ชีวิตคือการทดลองและเรียนรู้

22 06 2009

มีใครไม่เคยทำอะไรผิด…พลาด…ในชีวิตบ้างมั้ยคะ

ถ้ามีนะ…ก้อยอยากทำความรู้จักจังเลยค่ะ

ก้อยเองทำผิด ทำพลาด มาเยอะแยะมากมาย แต่ก้อยไม่เสียใจนะคะ เพราะก่อนที่จะทำก้อยคิดดีแล้ว แต่ก้อยอาจจะพลาดที่คิดผิด…แต่ก็…นะ…ก้อยก็ไม่คิดว่าความถูกต้องของทุกคนจะตั้งอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน…มันก็เป็นซะอย่างนี้คนเรา

ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดทุกเรื่อง โลกคงน่าเบื่อ ไม่มีอะไรให้ประหลาดใจ สำหรับก้อยแล้วความแตกต่างเป็นอะไรที่ท้าทาย น่าศึกษา คนที่คิดต่างจากเราไม่ใช่คนผิด เพราะในความคิดของเขาเราอาจจะเป็นคนผิดก็ได้ที่คิดต่างจากเขา

ก้อยมีเพื่อนสนิทที่มีความคิดค่อนข้างกบฏ คือคิดต่างจากคนปกติทั่วไปค่อนข้างมาก บางเรื่องก็เป็นเรื่องขำ ๆ แต่กับบางเรื่องก้อยก็ขำไม่ออก … ถึงอย่างไรการได้คุยกับคนที่คิดแตกต่าง ก็ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น และใส่ใจกับรอบ ๆ ตัวมากขึ้น

วันก่อนเราคุยกันเรื่องทุเรียน…ซึ่งตอนนี้ทุเรียนกำลังเป็นผลไม้ยอดนิยมของคนที่ชื่นชอบ แต่ไม่ใช่ก้อยแน่นอน…การเปิดทุเรียนอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับหลาย ๆ คน แต่สำหรับก้อยแล้วไม่ยาก เพราะก้อยต้องช่วยที่บ้านแกะทุเรียนตั้งแต่เด็ก ๆ เห็นวิธีการเปิดจนสามารถเปิดได้เองไม่ยาก แต่สำหรับเพื่อนก้อยการเปิดทุเรียนเป็นสิ่งที่เขาในวัยเด็กไม่เคยเห็นมาก่อน ในวันที่ทุกคนไม่อยู่บ้าน มีแต่เขากับทุเรียน 1 ลูก เขาอยากกินแต่เปิดไม่เป็น เด็กคนนั้นทำไง…คุณรู้มั้ยคะ

เขาใช้ความพยายามในการเหลาหนามทุเรียนออกจนเกลี้ยง ก่อนจะเปิดทุเรียนกินอย่างเอร็ดอร่อย กินให้สมกับความยากลำบาก….





ติดกับระหว่างเสือกับงู

22 06 2009

บทความดีดีจากนิตยสาร Health & Cuisine ค่ะ ก้อยอ่านแล้วชอบก็เลยนำมาฝากทุกคนค่ะ…

มีตำนานพุทธเก่าแก่ที่แสดงว่าคนเราจะทำอย่างไร เมื่อประสบวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของชีวิต

ชายคนหนึ่งกำลังถูกเสือวิ่งไล่ล่าอยู่ในป่า เสือน่ะวิ่งเร็วกว่าคนมากนัก แถมยังกินคนอีกด้วย เสือกำลังหิว และชายคนนั้นกำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อเสือจวนเจียนจะถึงตัว ชายคนนั้นเหลือบเห็นหลุมลึกอยู่ข้างทาง ในภาวะสิ้นหวังเขากระโจนลงไปในหลุม ทันใดนั้นเขาก็รู้ตัวว่าเขาทำผิดมหันต์ หลุมนั้นแห้งและเขาเห็นงูดำตัวใหญ่ยักษ์ขดอยู่ที่ก้นหลุม

ด้วยสัญชาตญาณ แขนของเขาสัมผัสด้านข้างของบ่อและมือเกาะรากต้นไม้ไว้ได้ รากไม้นั้นช่วยไม่ให้เขาร่วงลงไป เมื่อรวบรวมสติได้ เขาก้มลงไปมองด้านล่าง เห็นเจ้างูดำตัวนั้นชูหัวขึ้นมาเต็มที่พยายามจะฉกเขาที่เท้า แต่เท้าของเขาอยู่สูงเกินไปสักกระเบียดเดียว เขาแหงนหน้าขึ้นไปมองด้านบน เห็นเจ้าเสือตัวนั้นกำลังชะโงกลงมาในบ่อ พยายามจะตะปบเขาจากเบื้องบน แต่มือของเขาที่ยึดรากไม้ไว้อยู่ต่ำลงมาแค่กระเบียดเดียว ขณะที่เขากำลังพิจารณาสถานการณ์ที่สุดแสนจะอันตรายนี้ เขาเห็นหนูสองตัว ตัวหนึ่งสีขาว ตัวหนึ่งสีดำ โผล่ออกมาจากรูเล็ก ๆ แล้วเริ่มต้นแทะรากไม้นั้น

ขณะที่เสือพยายามจะตะปบชายคนนั้น ลำตัวของมันไปเสียดสีต้นไม้เล็ก ๆ ต้นหนึ่งจนมันสะเทือน มีรังผึ้งติดอยู่บนกิ่งไม้ซึ่งโน้มอยู่เหนือปากหลุม น้ำผึ้งเริ่มหยดลงมาในหลุม ชายผู้นั้นแลบลิ้นออกมารองรับน้ำผึ้งไว้

“อืม!!อร่อยจัง” เขากล่าวกับตัวเองแล้วก็ยิ้ม

นิทานเรื่องนี้เท่าที่เล่ากันมาแต่ดั้งเดิมก็จบลงที่ตรงนี้ มันจึงเหมือนเรื่องจริงในชีวิต ชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกับละครทีวีเรื่องยาว ๆ ที่ไม่เคยจบลงอย่างสมบูรณ์ ชีวิตมีแต่จะอยู่ในกระบวนการดำเนินไปสู่การสิ้นสุดเสมอ แต่ยังไม่สิ้นสุดสักที

ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่ชีวิตของเราดูประหนึ่งว่ากำลังติดกับอยู่ระหว่างเสือหิวกับงูดำตัวยักษ์ ระหว่างความตายและอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่า โดยมีวันและคืน (เจ้าหนูสองตัว) คอยกัดกินเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิต ที่ปราศจากความมั่นคงใด ๆแม้จะอยู่ในสถานการณ์ลำบากแลนสาหัส มันก็ย่อมจะมีน้ำผึ้งหยดลงมาจากไหนสักแห่งเสมอ ถ้าเรามีปัญญา เราจะแลบลิ้นออกมาลิ้มรสน้ำผึ้งอันโอชะ ทำไมจะไม่ล่ะ เมื่อใดที่ไม่มีอะไรให้ทำ เมื่อนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร และจงมีความสุขกับน้ำผึ้งในชีวิตเท่าที่มี

อย่างที่อาตมาบอก นิทานเรื่องนี้จบลงตรงนั้นเอง อย่างไรก็ตามเพื่อให้เห็นชัดเจน อาตมามักจะเล่าตอนจบจริง ๆ ให้ผู้ฟังของอาตมาได้รู้ไว้

ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังลิ้มรสน้ำผึ้งอย่างมีความสุข หนูก็แทะรากต้นไม้จนมันกร่อนลง ๆ เจ้างูดำตัวใหญ่ก็ยืดลำตัวใกล้เท้าของชายผู้นั้นเข้าไปทุกที ส่วนเจ้าเสือเล่าก็โน้มตัวลงมาจนอุ้งตีนของมันเกือบจะถึงมือชายคนนี้อยู่แล้ว และแล้วมันก็ชะโงกลงมามากเกินไป มันเลยตกลงไปในหลุม เฉียดชายผู้นั้นไป หล่นลงไปทับเจ้างูตาย และตัวมันเองก็ตายด้วยเช่นกัน

มันสามารถเกิดขึ้นได้ !!! และอะไร ๆ ที่ไม่ได้คาดไว้ ก็มักจะเกิดขึ้นได้ นั่นแหละชีวิตของเราละ ฉะนั้นทำไมเราจึงจะยอมสูญเสียเวลาที่จะลิ้มรสน้ำผึ้งไปเสียเล่า แม้ในยามที่ย่ำแย่และเกือบจะไม่มีความหวังใด ๆ เหลือแล้ว

อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราไม่เคยจะมั่นใจได้หรอกว่าเรื่องอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป





พ่อของฉัน

22 06 2009

เขียนถึงแม่แล้วไม่เขียนถึงป๋า เดี๋ยวน้องชายตัวดีผ่านมาเจอก็เอาไปฟ้องอีก… เฮ้อ…

ป๋าก้อยเป็นคนง่ายๆ เป็นผู้ชายที่ใจดีที่สุด และรักก้อยที่สุด … จำไม่ได้แล้วล่ะ ที่ใครบางคนเคยบอกกับก้อยว่า”รัก” และก้อยก็ถามกลับไปว่ารักก้อยได้มากเท่าที่ป๋ารักก้อยรึป่าว…

และ…จนถึงวันนี้ ก้อยก็ยังไม่เจอผู้ชายที่รักก้อยมากเท่าที่ป๋ารักก้อย และก็ยังไม่เจอผู้ชายที่ก้อยจะรักได้มากเท่าที่ก้อยรักป๋า…

ป๋าสอนให้ก้อยรู้จักโลก รู้จักชีวิต ตอนเด็ก ๆ ก้อยรักและใกล้ชิดป๋ามาก แต่พอจบ ม. 6 ต้องไปเรียนที่ปัตตานี เราก็ค่อย ๆ ห่างกัน ก้อยก็เริ่มโตขึ้น มีโลกส่วนตัวมากขึ้น เรียนจบกลับมาก็เริ่มทำงานทันที ช่วงเวลาที่มีความสุขในวัยเด็กหายไปตั้งแต่ย่างก้าวออกจากบ้าน

ป๋าเป็นคนสู้งานหนักทุกประเภท วันว่าง ๆ ป๋ามักจะคุยให้ลูก ๆ ฟังถึงงานต่าง ๆ ที่ป๋าเคยทำอย่างยากลำบาก ชีวิตของป๋าไม่ใช่เรื่องง่าย ชีวิตของป๋าสอนให้ก้อยรู้ค่าของเงิน และเกียรติของงาน ป๋าบอกว่างานหนักแค่ไหนก็ไม่ทำให้ถึงกับตายหรอก ยังมีเรี่ยวแรงก็ทำงานเก็บเงินเอาไว้ อย่าฟุ่มเฟือยให้มากนัก อย่าประมาทกับชีวิต เพราะป๋าไม่สามารถอยู่เป็นหลักให้ก้อยได้ตลอดไป

สำหรับป๋า วันทำงานก็คือวันทำงาน ถ้าป๋าเจอก้อยหยุดงานในวันทำงาน ป๋าจะเป็นยิ่งกว่าฝ่ายบุคคลของออฟฟิศซะอีก จะต้องซักก้อยละเอียดยิบ ทำไมไม่ไปทำงาน หยุดทำไม หยุดไปไหน เจ้านายไม่ว่าอะไรเหรอ … ป๋าไม่รู้เรื่องการลากิจไม่รับเงิน , ลาพักร้อน , ลาประเพณี ฯลฯ หรอกค่ะ ก้อยต้องใช้เวลาอธิบายนาน กว่าป๋าจะยอมเข้าใจว่าคนทำงานทุกคนมีวันหยุดที่สามารถหยุดได้ โดยที่หัวหน้างานเป็นผู้อนุมัติให้หยุด …

ก้อยไม่ค่อยมีมุมขำ ๆ ของป๋าสักเท่าไหร่ ป๋าชอบทำดุ ทั้ง ๆ ที่เนื้อแท้แล้วเป็นคนใจดีมาก และป๋ากับก้อยก็จะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยทันทีที่เราต้องการแกล้งแม่…อิอิอิ

ตอนนี้ป๋ากะแม่ มีความสุขกับหลานนอกไส้ 2 หน่อ ที่ชวนกันออกกำลังกายตอนเย็น บางวันก็ชวนทะเลาะกันแก้เหงา สำหรับก้อยแล้วน้องฟรอยด์กะน้องเฟรม เป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกของป๋ากะแม่เลยล่ะ แม้ว่าทั้ง 2 คนจะบ่นว่าความไม่เอาไหนของหลาน ๆ แต่ก้อยก็รู้ว่าหลานทั้ง 2 คน ทำให้เค้าไม่เหงา และชีวิตมีเรื่องใหม่ ๆ เข้ามาเสมอ





แม่ของฉัน

22 06 2009

พูดถึงครอบครัวแล้วก็อดที่จะพูดถึงหม่ามี๊ไม่ได้

หม่ามี๊ก้อยเป็นลูกคนจีนค่ะ ก้อยมีอาก๋ง กะ อาม่า แต่ก้อยถูกสอนให้เรียกหม่ามี๊ว่า “แม่” ส่วนป๊ะป๋าน่ะเหรอ เป็นลูกคนไทยค่ะ ก้อยมีปู่ กะ ย่า แต่ก้อยถูกสอนให้เรียกป๊ะป๋าว่า “ป๋า” มันสลับกันยังไงไม่รู้เนอะ ตอนเรียนหนังสือ เพื่อน ๆ เข้าใจว่าก้อยมีพ่อเป็นคนจีน มีแม่เป็นคนไทย ก็คำเรียกมันบ่งบอกว่าควรจะเป็นเช่นนั้น … ซึ่ง…ไม่ใช่อย่างที่คิดเลยค่ะ

แม่มีเรื่องให้ก้อยขำได้ตลอดเวลา ขำด้วยความรักนะคะ ด้วยความสัตย์จริง เพราะความที่แม่ชอบพูดภาษากลาง หรือพูดสำเนียงกรุงเทพฯ กับเพื่อน ๆ ของลูก หรือพูดภาษากลางกับหลาน ๆ ทั้ง ๆ ที่แม่เป็นคนใต้ และพูดใต้เป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่แม่มักจะมีคำแปลก ๆ ให้คู่สนทนาได้อึ้ง …ตะลึง … และ ทำไม่ถูก แต่ทุกคนก็แค่ขำ ๆ ไม่ถือสาค่ะ

นอกจากนี้แม่ยังสับสนเรื่องการใช้คำ ที่ก้อยกับป๋าจะสนุกสนานกับการจับผิด และนำมาล้อเลียนกันสนุกสนาน บางครั้งก็เถียงกันหน้าดำหน้าแดง เพราะแม่ก็ไม่ยอมรับว่าตัวเองพูดผิด กว่าจะลงเอย หรือทำความเข้าใจกับแม่ได้ว่าที่ถูกต้องแล้วควรจะพูดว่าไง ก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะ แต่เรื่องพวกนี้ไม่ทำให้แม่สุดที่รักของก้อยเสียความมั่นใจหรอกค่ะ

ยังค่ะ..ยังไม่หมด เรื่องนินทาแม่น่ะมีเยอะ แม่ก้อยน่ะเที่ยวเก่ง ก๊วนเที่ยวก็ไม่มีใครหรอกค่ะ ก็บรรดาอาอี๊ พี่สาว น้องสาว ของแม่นั่นแหละค่ะ และทั้งก๊วนก็มีความสามารถพิเศษเหมือนกันคือ ความสามารถในการลืม… อย่าได้หวังพึ่งพาเรื่องเส้นทาง ต่อให้ไปมาแล้ว 3-4 ครั้ง แม่ก้อยก็จำไม่ได้ พาหลงตลอด เอาง่าย ๆ แค่ออกจากโรงแรมที่พักตอนเช้า ตอนเย็นแม่ก็กลับไม่ถูกแล้ว…และก็เป็นเหมือนกันทั้งกลุ่มซะด้วย…ภาระนี้จึงตกอยู่ที่ป๋า ซึ่งบางครั้งก็พลาด เวลาเค้าไปเที่ยวไหนกันมา กลับมาถึงบ้านต้องมีเรื่องเล่าว่าหลงไปโน่น หลงไปนี่ เป็นเรื่องประจำค่ะ อิอิอิ

วันนี้แม่ก็มีเรื่องมาเล่าให้ก้อยได้ขำกลิ้ง…เริ่มเรื่องก็บอกว่าเมื่อวานป๋าโดนผึ้งต่อยหลายตัว แต่ไม่ยอมไปหาหมอ พอตกกลางคืนก็ปวดจนนอนไม่หลับ แต่ป๋ารู้ตัวดีว่าอาการไม่น่าเป็นห่วง จึงไม่ได้โทรฯ ตามให้ก้อยรับไปหาหมอ ซึ่งพอก้อยรู้เรื่องก็ตกใจ เพราะป๋าเป็นทั้งเบาหวาน , ความดัน , ไขมัน ฯลฯ แต่แม่ว่าไงรู้มั้ยคะ…แม่บอกว่า ป๋าไม่เป็นไรแล้วล่ะ โรคต่าง ๆ ก็คงจะหายไปด้วย เพราะวันก่อนแม่กะป๋าดูโทรทัศน์ หนังจีนเค้าใช้เหล็กไนของผึ้งดูดพิษรักษาโรค นี่ป๋าโดนผึ้งต่อยไปตั้งหลายตัว โรคต่าง ๆ ต้องหายแน่นอน …. อิอิอิ





ครอบครัวของฉัน

22 06 2009

“ครอบครัวของฉัน” เป็นหนึ่งหัวข้อที่ทีมงานจัดกิจกรรม Team Building ให้ก้อยแสดงความสามารถในการวาดรูป ซึ่งก็มีมากมายซะเหลือเกิน…ก้อยก็วาดได้แค่รูปคนแสดงเพศหญิง เพศชาย จำนวน 5 คน …แค่นั้นเอง มีป๋ากะแม่ น้องเอ๋กะน้องเจี๊ยบ และก็ตัวก้อยเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้องการวาดมากกว่านี้เยอะเลย…

สิ่งที่ต้องการวาดเพิ่มเติมไม่ใช่จำนวนคนนะคะ แต่พอนึกถึงครอบครัว นึกถึงป๋ากะแม่ และน้องชายแล้ว ก้อยมีเรื่องราวมากมายในความทรงจำ ที่ประกอบขึ้นเป็นครอบครัว…เพราะก้อยไม่มีครอบครัวของตัวเองด้วยมังคะ ถ้าให้น้องชายก้อยวาดภาพ “ครอบครัวของฉัน” ก็คงมีเพียงน้องชายกะน้องสะใภ้ อาจจะแถมเจ้าโอเลี้ยงไปอีก 1 ชีวิต เพราะเค้าก็มีครอบครัวของเค้าเอง แต่พอเป็นครอบครัวของก้อย ก้อยก็นับรวมเค้า 2 คน เป็นคนในครอบครัวของก้อยด้วย จะได้มีคนเยอะ ๆ ไง

ก้อยไม่ค่อยพูดถึงครอบครัวตัวเองมากนัก ไม่ใช่ว่าเป็นคนมีปัญหาครอบครัวนะคะ แต่ไงล่ะ…ก้อยก็คิดเอง เข้าใจเอง ว่าแต่ละครอบครัวก็มีเอกลักษณ์ หรือความเป็นครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป ก้อยมาจากครอบครัวหาเช้ากินค่ำ แล้วก็ค่อย ๆ เก็บหอมรอมริบ (ป๋ากะแม่เป็นคนเก็บค่ะ) ส่งเสียให้ลูกทั้ง 2 คน เรียนจนจบปริญญาตรี ทั้ง ๆ ที่ป๋ากะแม่จบเพียง ป.4 … ไม่ใช่เป็นเพียงความภูมิใจของป๋ากะแม่เท่านั้นนะ ที่ลูก ๆ เรียนจบ ก้อยเองก็รักและภาคภูมิใจในตัวป๋ากะแม่มาก ๆ ๆ ๆ เช่นกันค่ะ

ก้อยและน้องชายมีวันนี้ได้เพราะป๋ากะแม่ช่วยกันขัดเกลา เรียกว่าปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งก็คงได้มังคะ การเลี้ยงเด็กคนนึงให้โตมาเป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะคะ ในเส้นทางชีวิตที่ผ่านมามีหลายช่วงหลายตอนที่น่าหวาดเสียวเหลือเกิน แต่ด้วยความรักที่ไม่หวังสิ่งใดตอบแทนของป๋ากะแม่ ก็ช่วยให้ก้อยผ่านแต่ละช่วงมาได้ แม้จะไม่งดงาม สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่แย่อย่างที่คิด อิอิอิ

ก้อยเชื่อฟังคำสั่งสอนของป๋ากะแม่เป็นอย่างดี แต่แปลกมั้ยคะที่เราคิดอะไรไม่เหมือนกันเลย ยิ่งโตขึ้นความแตกต่างก็ยิ่งชัด มันอธิบายยากนะ เรื่องความคิดมันไม่มีถูกหรือผิด แต่มันอยู่ที่เรามองจากมุมไหนมากกว่า อันนี้ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนว่าอะไรดีหรือไม่ดีนะคะ เพราะเรื่องดีหรือไม่ดีมันค่อนข้างชัดเจน ตายตัว บางครั้งก็เหมือนกับว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งป๋ากะแม่เค้าก็ค่อนข้างเซ็งความคิดของก้อยเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอกค่ะ ขัดกันบ้าง ดีกันบ้าง ชีวิตมีรสชาติดีค่ะ และถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน และรักกันตลอดไป….