นมาเองหรอกค่ะ ก็ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดนี่นา อิอิอิ เป็นเรื่องราวจาก Forward Mail ที่หลุดรอดมาถึงมือค่ะ…ตั้งใจว่าจะลองเอาไปทำดูสักหน่อย…กำลังหาคนมาทดลองอ่ะ….

งั้น…ให้คนอื่น ๆ ลองดูก่อนล่ะกัน……

บางครั้งการนุ่งลมห่มฟ้ากำจัดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกไปให้พ้นทาง อาจไม่ใช่การโปรยเสน่ห์ที่ดี มีศิลปะอย่างที่คุณคิดเสมอไป และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่อาจจะใช้ได้ผลกับหวานใจคุณ เนื่องจากการเปิดเผยเรือนร่างให้เขาเห็นบ่อยเกินไปย่อมทำให้เกิดอาการชินชาได้เหมือนกัน ลองดูเทคนิคเล็กๆ สำหรับโปรยเสน่ห์ที่ดูมีคลาสกันดีกว่า

1. ใช้ภาษากาย ดึงดูดสายตาของเขาให้มองมาที่คุณด้วยภาษากาย ซึ่งภาษากายที่ว่าได้แก่ การจับจ้องมองเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ดวงตาและริมฝีปาก พยายามให้เขาเห็นถึงไฟในทรวงที่กำลังร้อนเร่าของคุณ โดยท่าทางหรือภาษาทางกายเหล่านี้จะสามารถฉายแววออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ หากเพียงคุณคิดหรือจินตนาการถึงเรื่องวาบหวิว หรือเรื่องเซ็กซี่บางอย่างอยู่

จากนั้นก็ใช้มือของคุณสัมผัสและลูบไล้ตัวเองเพื่อเป็นไกด์นำทางให้สายตาของเขาจับจ้องไปตามส่วนต่างๆ ของเรือนร่างที่มือคุณค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ในขณะที่เขากำลังพูดคุยกับคุณ ให้คุณจ้องมองตาเขาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับยกมือขึ้นลูบไล้ลำคอของตัวเอง แล้วค่อยๆ เลื่อนไปที่กระดูกไหปลาร้า จนกระทั่งเกือบถึงเนินอก จากนั้นก็หยุดมือของคุณวางทาบไว้อยู่ตรงนั้น

2. ค่อยๆ เปิดเผยเรือนร่าง แทนที่คุณจะถอดออกหมดทุกชิ้นทันทีที่ได้เจอกัน วันนั้นคุณก็ลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างมิดชิด จากนั้นก็ค่อยทำเป็นเผลอโชว์สัดส่วนออกไปแบบวับๆ แวมๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจทีละนิด เท่านั้นแหละก็จะทำให้สัญชาตญาณความเป็นชายที่ชอบซุกซนค้นหาในตัวของเขาถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที

3. ใช้สัมผัสอันอบอุ่น แตะต้องสัมผัสเนื้อตัวเขาบ้าง อย่างเช่น ขณะที่กำลังนั่งสนทนากัน คุณอาจถูกเนื้อต้องตัวเขาบ้าง หรือวางมือลงบนเข่าของเขาอย่างอ่อนโยนในบางครั้ง พอให้เขารับรู้กลายๆ ว่าคุณมีใจให้เขาอยู่และการที่คุณเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน หรือกล้าที่จะแตะต้องตัวเขา ก็จะทำให้เขาเกิดความกล้าที่จะแตะต้องเนื้อตัวร่างกายของคุณเช่นกัน

4. ฝากใจให้เขาด้วยรสจูบ หากการหว่านเสน่ห์ของคุณกำลังไปได้สวย และช่วยเปิดทางให้เขากล้าเข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับคุณมากขึ้น แต่คุณก็ยังไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจ ให้เป็นของเขาอย่างง่ายดายจนเกินไป ทางที่ดีแล้วควรให้เขาสะสมความต้องการของตัวเองที่มีต่อตัวคุณเอาไว้อีกสักนิด ด้วยการจูบเขาอย่างดื่มด่ำพร้อมกอดเขาอย่างแนบแน่น พยายามอ้อยสร้อยอ้อยอิ่งอยู่ในฉากนี้ให้เนิ่นนาน ก่อนที่จะบอกลาเขา อย่าลืมใช้เสียงอันหวานฉ่ำของคุณกระซิบบอกกับเขาเบาๆว่า “นอนหลับฝันดี แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะคะ”

รับรองว่าคืนนั้นเขาต้องไม่เป็นอันหลับอันนอน และวิงวอนขอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็วๆเพื่อจะได้เจอคุณและได้อยู่ด้วยกันกับคุณอีกเป็นแน่

4 วิธีนี้จะทำให้เขาต้องการคุณ…แต่เขาคงต้องรอจนกว่าคุณจะพร้อม แต่ข้อดีก็คือเขาจะคิดถึงคุณจนแทบรอเจอคุณในวันพรุ่งนี้ไม่ไหวน่ะสิคะ

อันตราย…จริง ๆ นะ

กุมภาพันธ์ 2, 2009

สาวมั่นแต่งชุดบิกินีตัวโปรดเพื่อไปว่ายน้ำ ด้วยความที่เป็นสระเปิดใหม่
สาวเจ้าเลยไม่ทราบว่าเป็นสระสำหรับสุภาพบุรุษเท่านั้น
อารามที่เห็นน้ำใสน่าแหวกว่าย เธอก็เลยโดดตูมลงไปในสระ
และว่ายน้ำด้วยความเพลิดเพลิน…..

แต่พอเจ้าหล่อนจะขึ้นจากน้ำนี่สิ
บิกินีตัวจิ๋วท่อนล่างเกิดอันตรธานหายไปไหนไม่ทราบ ด้วยความตกใจ
เธอเลยรีบคว้าเอาป้ายที่ตั้งอยู่ข้างสระมาปิดจุดสำคัญ
ที่บัดนี้ไม่มีบิกินีปกปิดอีกต่อไปแล้ว…..

แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ
ผู้ชายที่อยู่ในบริเวณสระเริ่มเดินเข้ามาหาเธอเป็นกลุ่ม ๆ เธอประหลาดใจ
มากเลยก้มลงไปมองดูที่ป้าย ‘ตายแล้ว’ เธอคิดในใจ
ก็ที่ป้ายนั่นเขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวโตเลยว่า ‘FOR MEN’ ….

เธอเลยรีบพลิกป้ายกลับไปข้างหนึ่งทันที ปรากฏว่าได้ผล
ผู้ชายที่เดินเข้ามาหาเธอ ต่างแตกกระจาย ออกไปเหมือนผึ้งแตกรัง
คราวนี้เธอเลยก้มดูป้ายอีกที เห็นมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า ‘ อันตราย ลึก 3 เมตร’

:)


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.