ยางแบน…ทำไงดี

25 08 2009

ประสบการณ์ตรงค่ะ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานตอนเย็น ที่ลานจอดรถนี่เองค่ะ

หลังจากเสร็จจากกิจกรรม Aqua Exercise อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยก้อยก็เตรียมตัวกลับบ้าน แต่พอเดินมาถึงรถที่จอดในลานจอด ก้อยก็ต้องตะลึง…อึ้ง….และต้องขยี้ตาตัวเองเพื่อความแน่ใจว่าตาไม่ฝาด…ทำไมยางล้อหน้าด้านซ้ายมันดูแปลก ๆ พอเดินไปดูใกล้ ๆ ก็ต้องถอนหายใจด้วยความเซ็ง หัวตะปูเสนอหน้าชัดเจนเชียวค่ะ….ทำไงดีล่ะ ไม่มีใครเดินผ่านมาสักคนเดียว ฝนก็กำลังจะตกซะด้วยซี…เฮ้อ…

ก้อยเปลี่ยนยางไม่เป็นหรอกค่ะ เอาของเก็บในรถให้เรียบร้อย ฝนเริ่มตกปรอย ๆ ก้อยก็มุดเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์ในรถ ทำไงดี …. คิด คิด คิด ร้านเปลี่ยนยางอยู่ไหนบ้างนะ … มีเบอร์ช่างในโทรศัพท์บ้างมั้ยนะ … มีใครอยู่ใกล้ ๆ ให้เรียกตัวบ้าง … โทรฯบอกป๊ะป๋ามาจัดการให้ดีกว่า …. เชื่อมั้ยว่าก้อยคิดถึงแต่การขอความช่วยเหลือ แต่ไม่คิดช่วยตัวเองเลย เพราะก้อยรู้ตัวเองว่าเปลี่ยนยางไม่เป็น แต่ก่อนที่ก้อยจะตัดสินใจทำอะไรก็มีโทรศัพท์จากเพื่อนที่นัดไว้ พอรู้ว่าก้อยกำลังเจอปัญหาอะไรถึงได้ผิดเวลานัด แทนที่จะคุณเธอจะอาสามาช่วยจัดการให้นะ กลับบอกให้ก้อยไปดูที่หลังรถและหาว่าขวดเติมลมยางฉุกเฉินน่ะอยู่ที่ไหน ให้เอามาใช้ได้เลย….

ฉุกเฉิน1

นั่นดิ…ทำไมก้อยคิดไม่ถึงนะ ก้อยซื้อติดรถไว้นานแล้วล่ะค่ะ นานจนลืม ไม่คิดว่าจะได้ใช้ วิธีการใช้ก็ไม่ยากเลยค่ะ ง่ายมั่ก ๆ เอาขวดมาเขย่า ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็เปิดที่ปิดยางรถยนต์ เอาหัวสีดำ ๆ ของขวดฉุกเฉินหมุนเข้ากับที่เติมลมของรถยนต์ แล้วก็กดที่หัวด้านบนของขวด จะมีฟองขาว ๆ ไหลลงไปตามท่อ เหมือนโฟมใส่ผมอ่ะค่ะ กดไปเรื่อย ๆ นะคะ สังเกตดูที่ยางแบนแต๊ดแต๋ตะกี้ จะค่อย ๆ มีลมเข้าไป ยางก็จะเป่งขึ้น จนอยู่ในสภาพเกือบปกติ 100% ให้กดไปเรื่อย ๆ จนกว่าลมที่อัดไว้ในกระป๋องจะหมดค่ะ เรียบร้อยแล้วก็หมุนจุกออก จะมีฟองสีขาวไหลออกมาเล็กน้อย ไม่ต้องตกใจค่ะ อย่าลืมปิดจุกลมยางให้เรียบร้อยนะคะ ส่วนตะปูตัวนั้นก็ไม่ต้องสนใจ ปล่อยไว้นั่นแหละค่ะ พรุ่งนี้มีเวลาค่อยเอาไปให้ช่างมืออาชีพจัดการ…เฮ้อ…

เห็นประโยชน์แล้ว อย่าลืมหาซื้อติดรถไว้นะคะสาว ๆ ทั้งหลาย

ฉุกเฉิน2





ดอกมะลิจากรังไหม

25 08 2009

K.B2

ภาพประทับใจจากการจัดกิจกรรมวันแม่ที่สุโขสปา ในวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมาค่ะ

กว่าน้องเค้าจะแปรสภาพจากรังไหม ให้กลายมาเป็นช่อดอกมะลิแสนสวยให้คุณแม่ ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงเชียวนะคะ…เป็นอะไรที่น่าประทับใจมากค่ะ เพราะคุณแม่ก็จะคอยลุ้นอยู่ข้าง ๆ ว่าคุณลูกจะทำออกมาในสภาพไหน ยิ่งเป็นลูกผู้ชายด้วยแล้ว…และยิ่งเป็นครั้งแรกของการทำ….ก้อยเองก็ซาบซึ้งใจกับภาพที่เห็นค่ะ

และก้อยก็แอบทำของตัวเองสำหรับไปมอบให้คุณแม่สุดเลิฟด้วยค่ะ ถ้าใครจะลองทำด้วยตัวเองไม่ยากเลยค่ะ ง่ายมั่ก ๆ อิอิอิ

 

Silk1

อุปกรณ์ที่จำเป็นคือ รังไหม , กรรไกร , กาว , เข็มหมุด , คัตตอนบัด , ลวด , ใบไม้ประดิษฐ์ , ฟลอร่าเทป และที่ขาดไม่ได้คือเข็มกลัด หรือ เข็มซ่อนปลายค่ะ

เริ่มแรกเลยนะคะ เราก็นำรังไหมมาตัดส่วนหัวที่เปิดออกเก็บไว้ และก็ตัดรังไหมให้เป็นรูปกรวย ใช้กรรไกรตัดแบ่งรังไหมออกเป็นกลีบ 5 กลีบค่ะ ตัดให้ปลายมน ๆ นะคะ หลังจากนั้นก็ใช้เข็มหมุดช่วยแยกรังไหมออกเป็นชั้น ๆ ถ้าหนามากก็จะแยกได้ 3 – 4 ชั้น แต่โดยทั่วไปก็จะแยกออกเป็น 2 ชั้น ซึ่งเราก็จะได้กลีบดอกมา 2 ชั้นแล้วค่ะ เราก็ตัดแบ่งตามจำนวนที่เราต้องการ

Silk2Silk3

มาถึงขั้นตอนการเข้าดอก ก็ไม่ยากอีกเช่นกันค่ะ ตัดหัวสำลีของคัตตอนบัด แล้วก็เสียบด้วยลวดเป็นก้านดอก หลังจากนั้นใช้ส่วนหัวของรังไหมที่เราตัดไว้มาทำเป็นกลีบใน ใช้ 3 กลีบค่ะ ติดด้วยกาวที่เตรียมไว้ และก็ตามมาด้วยกลีบดอกที่เตรียมไว้แล้ว จะจัดซ้อนกี่ชั้นก็แล้วแต่ความชอบนะคะ แต่ชั้นนอกสุด ให้เรากลับด้านของกลีบรังไหม ให้ดูเหมือนว่ากำลังแย้มบาน อย่าลืมใช้กาวช่วยในการยึดติดนะคะ หลังจากนั้นก็นำดอกมารวมกันเป็นช่อ และก็ใส่ใบประดิษฐ์ตามความเหมาะสม แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อยค่ะ … อย่าลืมเข็มกลัดนะคะ

เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ …ขอขอบพระคุณบรรดาอาจารย์ทุก ๆ ท่านนะเจ้าคะ ที่ช่วยสั่งช่วยสอน จนดอกไม้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง..

Silk5

 

Silk4Silk6





วันเกิด..ให้อะไรดีน๊า

22 08 2009
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..มีสาวสวยคนหนึ่งท่าทางกลุ้มใจได้มาหาคุณแม่เพื่อขอคำปรึกษาว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญวัน เกิด ให้กับแฟนหนุ่มดี

หญิงสาว     คุณแม่ขาใกล้จะถึงวัน เกิด แล้วค่ะ จะซื้ออะไรให้เค้าดี
คุณแม่        ” แฟนลูกเป็นคนยังงัยจ้ะ
หญิงสาว    ” เป็นคนดีมากค่ะ หล่อเข้าขั้นนายแบบมีความรับผิดชอบเหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ไม่เล่นกาพนัน ไม่เจ้าชู้
คุณแม่         เค้ามีพี่น้องกี่คนจ้ะ
หญิงสาว       ” เค้าเป็นลูกคนเดียวค่ะ
คุณแม่          ” แล้วหน้าที่การงานของเค้าละลูก

หญิงสาว เค้าจบด๊อกเตอร์มาจากเมืองนอก หน้าที่การงานระดับผู้บริหาร ฐานะทางบ้านเข้าขั้นเศรษฐีเลยละค่ะคุณแม่ขา“ 


คุณแม่  : แม่ว่า ให้ท่าเค้าเถอะลูก !!!” 

 

 




เรียนรู้จากเริม (ตอน 2)

19 08 2009

ในตอนที่ 1 นำความรู้เรื่องโรคเริมมาเป็นข้อมูลค่ะ

สาเหตุที่สนใจเรื่องโรคเริมก็เพราะว่าก้อยเพิ่งเป็นโรคนี้ค่ะ…อายจังเลย

จริง ๆ แล้วก็ได้ยินชื่อมานานแล้วนะคะ แต่ไม่คิดว่าจะมารู้จักสนิทสนม และใกล้ชิดขนาดนี้ เฮ้อ… อ่านจนจบ 2 รอบ ก้อยก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าก้อยเป็นโรคเริม

เพื่อน ๆ บางคนบอกว่าโรคเริม กับ งูสวัสดิ์ เป็นญาติสนิท มาจากเชื้อเดียวกัน ก้อยก็ได้ยินได้ฟังเรื่องงูสวัสดิ์มานานและก็กลัวมาก แต่พอมาเป็นกับตัวเองมันไม่ใช่แค่กลัวนะคะ แต่มันทำให้ก้อยหวาดระแวง เป็นตุ่มนิดหน่อยก็เครียดแล้ว คันก็ไม่กล้าเกาแรง ๆ ให้หายคัน ทรมานจิตใจมาก ๆ ๆ ๆ

ที่มาที่ไปของก้อยที่มารู้จักกับโรคเริมก็เพราะว่าคนรู้จักให้ช่วยดูแผลที่หลังว่าเป็นอะไร เค้าบอกว่าแสบ ๆ คัน ๆ เหมือนจะเป็นตุ่ม ๆ เพื่อความชัวร์ก้อยไม่ดูเฉย ๆ ค่ะ เอามือจับให้แน่ใจว่าเป็นตุ่มหรือเป็นผื่น … และก้อยก็ไม่ได้ล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสแผล ตรงนี้เองคือความผิดพลาด เพื่อนบอกว่าคนที่เป็นหมอยังใส่ถุงมือเลย แล้วเธอเป็นใคร…

วันรุ่งขึ้นเค้าก็บอกก้อยว่าไปหาหมอมาแล้ว หมอบอกว่าเป็นงูสวัสดิ์ ได้มาทั้งยาทาและยากิน ก้อยก็รับฟังเฉย ๆ ไม่ได้ติดใจอะไร แต่พอตอนเย็นวันที่ 12 ส.ค. วันแม่ซะด้วย หลังจากกลับจากกินข้าวกับป๋าและแม่แล้ว ก้อยก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ รู้สึกว่าบริเวณซอกคอ และเนินอกมีตุ่มและคันยิบ ๆ แสบ ๆ ก็เลยแวะซื้อคาลาไมด์มาทาที่บ้าน แต่พอก้อยดูในกระจกก็ต้องตกใจมาก เพราะปรากฏสิ่งแปลกปลอมเป็นผื่น ปื้นใหญ่ที่ซอกคอ และก็คันมาก ที่เนินอกก็เป็นตุ่มและเริ่มจะเป็นแผล 2 แผลแล้ว เพราะก้อยเผลอไปเกา ก็เลยรีบอาบน้ำทายา…และเริ่มวิตกนิด ๆ ว่าตูข้าเป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย…

ตอนเช้าไปถึงที่ทำงานก้อยให้เพื่อนช่วยดูแผล ทุกคนพูดเหมือนกันว่าสงสัยเป็นงูสวัสดิ์ ก้อยก็โทรฯหาหมออ้นทันที จากอาการที่เล่าให้ฟังหมออ้นฟันธงว่าไม่ใช่งูสวัสดิ์ แต่น่าจะเป็นเริมมากกว่า เป็นน้อง ๆของงูสวัสดิ์ และไม่ต้องสงสัยว่าติดมาจากไหน … เพื่อน ๆ อย่าลืมล้างมือบ่อย ๆ นะคะ

ตอนนี้แผลแห้งสนิทแล้วค่ะ เหลือร่องรอยไม่มาก แต่ก็ทำให้หมดสวยไปเหมือนกันนะ ก้อยใช้เวลารักษาโดยการทานยาและทายา 5 วันเต็ม ๆ ค่ะ ไม่อยากบอกเลยว่ายาแพงมาก ๆ

นอกจากทานยา – ทายาแล้ว ก้อยยังเชื่อตามที่น้องสาบอกว่า “ช่วงนี้พี่ก้อยห้ามกินไก่นะ” แต่ที่ไม่ได้ลองคือการอาบน้ำสมุนไพรไทย ยาไทยก็ทานไม่ครบชุด กำลังลังเลอยู่ว่าจะหาซื้อมาทานให้ครบชุดดีมั้ย เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคน ไม่อยากเป็นอีกแล้วค่ะ

ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ค่ะ





เรียนรู้จากเริม (ตอน 1)

19 08 2009

โรคเริม (herpes) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีอาการแสบๆ คันๆ บริเวณที่เป็น ร่วมกับตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม บนพื้นสีแดง พบได้เกือบทุกแห่งของร่างกาย แต่พบได้บ่อยที่บริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ ผู้ที่เคยเป็นโรคเริมแล้ว จะมีโอกาสเกิดโรคเริมซ้ำได้อีก ที่ตำแหน่งเดิมได้บ่อยพอสมควร เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมจะเข้าไปหลบซ่อนตัวที่ในปมประสาท พอร่างกายอ่อนแอลง เชื้อไวรัสเริมก็จะออกมาก่อโรค ทำให้เกิดโรคเริมขึ้นที่เดิมได้อีก ทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจ รู้สึกไม่สวยงาม และเสียบุคลิกภาพ

สาเหตุ

เชื้อไวรัสเริมเป็นดีเอ็นเอไวรัสชนิดสายคู่ที่มีเปลือกหุ้ม อนุภาคของไวรัสประกอบด้วยส่วนเปลือก ส่วนนอกคลุม ส่วนนิวคลิโอแคปสิด และแกนดีเอ็นเอตรงกลาง ส่วนนิวคลิโอแคปสิดของไวรัสเริมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 105 นาโนเมตร ประกอบไปด้วย 162 แคปโซเมอร์ โมเลกุลของดีเอ็นเอมีความยาว 150 กิโลเบส สร้างโปรตีนมากกว่า 100 ชนิด โครงสร้างจีโนมของไวรัสเริมคล้ายคลึงกับเชื้อชนิดอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน ทั้งหมดประกอบไปด้วยชิ้นส่วนยาวและสั้นเรียงต่อกันในทิศทางต่างๆ เกิดเป็น 4 ไอโซเมอร์

เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 ทำให้เกิดโรคเริมที่ริมฝีปากและรอบๆ ปากได้บ่อย ส่วนเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 ทำให้เกิดโรคเริมที่บริเวณอวัยวะเพศ บริเวณก้น และในร่มผ้าได้บ่อย ทั้งนี้พบว่าจีโนมของเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 และเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 มีความเหมือนกันมากถึงร้อยละ 50-70

การติดต่อ

ไวรัสเริมติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง ผู้ได้รับเชื้อมีแผลถลอกอยู่ ทำให้เชื้อไวรัสเริมเข้าไปได้ โดยมากมักพบเริมที่บริเวณริมฝีปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ การจูบหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกันทำให้เชื้อเริมติดต่อได้ เช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์ขณะที่อีกฝ่ายกำลังเป็นเริมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ปกติ ทางปาก หรือทางทวารหนัก มีรายงานการติดเชื้อเริมจากการเข้าห้องน้ำสาธารณะ บางคนเป็นเริมที่นิ้วมือ ติดจากการจับมือกัน การโหนราวรถเมล์ การจับลูกบิดประตูห้องน้ำสาธารณะ การจับโทรศัพท์สาธารณะ โดยทั่วระยะเวลาฟักตัวของไวรัสเริมประมาณ 2-20 วัน

ตำแหน่งของโรคเริม

บริเวณปาก ริมฝีปาก และรอบๆ ปาก เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยมาก
บริเวณอวัยวะเพศ ก้น และในร่มผ้า เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยเช่นกัน
บริเวณมือ เป็นตำแหน่งที่พบได้น้อย นานๆจึงจะพบโรคเริมที่มือ นิ้วมือ ฝ่ามือ
บริเวณเอว ลำตัว หลัง เป็นตำแหน่งที่พบค่อนข้างน้อยเช่นกัน อาจพบในนักมวยปล้ำที่มีการต่อสู้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน
เริมเป็นโรคที่ติดต่อโดยการสัมผัส ดังนั้น
บุคคลบางอาชีพจึงอาจจะเป็นเริมที่ตำแหน่งแปลกๆ ที่พบไม่บ่อยนักได้ เช่น ที่บริเวณนิ้วมือ ในทันตแพทย์ หรือตามแขน หรือลำตัวในพวกนักมวย หรือ มวยปล้ำ

อาการ

ลักษณะเริ่มต้นเป็นตุ่มน้ำพองใสเหมือนหยดน้ำเล็กๆ มีขอบแดง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ต่อมาตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกเป็นแผลถลอกตื้นๆ และหายไปในที่สุด
อาจมีอาการคัน เจ็บหรือปวดแสบปวดร้อน ส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บๆ แสบๆ คันๆ แต่ไม่มากนัก ไม่ถึงกับปวดจนนอนไม่ได้ ไม่ถึงกับคันมาก จนต้องเกาแรงๆ
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณผื่นอาจจะโต และเป็นอยู่ประมาณ 10-14 วัน

การติดเชื้อครั้งแรก

การเป็นเริมในครั้งแรก มักจะมีอาการมากกว่าในครั้งถัดๆ มา ถ้าเป็นที่ปาก จะมีอาการเป็นตุ่มน้ำพองเล็กๆ ทั่วทั้งช่องปาก โดยเฉพาะที่บริเวณเหงือก พบว่าต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงบวมโต อาการค่อนข้างรุนแรง อาจมีไข้ปวดเมื่อย ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอาจอักเสบร่วมด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าการติดเชื้อไวรัสเริมครั้งแรก จะเกิดตุ่มน้ำหลายกลุ่ม ต่อมาจะแห้งตกสะเก็ดแล้วแผลจึงจะหาย

การติดเชื้อซ้ำ

สำหรับปัญหาของโรคเริมที่สำคัญคือ เมื่อมีการติดเชื้อครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นจะมีการกลับเป็นผื่นใหม่เป็นระยะๆ เนื่องจากร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสไม่หมด การกลับมาเป็นใหม่ของโรคเริมแต่ละครั้ง จะเกิดตุ่มน้ำกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5-7 วัน โดยไม่มีอาการ โดยมากเกิดปีละ 2-3 ครั้ง และเกิดใกล้ๆ บริเวณเดิม โรคเริมที่เกิดซ้ำ อาการและรอยโรคไม่ค่อยรุนแรงเหมือนครั้งแรก ผู้ป่วยจะมี “อาการเตือน” นำตุ่มน้ำมาก่อน 1–3 วัน เช่นเจ็บเสียวแปลบๆ คันยุบยิบ ปวดแสบปวดร้อนในบริเวณรอยโรคเดิม แผลจะหายเร็วภายใน 5-10 วัน ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง รอยโรคอาจรุนแรงหรือเป็นแผลเรื้อรังได้

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า การเป็นเริมครั้งถัดๆ มา จะไม่ใช่เป็นการติดเชื้อใหม่ แต่เป็นเชื้อเดิมที่หายแล้ว และซ่อนตัวอยู่ในบริเวณปมประสาทที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อมีการกระตุ้น ก็จะย้อนแนวเส้นประสาทออกมาแสดงอาการที่
ผิวหนัง ทำให้เริมมักจะเป็นในบริเวณเดิมที่เคยเป็นมาแล้ว แต่อาการจะน้อยกว่า

ปัจจัยชักนำ

ปัจจัยชักนำที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดโรคเริมได้มากขึ้น ได้แก่

ความเครียด

ทำงานหนักมากเกินไป ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนล้า ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น

นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้โอกาสติดเชื้อไวรัสจึงมีมากกว่าคนทั่วไป
เชื้อไวรัสเริมชอบอากาศร้อนชื้นเหงื่อออกง่าย คนไทยจึงเป็นเริมกันบ่อย

คนที่ไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย เช่น กำลังเป็นหวัด ร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ โอกาสติดเชื้อไวรัสเริมมีมากกว่าในคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

ผู้ที่ต้องนอนอยู่บนเตียงนานๆ เช่น เป็นอัมพาต ผู้ที่รับการผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีกระดูกหัก ทำให้ขยับตัวลำบาก มีโอกาสเป็นเริมที่ก้นได้ง่าย

เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ต่างๆ ผู้ที่เคยเป็นเริมแล้วถ้าวันไหนดื่มเหล้าเบียร์มากจนเกินไป จะมีโอกาสเป็นเริมซ้ำขึ้นได้อีกง่ายมาก

การรักษา
โดยทั่วไปแล้ว เริมสามารถหายได้เอง โดยไม่ต้องรักษา ซึ่งมักจะเป็นอยู่ประมาณ 10-14 วัน โดยที่ในระหว่างที่เป็น ผู้ที่เป็นสามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้โดยการสัมผัส การใช้ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรงของโรค แผลหายเร็วขึ้น แต่ยังมีราคาค่อนข้างแพง

ยาทาที่นิยมใช้ ได้แก่ Zovirax, Virogon, Vilerm, Zevin
ยาชนิดรับประทาน ได้แก่ Zovirax, Valtrex, Famvir นิยมใช้ในกรณีสำหรับผู้ที่มักจะกลับเป็นซ้ำได้บ่อย
คนทั่วไปที่เป็นเริม มักต้องการการรักษาตามอาการเท่านั้น เพราะเริมเป็นโรคที่หายได้เอง เว้นเสียแต่ในรายที่เพิ่งเริมแสดงอาการ หรือมีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือไม่มีแนวโน้มที่แผลจะหายได้เอง จึงควรที่จะได้รับยาต้านไวรัสที่จำเพาะกับโรค ร่วมไปกับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ





ตามหาความสุข

12 08 2009

บทความธรรมะ โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ( ว วชิรเมธี )

นักปราชญ์ชาวเอเชียวัยกลางคนคนหนึ่งเล่าว่า มีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนอัตคัดความสุข พยายามแสวงหาความสุขจากวิธีการต่างๆ แต่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสุขแท้ที่ตัวเองต้องการ
อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้แนะนำว่า ถ้าอยากมีความสุขก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะในบ้านของเรานั้น เราสามารถเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้านโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนใจ ซ้ำยังมีอิสระที่จะเสกสรรปั้นแต่งหรือจัดบ้านให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองอย่างไรก็ได้
เขาเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ จึงตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เมื่อแรกสร้างบ้านนั้น บ้านของเขาหลังใหญ่ทีเดียว พอมีบ้านแล้ว เขามีความสุขมาก เขาเริ่มจัดบ้านตามต้องการ และเริ่มหาข้าวของต่างๆ มากมาย มากองไว้ในบ้านทีละอย่างสองอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่ง ห้องว่างๆ ในบ้านของเขาก็หายไป ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ มองไปทางไหนก็รกหูรกตา
ทีนี้ชายหนุ่ม เริ่มรู้สึกว่าบ้านของตนเองช่างเป็นสถานที่ที่ไม่น่า อยู่ อากาศก็อุดอู้ เขาเริ่มบ่นกับตัวเองว่าคิดผิดถนัดที่สร้างบ้านขึ้นมา เพราะนึกว่าบ้านจะให้ความสุขได้นานๆ บางวันเขาก็ครุ่นคำนึงว่า น่าจะสร้างบ้านให้หลังใหญ่กว่านี้ จะได้บรรจุอะไรต่อมิอะไรได้เยอะๆ ตามต้องการ
ขณะที่เขาเริ่มไม่มีความสุขเพราะบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของนั้นเอง ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่งผ่านมาแถวนั้น เขาบ่นดังๆ จนปราชญ์คนนั้นได้ยิน นักปราชญ์หนุ่มจึงแนะนำว่า ถ้าเขาอยากให้บ้านเป็นสถานที่แห่งความสุข ก็ไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแต่ขนข้าวของทั้งหมดออกมาวางข้างนอกบ้านเสียก็หมดเรื่อง
ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รีบทำตามทันที เขาเริ่มขนข้าวของซึ่งโดยมากล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่จำเป็น หากแต่เขาเก็บเอาไว้เพราะความละโมบมากกว่าออกมาทิ้งนอกบ้าน ขนอยู่สองวัน จนบ้านว่าง โล่ง และดูกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตา คราวนี้เขามีความสุขมาก รำพึงกับตัวเองว่า แหม บ้านของฉันช่างกว้างขวาง และน่าอยู่เสียนี่กระไร นักปราชญ์ได้ยินแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า บ้านของเจ้าน่ะ มันกว้างขวาง ว่าง โล่ง และน่าอยู่มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เจ้าของหากล่ะที่ทำให้มันไม่น่าอยู่ ด้วยการบรรจุอะไรๆ ที่เกินจำเป็นใส่เข้าไป จนบ้านกลายสภาพเป็นกองขยะดีๆ นี่เอง
ใช่หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ที่กำลังกวาดตามองหาความสุขและพยายามที่จะเติมสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้าไปในชีวิต แต่แล้วก็ยังคงรู้สึก “พร่อง” หรือหมักหมมไปด้วยความทุกข์อยู่เหมือนเดิม ไม่แตกต่างอะไรกับชายเจ้าของบ้านในนิทานปรัชญาเรื่องนี้
การจัดการชีวิตให้มีความสุขนั้น ทางที่ถูก อาจไม่ใช่การใส่อะไรลงไปในชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้ว คือการถ่ายเท ปล่อยวาง หรือระบายบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตมากกว่า

ในพุทธศาสนานั้น เราถือกันว่า ความสุขอาจเกิดจากความมี (สามิสสุข) ก็ได้ แต่ที่เหนือกว่านั้น ความสุขอาจเกิดจากความเป็นอิสระจากความมีก็ได้ด้วย (นิรามิสสุข)

บ้านแห่งชีวิตของเรา เมื่อแรกสร้างก็ดูโปร่ง โล่ง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบายหูสบายตา แต่เมื่ออยู่กันไป อะไรๆ ก็ชักจะเพิ่มขึ้น และบางทีเพิ่มมากมายจนกลายเป็นปัญหาอันบั่นทอนต่อความสุขในชีวิตคู่
จะดีกว่าไหม หากมีเวลาว่าง คนรักกัน น่าจะลองหาวิธีทำพื้นที่หัวใจให้ว่างด้วยการถอดถอนบางอย่างทิ้งออกไป
ขอเพียงเรียนรู้ที่จะลดบางอย่างลงไป ความสุขในหัวใจก็คงจะเพิ่มขึ้น
ความสุข บางครั้งอาจไม่ได้ผูกพันอยู่กับความมี  แต่บางที… อาจมาจากความว่าง
From : สถาบันวิมุตตยาลัย





คิดถึงวันฟ้าใส

5 08 2009

ฟ้าใส1ช่วงนี้ที่ภูเก็ตฝนตกเกือบจะทุกวัน และก็ตกวันละหลายรอบ วันที่ฝนไม่ตกก็ฟ้าหม่นมัว ไม่สดใสเลยค่ะ ลูกค้าที่มาเล่นโยคะก็ลดลง พอถามว่าทำไมไม่มาเล่นโยคะ…คำตอบที่ได้รับคือ ฝนตก ก็เลยขี้เกียจเดินทาง… บางคนก็บอกว่าอากาศน่านอนมากกว่า…อิอิอิ ความเห็นนี้ใกล้เคียงกับก้อยมากเลย

ฟ้าใส2

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก้อยยังออกไปจ๊ะจ๋ากับฟ้าใสที่เขื่อนบางวาดอยู่เลย มีรูปมาให้ดูด้วยค่ะ

ฟ้าใส3เขื่อนบางวาด เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่ก้อยจะไปพักผ่อน คนอื่น ๆ อาจจะไปออกกำลังกาย ไปดูระดับน้ำในเขื่อนว่าลดลงมากรึป่าว แต่สำหรับก้อยคือการไปพักผ่อนจริง ๆ ค่ะ ก้อยชอบนั่งดูน้ำ ดูผู้คนทำกิจกรรมหลากหลาย สลับกับการอ่านหนังสือเล่มโปรด และ ข้าวเหนียวหมูปิ้งแสนอร่อยค่ะ ใครที่ไม่เคยไปชื่นชมบรรยากาศผ่อนคลาย และสูดอากาศบริสุทธิ์ที่เขื่อนบางวาด ต้องไม่พลาดที่จะลองไปดูสักครั้ง…แล้วคุณจะติดใจ

กิจกรรมสุดฮิตที่เขื่อนบางวาด น่าจะเป็นการวิ่งออกกำลังกายรอบเขื่อนค่ะ ตามมาด้วยปั่นจักรยานรอบเขื่อนสัก 3-4 รอบ ต่อมาก็เป็นการเดินออกกำลังกายเบา ๆ บริเวณสันเขื่อน ซึ่งมีการเดินหลายแบบมากค่ะ และส่วนมากจะมีเพื่อนร่วมเดินเป็นเจ้าสี่ขาหลากหลายสายพันธุ์ ใครที่ชอบดูโน่น นี่ นั่น แบบก้อย ก็จะมีอะไรต่อมิอะไรให้ดูมากมายค่ะ

ฟ้าใส4ภาพที่ก้อยชอบมาก ๆ อีกภาพ คือ ภาพครอบครัว ซึ่งมีเข้ามาในสายตาหลากหลายรูปแบบค่ะ แต่ช่วงนี้อากาศไม่เป็นใจ คงต้องห่างหายจากเขื่อนบางวาดสักระยะ และก็หากิจกรรมอื่น ๆ ทำ เพื่อความหลากหลายของชีวิตค่ะ ไม่ต้องแปลกใจนะคะถ้าก้อยจะน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะไม่อยากออกนอกบ้านก้อยก็เลยหันมาสนุกกับการทำอาหารแทน อิอิอิ

ฟ้าใส5

ฟ้าใส6





รวมมิตรสัตว์โลกแสนน่ารัก

5 08 2009

เรื่องที่หนึ่ง

แม่พูดกับลูกชาย “นกแก้วของลูกบินหนีไปตอนลูกอยู่ที่โรงเรียนจ๊ะ”

“นึกอยู่แล้วเชียวแม่” ลูกชายถอนหายใจ “ก็ตอนทำการบ้านวิชาภูมิศาสตร์เมื่อวานนี้ มันมานั่งเกาะไหล่ผม ตาจ้องหนังสือแผนที่เป๋งเลย”

เรื่องที่สอง

ชายคนหนึ่งซื้อนกแก้วตัวเมียที่พูดจาสัปดี้สีปะดนมาได้ไม่เท่าไร ก็ได้รับโทรศัพท์จากบาทหลวงว่าสัปดาห์หน้าจะแวะมาหาที่บ้าน ด้วยความวิตกในถ้อยวาจาของนางนก เขารีบโทรศัพท์ไปหาเพื่อน ซึ่งเลี้ยงนกแก้วตัวผู้นิสัยดีไว้สองตัว ตัวหนึ่งพร่ำสวดมนต์ ส่วนอีกตัวกำลูกประคำไว้ในอุ้งเท้า ขณะร้องสรรเสริญพระแม่มารี

“ขอเอานกมาฝากไว้สองสามวันได้ไหม” เขาถาม “เผื่อมันจะรับเอานิสัยดี ๆ จากนกของนายมาบ้าง”

เพื่อนตกลง ชายผู้นั้นจึงเอานกของตนไปใส่ไว้ในกรงติด ๆ กับนกหนุ่มแก่วัดทั้งสอง

ทันใดนั้น……

เจ้านกแก้วตัวแรกก็หยุดสวดมนต์ และหันขวับไปหาอีกตัวทันที

“หุบปากเถอะ” มันพูด “พระเจ้าส่งสิ่งที่เราวอนขอมาให้แล้ว”

เรื่องที่สาม

เพื่อนสี่คนเถียงกันว่าหมาของใครฉลาดที่สุด …

คนที่เป็นวิศวกรพูดกับหมาของตนว่า “ไม้ที แสดงฝีมือของเจ้าให้ดูหน่อยซิ” ไม้ทีกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะ คาบกระดาษและดินสอออกมาวาดรูปสามเหลี่ยมที่สมบูรณ์แบบ

นักบัญชีบอกหมาของตนว่า “สูตรคูณ โชว์หน่อยลูก” หมาของเขาวิ่งเข้าไปในครัว คาบถุงขนมคุกกี้ออกมาฉีก แล้วจัดแบ่งขนมออกเป็นสี่กอง ๆ ละ เท่า ๆ กัน

พอถึงนักเคมี ถ้วยตวง หมาของเขาเดินไปที่ตู้เย็น คาบกล่องนมขนาดหนึ่งลิตรออกมา เทใส่ถ้วยตวงได้ 250 มิลลิลิตรพอดี

คนสุดท้ายเป็นข้าราชการ “สองขั้น” เขาตะโกนเรียกชื่อหมาคู่ใจ “จัดการเลยลูก” ได้ยินเท่านั้นเอง หมาของเขาก็กระโดดขึ้นไปอุจจาระรดกระดาษ กินขนมคุกกี้ แล้วกินนมจนเกลี้ยงถ้วย !!!





โทษฐานที่นอกใจ

5 08 2009

คุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งแต่งงานอยู่กินกันมากว่า 30 ปี แต่แล้วก็ต้องประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ เพราะคุณลุงเกิดหลับใน รถจึงลอยละลิ่วลงไปในเหวลึกข้างทาง คุณป้าเสียชีวิตคาที่ ส่วนคุณลุงนอนหายใจรวยรินอยู่ได้ราว 30 นาทีก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตตามคุณป้าไปอีกคน

ขณะที่คุณลุงยืนงุนงงอยู่หน้าประตูทางเข้าสวรรค์นั่นเอง ก็ได้ยินเสียงเทวฑูตที่เฝ้าประตูพูดขึ้นว่า

“ลุงเป็นคนดีนะถึงได้มาอยู่ตรงนี้ แต่ว่าก่อนจะผ่านเข้าสู่สวรรค์ คุณต้องล้างบาปที่มีอยู่เล็กน้อย ให้มันสะอาดผ่องแผ้วเสียก่อน”

“ทำยังไงกันล่ะ พ่อหลานชาย”

“ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแต่ต้องสารภาพมาว่าสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่น่ะ ลุงเคยนอกใจคู่สมรสบ้างหรือเปล่า และถ้ามีต้องบอกความจริงมาว่ากี่ครั้ง”

“เอ…ถามเรื่องนี้ ลุงก็ชักจะเลือน ๆ ไปแล้วเหมือนกัน อืม…ลุงว่าคงจะซัก…เอ่อ…สามครั้งได้ละมั้ง”

“ถูกต้องแล้วลุง ทีนี้ลุงก็ช่วยหันก้นมาทางนี้หน่อย” พอลุงหันไป เทวทูตก็เอาเข็มเย็บผ้าจิ้มที่แก้มก้นของลุง 3 ทีพอให้สะดุ้ง

“เรียบร้อยแล้วลุง ผ่านเข้าประตูสวรรค์ไปได้เลยครับ”

“โอ๊ะ…แค่นี้เองหรอกหรือ แหม…ดีจริง”

พอลุงจะก้าวข้ามประตู เกิดนึกขึ้นมาได้จึงหันไปถาม

“เอ้อ แล้วหลานชายเห็นป้าผ่านมาทางนี้บ้างมั้ย” ว่าแล้วลุงก็บรรยายลักษณะของป้าให้เทวทูตฟัง

“อ๋อ…คุณป้าคนนั้นน่ะเหรอ…แกยังนอนอยู่ใต้จักรเย็บผ้าอยู่เลยลุง…!!!”