White Box @ Patong Phuket

27 06 2009

White box 1ข่าวคราวของงาน Phuket Fashion Week 2009 ค่อนข้างจะเป็นที่สนใจของสื่อพอสมควรค่ะ งานมีช่วงวันที่ 24-30 มิ.ย. ที่จังซีลอน ป่าตอง ค่ะ ในงานมีการแสดงแฟชั่นโชว์ ของบรรดานายแบบ นางแบบ ทั้งไทยและเทศ  และคอนเสิร์ตของนักร้องชื่อดังมากมายค่ะ ใครที่สนใจก็ไปชมกันได้นะคะ

White box 2

สำหรับก้อยเองต้องบอกก่อนเลยว่าไม่มีความสนใจในเรื่องพวกนี้เลยค่ะ แต่งานนี้สุโขสปาเป็นสปอนเซอร์ของงานด้วยส่วนหนึ่งค่ะ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีข่าวคราวมา update เป็นประจำ และล่าสุดก้อยก็ได้ใบสั่งให้ไปร่วมงานปาร์ตี้ก่อนการแสดงแฟชั่นโชว์ที่ White Box @ Patong Phuket คืนวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่ง Theme ของงานนี้คือ White , White & White ค่ะ

White box 3และก็อย่างภาพที่เห็นค่ะ สาว สาว สาว ในชุดขาว ที่บอกไปคงไม่เชื่อว่าไม่อยากไปเลยค่ะ หลังเลิกงานแล้วอยากพักสบาย ๆ ที่บ้านมากกว่า แต่ในเมื่อเป็นใบสั่งมาเราก็ต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนที่ชอบงานสังคม ก้อยว่าบรรยากาศที่ไวท์บ็อกซ์ก็เป็นอะไรที่สบาย ๆ นะคะ น่านั่งค่ะ บรรยากาศยามเย็นเหมาะกับการกินลมชมวิว ฟังเสียงคลื่น พนักงานอัธยาศัยดีทุกคนค่ะ ที่สำคัญอาหารและเครื่องดื่มราคาไม่แพงอย่างที่คิดค่ะ…

White box 4

White box 5

White box 6

White box 7





ชีวิตคือการทดลองและเรียนรู้

22 06 2009

มีใครไม่เคยทำอะไรผิด…พลาด…ในชีวิตบ้างมั้ยคะ

ถ้ามีนะ…ก้อยอยากทำความรู้จักจังเลยค่ะ

ก้อยเองทำผิด ทำพลาด มาเยอะแยะมากมาย แต่ก้อยไม่เสียใจนะคะ เพราะก่อนที่จะทำก้อยคิดดีแล้ว แต่ก้อยอาจจะพลาดที่คิดผิด…แต่ก็…นะ…ก้อยก็ไม่คิดว่าความถูกต้องของทุกคนจะตั้งอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน…มันก็เป็นซะอย่างนี้คนเรา

ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดทุกเรื่อง โลกคงน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้ประหลาดใจ สำหรับก้อยแล้วความแตกต่างเป็นอะไรที่ท้าทาย น่าศึกษา คนที่คิดต่างจากเราไม่ใช่คนผิด เพราะในความคิดของเขาเราอาจจะเป็นคนผิดก็ได้ที่คิดต่างจากเขา

ก้อยมีเพื่อนสนิทที่มีความคิดค่อนข้างกบฏ คือคิดต่างจากคนปกติทั่วไปค่อนข้างมาก บางเรื่องก็เป็นเรื่องขำ ๆ แต่กับบางเรื่องก้อยก็ขำไม่ออก … ถึงอย่างไรการได้คุยกับคนที่คิดแตกต่าง ก็ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น และใส่ใจกับรอบ ๆ ตัวมากขึ้น

วันก่อนเราคุยกันเรื่องทุเรียน…ซึ่งตอนนี้ทุเรียนกำลังเป็นผลไม้ยอดนิยมของคนที่ชื่นชอบ แต่ไม่ใช่ก้อยแน่นอน…การเปิดทุเรียนอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับก้อยแล้วไม่ยาก เพราะก้อยต้องช่วยที่บ้านแกะทุเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ เห็นวิธีการเปิดจนสามารถเปิดได้เองไม่ยาก แต่สำหรับเพื่อนก้อยการเปิดทุเรียนเป็นสิ่งที่เขาในวัยเด็กไม่เคยเห็นมาก่อน ในวันที่ทุกคนไม่อยู่บ้าน มีแต่เขากับทุเรียน 1 ลูก เขาอยากกินแต่เปิดไม่เป็น เด็กคนนั้นทำไง…คุณรู้มั้ยคะ

เขาใช้ความพยายามในการเหลาหนามทุเรียนออกจนเกลี้ยง ก่อนจะเปิดทุเรียนกินอย่างเอร็ดอร่อย กินให้สมกับความยากลำบาก….





ติดกับระหว่างเสือกับงู

22 06 2009

บทความดีดีจากนิตยสาร Health & Cuisine ค่ะ ก้อยอ่านแล้วชอบก็เลยนำมาฝากทุกคนค่ะ…

มีตำนานพุทธเก่าแก่ที่แสดงว่าคนเราจะทำอย่างไร เมื่อประสบวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของชีวิต

ชายคนหนึ่งกำลังถูกเสือวิ่งไล่ล่าอยู่ในป่า เสือน่ะวิ่งเร็วกว่าคนมากนัก แถมยังกินคนอีกด้วย เสือกำลังหิว และชายคนนั้นกำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อเสือจวนเจียนจะถึงตัว ชายคนนั้นเหลือบเห็นหลุมลึกอยู่ข้างทาง ในภาวะสิ้นหวังเขากระโจนลงไปในหลุม ทันใดนั้นเขาก็รู้ตัวว่าเขาทำผิดมหันต์ หลุมนั้นแห้งและเขาเห็นงูดำตัวใหญ่ยักษ์ขดอยู่ที่ก้นหลุม

ด้วยสัญชาตญาณ แขนของเขาสัมผัสด้านข้างของบ่อและมือเกาะรากต้นไม้ไว้ได้ รากไม้นั้นช่วยไม่ให้เขาร่วงลงไป เมื่อรวบรวมสติได้ เขาก้มลงไปมองด้านล่าง เห็นเจ้างูดำตัวนั้นชูหัวขึ้นมาเต็มที่พยายามจะฉกเขาที่เท้า แต่เท้าของเขาอยู่สูงเกินไปสักกระเบียดเดียว เขาแหงนหน้าขึ้นไปมองด้านบน เห็นเจ้าเสือตัวนั้นกำลังชะโงกลงมาในบ่อ พยายามจะตะปบเขาจากเบื้องบน แต่มือของเขาที่ยึดรากไม้ไว้อยู่ต่ำลงมาแค่กระเบียดเดียว ขณะที่เขากำลังพิจารณาสถานการณ์ที่สุดแสนจะอันตรายนี้ เขาเห็นหนูสองตัว ตัวหนึ่งสีขาว ตัวหนึ่งสีดำ โผล่ออกมาจากรูเล็ก ๆ แล้วเริ่มต้นแทะรากไม้นั้น

ขณะที่เสือพยายามจะตะปบชายคนนั้น ลำตัวของมันไปเสียดสีต้นไม้เล็ก ๆ ต้นหนึ่งจนมันสะเทือน มีรังผึ้งติดอยู่บนกิ่งไม้ซึ่งโน้มอยู่เหนือปากหลุม น้ำผึ้งเริ่มหยดลงมาในหลุม ชายผู้นั้นแลบลิ้นออกมารองรับน้ำผึ้งไว้

“อืม!!อร่อยจัง” เขากล่าวกับตัวเองแล้วก็ยิ้ม

นิทานเรื่องนี้เท่าที่เล่ากันมาแต่ดั้งเดิมก็จบลงที่ตรงนี้ มันจึงเหมือนเรื่องจริงในชีวิต ชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกับละครทีวีเรื่องยาว ๆ ที่ไม่เคยจบลงอย่างสมบูรณ์ ชีวิตมีแต่จะอยู่ในกระบวนการดำเนินไปสู่การสิ้นสุดเสมอ แต่ยังไม่สิ้นสุดสักที

ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่ชีวิตของเราดูประหนึ่งว่ากำลังติดกับอยู่ระหว่างเสือหิวกับงูดำตัวยักษ์ ระหว่างความตายและอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่า โดยมีวันและคืน (เจ้าหนูสองตัว) คอยกัดกินเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิต ที่ปราศจากความมั่นคงใด ๆแม้จะอยู่ในสถานการณ์ลำบากแลนสาหัส มันก็ย่อมจะมีน้ำผึ้งหยดลงมาจากไหนสักแห่งเสมอ ถ้าเรามีปัญญา เราจะแลบลิ้นออกมาลิ้มรสน้ำผึ้งอันโอชะ ทำไมจะไม่ล่ะ เมื่อใดที่ไม่มีอะไรให้ทำ เมื่อนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร และจงมีความสุขกับน้ำผึ้งในชีวิตเท่าที่มี

อย่างที่อาตมาบอก นิทานเรื่องนี้จบลงตรงนั้นเอง อย่างไรก็ตามเพื่อให้เห็นชัดเจน อาตมามักจะเล่าตอนจบจริง ๆ ให้ผู้ฟังของอาตมาได้รู้ไว้

ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังลิ้มรสน้ำผึ้งอย่างมีความสุข หนูก็แทะรากต้นไม้จนมันกร่อนลง ๆ เจ้างูดำตัวใหญ่ก็ยืดลำตัวใกล้เท้าของชายผู้นั้นเข้าไปทุกที ส่วนเจ้าเสือเล่าก็โน้มตัวลงมาจนอุ้งตีนของมันเกือบจะถึงมือชายคนนี้อยู่แล้ว และแล้วมันก็ชะโงกลงมามากเกินไป มันเลยตกลงไปในหลุม เฉียดชายผู้นั้นไป หล่นลงไปทับเจ้างูตาย และตัวมันเองก็ตายด้วยเช่นกัน

มันสามารถเกิดขึ้นได้ !!! และอะไร ๆ ที่ไม่ได้คาดไว้ ก็มักจะเกิดขึ้นได้ นั่นแหละชีวิตของเราละ ฉะนั้นทำไมเราจึงจะยอมสูญเสียเวลาที่จะลิ้มรสน้ำผึ้งไปเสียเล่า แม้ในยามที่ย่ำแย่และเกือบจะไม่มีความหวังใด ๆ เหลือแล้ว

อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราไม่เคยจะมั่นใจได้หรอกว่าเรื่องอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป





พ่อของฉัน

22 06 2009

เขียนถึงแม่แล้วไม่เขียนถึงป๋า เดี๋ยวน้องชายตัวดีผ่านมาเจอก็เอาไปฟ้องอีก… เฮ้อ…

ป๋าก้อยเป็นคนง่ายๆ เป็นผู้ชายที่ใจดีที่สุด และรักก้อยที่สุด … จำไม่ได้แล้วล่ะ ที่ใครบางคนเคยบอกกับก้อยว่า”รัก” และก้อยก็ถามกลับไปว่ารักก้อยได้มากเท่าที่ป๋ารักก้อยรึป่าว…

และ…จนถึงวันนี้ ก้อยก็ยังไม่เจอผู้ชายที่รักก้อยมากเท่าที่ป๋ารักก้อย และก็ยังไม่เจอผู้ชายที่ก้อยจะรักได้มากเท่าที่ก้อยรักป๋า…

ป๋าสอนให้ก้อยรู้จักโลก รู้จักชีวิต ตอนเด็ก ๆ ก้อยรักและใกล้ชิดป๋ามาก แต่พอจบ ม. 6 ต้องไปเรียนที่ปัตตานี เราก็ค่อย ๆ ห่างกัน ก้อยก็เริ่มโตขึ้น มีโลกส่วนตัวมากขึ้น เรียนจบกลับมาก็เริ่มทำงานทันที ช่วงเวลาที่มีความสุขในวัยเด็กหายไปตั้งแต่ย่างก้าวออกจากบ้าน

ป๋าเป็นคนสู้งานหนักทุกประเภท วันว่าง ๆ ป๋ามักจะคุยให้ลูก ๆ ฟังถึงงานต่าง ๆ ที่ป๋าเคยทำอย่างยากลำบาก ชีวิตของป๋าไม่ใช่เรื่องง่าย ชีวิตของป๋าสอนให้ก้อยรู้ค่าของเงิน และเกียรติของงาน ป๋าบอกว่างานหนักแค่ไหนก็ไม่ทำให้ถึงกับตายหรอก ยังมีเรี่ยวแรงก็ทำงานเก็บเงินเอาไว้ อย่าฟุ่มเฟือยให้มากนัก อย่าประมาทกับชีวิต เพราะป๋าไม่สามารถอยู่เป็นหลักให้ก้อยได้ตลอดไป

สำหรับป๋า วันทำงานก็คือวันทำงาน ถ้าป๋าเจอก้อยหยุดงานในวันทำงาน ป๋าจะเป็นยิ่งกว่าฝ่ายบุคคลของออฟฟิศซะอีก จะต้องซักก้อยละเอียดยิบ ทำไมไม่ไปทำงาน หยุดทำไม หยุดไปไหน เจ้านายไม่ว่าอะไรเหรอ … ป๋าไม่รู้เรื่องการลากิจไม่รับเงิน , ลาพักร้อน , ลาประเพณี ฯลฯ หรอกค่ะ ก้อยต้องใช้เวลาอธิบายนาน กว่าป๋าจะยอมเข้าใจว่าคนทำงานทุกคนมีวันหยุดที่สามารถหยุดได้ โดยที่หัวหน้างานเป็นผู้อนุมัติให้หยุด …

ก้อยไม่ค่อยมีมุมขำ ๆ ของป๋าสักเท่าไหร่ ป๋าชอบทำดุ ทั้ง ๆ ที่เนื้อแท้แล้วเป็นคนใจดีมาก และป๋ากับก้อยก็จะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทันทีที่เราต้องการแกล้งแม่…อิอิอิ

ตอนนี้ป๋ากะแม่ มีความสุขกับหลานนอกไส้ 2 หน่อ ที่ชวนกันออกกำลังกายตอนเย็น บางวันก็ชวนทะเลาะกันแก้เหงา สำหรับก้อยแล้วน้องฟรอยด์กะน้องเฟรม เป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกของป๋ากะแม่เลยล่ะ แม้ว่าทั้ง 2 คนจะบ่นว่าความไม่เอาไหนของหลาน ๆ แต่ก้อยก็รู้ว่าหลานทั้ง 2 คน ทำให้เค้าไม่เหงา และชีวิตมีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาเสมอ





แม่ของฉัน

22 06 2009

พูดถึงครอบครัวแล้วก็อดที่จะพูดถึงหม่ามี๊ไม่ได้

หม่ามี๊ก้อยเป็นลูกคนจีนค่ะ ก้อยมีอาก๋ง กะ อาม่า แต่ก้อยถูกสอนให้เรียกหม่ามี๊ว่า “แม่” ส่วนป๊ะป๋าน่ะเหรอ เป็นลูกคนไทยค่ะ ก้อยมีปู่ กะ ย่า แต่ก้อยถูกสอนให้เรียกป๊ะป๋าว่า “ป๋า” มันสลับกันยังไงไม่รู้เนอะ ตอนเรียนหนังสือ เพื่อน ๆ เข้าใจว่าก้อยมีพ่อเป็นคนจีน มีแม่เป็นคนไทย ก็คำเรียกมันบ่งบอกว่าควรจะเป็นเช่นนั้น … ซึ่ง…ไม่ใช่อย่างที่คิดเลยค่ะ

แม่มีเรื่องให้ก้อยขำได้ตลอดเวลา ขำด้วยความรักนะคะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะความที่แม่ชอบพูดภาษากลาง หรือพูดสำเนียงกรุงเทพฯ กับเพื่อน ๆ ของลูก หรือพูดภาษากลางกับหลาน ๆ ทั้ง ๆ ที่แม่เป็นคนใต้ และพูดใต้เป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่แม่มักจะมีคำแปลก ๆ ให้คู่สนทนาได้อึ้ง …ตะลึง … และ ทำไม่ถูก แต่ทุกคนก็แค่ขำ ๆ ไม่ถือสาค่ะ

นอกจากนี้แม่ยังสับสนเรื่องการใช้คำ ที่ก้อยกับป๋าจะสนุกสนานกับการจับผิด และนำมาล้อเลียนกันสนุกสนาน บางครั้งก็เถียงกันหน้าดำหน้าแดง เพราะแม่ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองพูดผิด กว่าจะลงเอย หรือทำความเข้าใจกับแม่ได้ว่าที่ถูกต้องแล้วควรจะพูดว่าไง ก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะ แต่เรื่องพวกนี้ไม่ทำให้แม่สุดที่รักของก้อยเสียความมั่นใจหรอกค่ะ

ยังค่ะ..ยังไม่หมด เรื่องนินทาแม่น่ะมีเยอะ แม่ก้อยน่ะเที่ยวเก่ง ก๊วนเที่ยวก็ไม่มีใครหรอกค่ะ ก็บรรดาอาอี๊ พี่สาว น้องสาว ของแม่นั่นแหละค่ะ และทั้งก๊วนก็มีความสามารถพิเศษเหมือนกันคือ ความสามารถในการลืม… อย่าได้หวังพึ่งพาเรื่องเส้นทาง ต่อให้ไปมาแล้ว 3-4 ครั้ง แม่ก้อยก็จำไม่ได้ พาหลงตลอด เอาง่าย ๆ แค่ออกจากโรงแรมที่พักตอนเช้า ตอนเย็นแม่ก็กลับไม่ถูกแล้ว…และก็เป็นเหมือนกันทั้งกลุ่มซะด้วย…ภาระนี้จึงตกอยู่ที่ป๋า ซึ่งบางครั้งก็พลาด เวลาเค้าไปเที่ยวไหนกันมา กลับมาถึงบ้านต้องมีเรื่องเล่าว่าหลงไปโน่น หลงไปนี่ เป็นเรื่องประจำค่ะ อิอิอิ

วันนี้แม่ก็มีเรื่องมาเล่าให้ก้อยได้ขำกลิ้ง…เริ่มเรื่องก็บอกว่าเมื่อวานป๋าโดนผึ้งต่อยหลายตัว แต่ไม่ยอมไปหาหมอ พอตกกลางคืนก็ปวดจนนอนไม่หลับ แต่ป๋ารู้ตัวดีว่าอาการไม่น่าเป็นห่วง จึงไม่ได้โทรฯ ตามให้ก้อยรับไปหาหมอ ซึ่งพอก้อยรู้เรื่องก็ตกใจ เพราะป๋าเป็นทั้งเบาหวาน , ความดัน , ไขมัน ฯลฯ แต่แม่ว่าไงรู้มั้ยคะ…แม่บอกว่า ป๋าไม่เป็นไรแล้วล่ะ โรคต่าง ๆ ก็คงจะหายไปด้วย เพราะวันก่อนแม่กะป๋าดูโทรทัศน์ หนังจีนเค้าใช้เหล็กไนของผึ้งดูดพิษรักษาโรค นี่ป๋าโดนผึ้งต่อยไปตั้งหลายตัว โรคต่าง ๆ ต้องหายแน่นอน …. อิอิอิ





ครอบครัวของฉัน

22 06 2009

“ครอบครัวของฉัน” เป็นหนึ่งหัวข้อที่ทีมงานจัดกิจกรรม Team Building ให้ก้อยแสดงความสามารถในการวาดรูป ซึ่งก็มีมากมายซะเหลือเกิน…ก้อยก็วาดได้แค่รูปคนแสดงเพศหญิง เพศชาย จำนวน 5 คน …แค่นั้นเอง มีป๋ากะแม่ น้องเอ๋กะน้องเจี๊ยบ และก็ตัวก้อยเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้องการวาดมากกว่านี้เยอะเลย…

สิ่งที่ต้องการวาดเพิ่มเติมไม่ใช่จำนวนคนนะคะ แต่พอนึกถึงครอบครัว นึกถึงป๋ากะแม่ และน้องชายแล้ว ก้อยมีเรื่องราวมากมายในความทรงจำ ที่ประกอบขึ้นเป็นครอบครัว…เพราะก้อยไม่มีครอบครัวของตัวเองด้วยมังคะ ถ้าให้น้องชายก้อยวาดภาพ “ครอบครัวของฉัน” ก็คงมีเพียงน้องชายกะน้องสะใภ้ อาจจะแถมเจ้าโอเลี้ยงไปอีก 1 ชีวิต เพราะเค้าก็มีครอบครัวของเค้าเอง แต่พอเป็นครอบครัวของก้อย ก้อยก็นับรวมเค้า 2 คน เป็นคนในครอบครัวของก้อยด้วย จะได้มีคนเยอะ ๆ ไง

ก้อยไม่ค่อยพูดถึงครอบครัวตัวเองมากนัก ไม่ใช่ว่าเป็นคนมีปัญหาครอบครัวนะคะ แต่ไงล่ะ…ก้อยก็คิดเอง เข้าใจเอง ว่าแต่ละครอบครัวก็มีเอกลักษณ์ หรือความเป็นครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ก้อยมาจากครอบครัวหาเช้ากินค่ำ แล้วก็ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบ (ป๋ากะแม่เป็นคนเก็บค่ะ) ส่งเสียให้ลูกทั้ง 2 คน เรียนจนจบปริญญาตรี ทั้ง ๆ ที่ป๋ากะแม่จบเพียง ป.4 … ไม่ใช่เป็นเพียงความภูมิใจของป๋ากะแม่เท่านั้นนะ ที่ลูก ๆ เรียนจบ ก้อยเองก็รักและภาคภูมิใจในตัวป๋ากะแม่มาก ๆ ๆ ๆ เช่นกันค่ะ

ก้อยและน้องชายมีวันนี้ได้เพราะป๋ากะแม่ช่วยกันขัดเกลา เรียกว่าปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งก็คงได้มังคะ การเลี้ยงเด็กคนนึงให้โตมาเป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะคะ ในเส้นทางชีวิตที่ผ่านมามีหลายช่วงหลายตอนที่น่าหวาดเสียวเหลือเกิน แต่ด้วยความรักที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทนของป๋ากะแม่ ก็ช่วยให้ก้อยผ่านแต่ละช่วงมาได้ แม้จะไม่งดงาม สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่แย่อย่างที่คิด อิอิอิ

ก้อยเชื่อฟังคำสั่งสอนของป๋ากะแม่เป็นอย่างดี แต่แปลกมั้ยคะที่เราคิดอะไรไม่เหมือนกันเลย ยิ่งโตขึ้นความแตกต่างก็ยิ่งชัด มันอธิบายยากนะ เรื่องความคิดมันไม่มีถูกหรือผิด แต่มันอยู่ที่เรามองจากมุมไหนมากกว่า อันนี้ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนว่าอะไรดีหรือไม่ดีนะคะ เพราะเรื่องดีหรือไม่ดีมันค่อนข้างชัดเจน ตายตัว บางครั้งก็เหมือนกับว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งป๋ากะแม่เค้าก็ค่อนข้างเซ็งความคิดของก้อยเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอกค่ะ ขัดกันบ้าง ดีกันบ้าง ชีวิตมีรสชาติดีค่ะ และถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน และรักกันตลอดไป….





อะไรกันเนี่ย

19 06 2009

ราเชน กับสายสมร แต่งงานกันมา 5 ปี ไม่มีลูกสักที จึงไปปรึกษาหมอ หมอให้ขวดเปล่ามาใบหนึ่งบอกว่า ต้องไปเอาน้ำอสุจิมาตรวจ ราเชนหายไปนานหลายวันก็กลับมาหาหมอ และยื่นขวดเปล่าๆให้ พร้อมกับส่ายหน้าบอกว่า

“ไม่สำเร็จหมอ ผมพยายามแล้ว ใช้ทั้งมือซ้าย มือขวา ใช้สองมือก็แล้ว ให้เมียมาช่วย เมียก็ใช้ทั้งมือทั้งปาก ก็ไม่สำเร็จ ผมเรียกเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันมาช่วย ก็ไม่สำเร็จ”

หมอแปลกใจจึงถามว่า “อะไร ถึงขนาดเรียกเพื่อนบ้านมาช่วยเลยเหรอ” ราเชนตอบว่า

“ครับ สองคนผัวเมียช่วยกันตั้งหลายครั้ง ก็ยังเปิดฝาขวดที่หมอให้ไปไม่ออกครับ “





บ้านไม้รีสอร์ทกับนางแบบสาวสวย

16 06 2009

f6กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วค่ะสำหรับการไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ที่จะต้องมีภาพถ่ายสวย ๆ ฝีมือคุณมดออกมาทุกครั้ง แต่สำหรับครั้งนี้อาจจะน้อยกว่าครั้งอื่น ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคุณมดเครียดกับการทำอาหารมากไปรึป่าว….

สาว ๆ บ่นกันตรึมว่ามารอบนี้คุณมดไม่ค่อยถือกล้องเลย … ไม่เป็นไรค่ะ คุณมดไม่ค่อยถือกล้องก็ใช่ว่าจะไม่ถือซะเลย ก้อยมีทั้งภาพฝีมือคุณมด และกล้องอื่น ๆ มาฝากเพื่อเรียกน้ำย่อยค่ะ ใครที่มีวันว่างหรือมีวันหยุดก็อย่ารีรอที่จะให้รางวัลกับตัวเองนะคะ

f5

f4

f3

F2

F1





บ้านไม้รีสอร์ท…กิจกรรมทำอาหาร

16 06 2009

อาหาร1จบจากเรื่องที่พักแล้ว มาเม้าท์กันต่อเรื่องทำอาหารดีกว่าค่ะ ก็อย่างที่ก้อยได้บอกไว้ก่อนแล้วว่า การมาทำกิจกรรมครั้งนี้พวกเราแบ่งกลุ่มทำอาหารเป็น 3 กลุ่ม และก้อยก็อยู่กลุ่มที่ 1 ซึ่งดูจากสมาชิกกลุ่มแล้วไม่น่าเป็นห่วงเลยค่ะ ผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 1 คน … แต่หลังจากมองอย่างจริงจัง คุยอย่างจริงใจ อิอิอิ ทั้งกลุ่มมีคนทำครัวเป็นคนเดียว ที่เหลือ…เคยทำบ้าง เคยลองทำบ้าง …. แต่สรุปได้ว่า ไม่น่าไว้วางใจค่ะ

อาหาร2

แต่เพื่อน ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ก้อยและทีมงานออกแบบเมนูมาอย่างดี อาหารที่ทำแม้จะเป็นอาหารง่าย ๆ แต่ก็มากมายด้วยคุณค่าทางอาหาร และที่สำคัญคือ เราใส่ใจกับการทำอาหารทุกจาน เช่น การทุ่มเทความตั้งใจกับการสอดพริกสดในหลอดผักบุ้ง เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสที่…สุดจะบรรยาย หรือว่าการนำเสนอเมนูน้ำดอกอัญชัญ ให้เพื่อน ๆ ได้สนุกสนานกับการเปลี่ยนสีและรสชาติของเครื่องดื่มด้วยตัวเอง…

อาหาร3ซึ่งในที่สุดพวกเราก็ผ่านช่วงเวลาของการทานอาหารฝีมือเพื่อน ๆ อย่างสนุกสนาน เพราะแต่ละกลุ่มก็โชว์ฝีมืออย่างชนิดที่เรียกว่าสุด ๆ ไปเลย โดยเฉพาะเมนูบังคับ…มาม่าคัพ…ที่ทุกกลุ่มต้องนำมาทำอาหารให้เพื่อน ๆ ทาน สงสารก็แต่กลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย มัวแต่สนุกสนานกับการทานฝีมือเพื่อน ๆ พอถึงคราวตัวเองเข้าครัว ปรากฏว่า ไข่หาย พริกสดหาย มะนาวหาย ฯลฯ ซึ่งมันก็ไม่หายไปไหนหรอกค่ะ ไม่กลุ่ม 1 ก็กลุ่ม 2 นั่นแหละที่หยิบผิดหยิบถูก หรือไม่ก็เตรียมของมาไม่พอ…เลยต้องแอบหยิบของกลุ่มอื่นมาก่อน บรรดาแม่ครัวหัวป่าก์ของกลุ่ม 3 เลยต้องพลิกแพลงเมนูกันแบบสุด ๆ ไปเลย และทุกคนก็ต้องยกนิ้วให้กับความอร่อย….

อาหาร4

อาหาร5

อาหาร6

อาหาร7





“บารมี 10″ อำนาจที่คุณสร้างได้

10 06 2009

“อำนาจ” คำนี้ช่างเป็นสิ่งหอมหวนยิ่งนักสำหรับผู้คนทุกยุคทุกสมัย หลายคนคิดว่าอำนาจสามารถบันดาลชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่สังคมเรียกว่า “ความสุข”  ในขณะที่คนไร้อำนาจก็คิดว่าชีวิตนี้ช่างแสนทุกข์

เมื่ออำนาจถูกตีตราว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างสุขและกำจัดทุกข์เช่นนี้ ผู้คนทั้งหลายจึงแสวงหาวิธีการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยมองข้ามไปว่าวิธีการเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ลืมใช้สติพิจารณาว่าอำนาจที่ได้มานั้นสามารถสร้างความสุขที่แท้จริงให้แก่ชีวิตได้จริงหรือ

เนื้อหาข้างต้นคือบทคัดลอกจากบทความในหนังสือซีเคร็ตค่ะ ซึ่งในบทความพูดถึง “อำนาจ” น่าสนใจมาก และนำ “บารมี 10” มาพูดถึงด้วยค่ะ รายละเอียดคัดลอกจากหนังสือนะคะ

“บารมี 10” อำนาจที่คุณสร้างได้ … ในทางพระพุทธศาสนา “อำนาจ” คือสิ่งที่แปรผันตามบารมี และ บารมี 10 คือหลักปฏิบัติที่เมื่อสั่งสมแล้วจะทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐสุด บารมีทั้งสิบประการที่ว่านี้ ได้แก่

  1. ทานบารมี คือ การให้ การเสียสละ
  2. ศีลบารมี คือการรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย มีความประพฤติดีงามถูกต้องตามศีล
  3. เนกขัมบารมี คือ การออกบวช หรือการงดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจา ใจ
  4. ปัญญาบารมี คือ ความรอบรู้ และเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
  5. วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายาม
  6. ขันติบารมี คือ ความอดทน สามารถใช้สติปัญญา ควบคุมตนให้อยู่ในเหตุผล
  7. สัจบารมี คือ การพูดจริง ทำจริง และมีความจริงใจ
  8. อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว และการดำเนินชีวิตตามจุดมุ่งหมายอย่างแน่วแน่
  9. เมตตาบารมี คือ ความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
  10. อุเบกขาบารมี คือ การวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้าย

บารมี 10 นี้ เป็นหลักปฏิบัติที่แม้จะดูเหมือนง่าย แต่เชื่อไหมว่าน้อยคนนักจะสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอและครบถ้วน เพราะหากเราไม่หมั่นปฏิบัติภาวนาเพื่อสร้างความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นทุกขณะจิต ใจของเราก็จะวิ่งวุ่นและตกอยู่ใต้อำนาจของเงินตรา ชื่อเสียง และเกียรติยศ จนอาจลืมที่จะถามตัวเองว่า ในแต่ละสถานการณ์ที่เราต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน เราได้ใช้อำนาจแห่งความรัก การให้ การเสียสละ ความอดทน ฯลฯ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของบารมีทั้งสิบอย่างครบถ้วน และเหมาะสมหรือยัง

อำนาจนั้น…

หนึ่ง    ต้องได้มาโดยชอบธรรม

สอง    ใช้โดยมีธรรมกำกับ

และสาม    ต้องเกื้อกูลต่อความงอกงามของธรรม