“อำนาจ” คำนี้ช่างเป็นสิ่งหอมหวนยิ่งนักสำหรับผู้คนทุกยุคทุกสมัย หลายคนคิดว่าอำนาจสามารถบันดาลชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่สังคมเรียกว่า “ความสุข” ในขณะที่คนไร้อำนาจก็คิดว่าชีวิตนี้ช่างแสนทุกข์
เมื่ออำนาจถูกตีตราว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างสุขและกำจัดทุกข์เช่นนี้ ผู้คนทั้งหลายจึงแสวงหาวิธีการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยมองข้ามไปว่าวิธีการเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ลืมใช้สติพิจารณาว่าอำนาจที่ได้มานั้นสามารถสร้างความสุขที่แท้จริงให้แก่ชีวิตได้จริงหรือ
เนื้อหาข้างต้นคือบทคัดลอกจากบทความในหนังสือซีเคร็ตค่ะ ซึ่งในบทความพูดถึง “อำนาจ” น่าสนใจมาก และนำ “บารมี 10” มาพูดถึงด้วยค่ะ รายละเอียดคัดลอกจากหนังสือนะคะ
“บารมี 10” อำนาจที่คุณสร้างได้ … ในทางพระพุทธศาสนา “อำนาจ” คือสิ่งที่แปรผันตามบารมี และ บารมี 10 คือหลักปฏิบัติที่เมื่อสั่งสมแล้วจะทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐสุด บารมีทั้งสิบประการที่ว่านี้ ได้แก่
- ทานบารมี คือ การให้ การเสียสละ
- ศีลบารมี คือการรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย มีความประพฤติดีงามถูกต้องตามศีล
- เนกขัมบารมี คือ การออกบวช หรือการงดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจา ใจ
- ปัญญาบารมี คือ ความรอบรู้ และเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
- วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายาม
- ขันติบารมี คือ ความอดทน สามารถใช้สติปัญญา ควบคุมตนให้อยู่ในเหตุผล
- สัจบารมี คือ การพูดจริง ทำจริง และมีความจริงใจ
- อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว และการดำเนินชีวิตตามจุดมุ่งหมายอย่างแน่วแน่
- เมตตาบารมี คือ ความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
- อุเบกขาบารมี คือ การวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้าย
บารมี 10 นี้ เป็นหลักปฏิบัติที่แม้จะดูเหมือนง่าย แต่เชื่อไหมว่าน้อยคนนักจะสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอและครบถ้วน เพราะหากเราไม่หมั่นปฏิบัติภาวนาเพื่อสร้างความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นทุกขณะจิต ใจของเราก็จะวิ่งวุ่นและตกอยู่ใต้อำนาจของเงินตรา ชื่อเสียง และเกียรติยศ จนอาจลืมที่จะถามตัวเองว่า ในแต่ละสถานการณ์ที่เราต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน เราได้ใช้อำนาจแห่งความรัก การให้ การเสียสละ ความอดทน ฯลฯ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของบารมีทั้งสิบอย่างครบถ้วน และเหมาะสมหรือยัง
อำนาจนั้น…
หนึ่ง ต้องได้มาโดยชอบธรรม
สอง ใช้โดยมีธรรมกำกับ
และสาม ต้องเกื้อกูลต่อความงอกงามของธรรม
อาทิตย์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม พวกเรา…ก็พวกสุโขสปานี่แหละค่ะ มีโอกาสไปทำกิจกรรมที่บ้านไม้รีสอร์ท..เกาะโหลน ซึ่งคุณอ่างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบ้านไม้รีสอร์ท..เราก็เลยได้รับความอนุเคราะห์ทั้งเรื่องการเดินทางและที่พักที่แสนสวยงามค่ะ
ใครที่กำลังมองหาที่สำหรับพักผ่อนเพื่อชาร์จแบตฯให้กับตัวเอง หรือทีมงาน ก้อยว่าบ้านไม้รีสอร์ท เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจค่ะ เพราะอยู่ไม่ไกลจากเกาะภูเก็ต การเดินทางสะดวกมาก ๆ ที่พักก็สะดวกสบาย สวยงาม พนักงานทุกคนอัธยาศัยดีมากค่ะ ที่สำคัญที่เกาะโหลนยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก และมีกิจกรรมให้ทำมากมายค่ะ
และขอฝากสำหรับคนที่ตัดสินใจมาพักที่บ้านไม้รีสอร์ท-เกาะโหลน อย่าลืมพกสเปรย์กันยุงมาด้วยนะคะ ยุงที่นี่ดุมาก ๆ ๆ ๆ ๆ และลืมบอกไปว่าที่นี่ใช้เครื่องปั่นไฟค่ะ เราจะมีไฟฟ้าใช้จนถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับก้อย เพราะหลับสนิทไปแล้วค่ะ
สิ่งที่ประทับใจมาก ๆ สำหรับก้อยคือ ความรู้สึกปลอดภัยค่ะ ตอนกลางคืนเราสามารถเปิดประตูบ้านนอนรับลมทะเลได้เลยค่ะ และไม่ต้องกลัวยุงด้วยเพราะมีมุ้งทุกเตียงค่ะ บางช่วงเวลาก็มีเสียงคลื่นคอยกล่อมให้นอนหลับฝันดี…








วันอาทิตย์เป็นวันที่กระเพาะอาหารต้องเหนื่อยกับการทำงานมาก ๆ ๆ ๆ เพราะปากขยันส่งอาหารลงไปซะเหลือเกิน…เรียกว่ากินกันจนเหนื่อย อิอิอิ แล้วก็มานั่งบ่นว่าอ้วนจังเลย กินซะขนาดนี้โยคะก็เอาไม่อยู่หรอกค่ะ
เด็ก ๆ สมัยนี้พ่อแม่จัดงานวันเกิดกันตั้งแต่ขวบปีแรก เฮ้อ…ไม่อยากจะบ่น ในเมื่อเป็นความสุขของเค้า เราก็ไม่ควรบ่นให้มากมายใช่มั้ยคะ คิดซะว่าให้เด็ก ๆ มีความสุขกับชีวิต ก่อนที่เค้าจะโตขึ้นและเหน็ดเหนื่อยกับการเรียน การทำงาน ชีวิตครอบครัว ฯลฯ ที่ทำให้ไม่อยากจะจัดงานวันเกิดอีกเลย ตอนนี้เราก็ช่วยให้เค้าเข้มแข็ง มีเกราะของความรักของครอบครัว ช่วยให้เค้าผ่านช่วงวัยเด็กอย่างมีความสุข…
จริง ๆ แล้วทาง KFC จะมีการเตรียมงานมากกว่านี้ แต่เนื่องจากหลานเปลี่ยนวันจัดงานโดยไม่ได้บอกทางร้านล่วงหน้า ทางร้านมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งทั้งพนักงานและผู้จัดการร้านก็มาร่วมอวยพรและมอบของขวัญของร้าน และกล่าวคำขอโทษสำหรับความไม่พร้อม ซึ่งก็ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะเป็นงานของเด็ก ๆ สิ่งที่ขาดน่าจะเป็นเกมส์สำหรับเด็ก ๆ แต่เด็ก ๆ ก็สนุกสนานกับการเต้นประกอบเพลงของ KFC ซึ่งมีพี่ ๆ เต้นนำ และให้เด็ก ๆ เต้นตาม ก็น่ารักดีค่ะ เด็ก ๆ ได้สนุกสนาน ผู้ใหญ่ก็นั่งมองด้วยความอิจฉา…อิอิอิ




เดือนมิถุนายน เป็นช่วงฤดูฝนใช่มั้ยคะ ใคร ๆ ก็คงจะคิดว่าทะเลอันดามันไม่น่าเที่ยวแล้ว รอมาเที่ยวตอนเดือนมกราคมดีกว่า…. ไม่จริงนะคะ ไม่ว่าช่วงไหนของปี ทะเลอันดามันก็ยังคงสวยงาม รอการมาเยือนของทุกคนเสมอค่ะ … มีรูปมายืนยันด้วย
สำหรับครั้งที่ 2 ก่อนจะออกทะเลก็สำรวจแล้วว่าไม่สามารถเอาเรือลงที่หาดในหานได้ เพราะคลื่นค่อนข้างแรง ก็เลยเลี่ยงมาที่หาดราไวย์แทน และเป็นความไม่รู้ประสาของก้อยเองแหละ ไม่รู้ว่าน้ำขึ้นหรือน้ำลง งานนี้ก็เลยต้องลากเรือลงทะเล ก็ไม่หนักมาก แค่ 30 กิโลเอง…ค่ะ
เกาะแก้วพิสดาร คือชื่อเรียกเกาะหน้าหาดราไวย์ที่ก้อยรู้จักค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกต้องหรือเปล่า วันที่ก้อยไปถึงเกาะ ไม่มีใครเลยค่ะ แต่สุดมุมเกาะอีกด้านเราเห็นว่ามีสิ่งก่อสร้าง แต่ก็ไม่ได้เดินไปสำรวจ เพราะเหนื่อยกับการพายเรือ และไม่มั่นใจในสภาพอากาศ ก็เลยใช้เวลาสำรวจบริเวณใกล้ ๆ และนั่งพักพอหายเหนื่อย…ก่อนจะพายกลับเข้าฝั่ง พอใกล้เข้ามาก็เห็นว่ากังหันลมที่แหลมพรหมเทพที่ก่อนจะไปเราเห็นว่ากังหันไม่หมุนนั้น ตอนนี้กำลังหมุน….


ความเห็นล่าสุด