ประวัติเอกสารสำหรับ มิถุนายน, 2010

พักฟื้นเพื่อฟื้นตัวภายใน 14 วัน

มิถุนายน 29, 2010

คุณหมอนัดดูแผลวันจันทร์ที่ 21 มิ.ย. และแจ้งให้พักงาน 45 วัน…มาถึงวันนี้ก้อยตัดสินใจใช้สิทธิ์เพียง 14 วัน เพราะอาการภายนอกเรียกได้ว่าสมบูรณ์พร้อม 80% เหลือแต่แผลภายในที่ต้องใช้เวลารักษาตัวเองประมาณ 3 เดือน

อาหารสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดที่เสียเลือดมากคือ ตับ … งานเข้าเลยค่ะ ก้อยไม่กินตับ ไม่กินเครื่องใน ไม่กินหอย ไม่กินเลือด ในเมื่อของดี ๆ กินไม่เป็นก้อยจึงจำเป็นต้องเลือกกินของที่กินง่ายที่สุด คือ ไข่ต้มสุก และกินเฉพาะไข่ขาวเท่านั้น ถ้าเป็นวันเวลาปกติก้อยไม่กินเด็ดขาด กับผักใบเขียว เช่น คะน้า และ เต้าหู้ เพื่อช่วยร่างกายซ่อมแซมส่วนที่ถูกผ่า ถูกตัด และถูกเย็บ ทั้งหลายแหล่ ตอนนี้ก้อยกินไข่ขาวต้มสุกวันละ 2 ฟอง ในตอนเช้า และอาศัยออริกาโน + พริกไทย + แม็กกี้ ช่วยให้ผ่านไปได้อย่างไม่ยากนัก แต่พอกินหลายวันก้อยก็ชักจะไม่ไหว ต้องเรียกว่าใช้ความอดทนในการกินมากเลยค่ะ นอกจากไข่ขาวแล้วก็ต้องกินยาเพิ่มเลือดอีก 1 เดือนเช้า – เย็น

ช่วงอาทิตย์แรกหลังผ่าตัดก้อยไม่ค่อยเคลื่อนไหวมากนัก กินกับนอน และเดินไป-มาในบ้าน เพื่อไม่ให้แผลยึด ครบ 7 วันหลังผ่าตัดก็กลับไปให้คุณหมอดูแผล และตัดไหม (บางส่วนที่เป็นไหมเย็บ) เชื่อมั้ยคะว่าน้ำหนักก้อยหายไป 1.5 กก. แบบสบาย ๆ แต่การขับรถยนต์ครั้งแรกหลังผ่าตัดทำให้ก้อยเครียดและเหนื่อยพอประมาณเลยค่ะ กลับถึงบ้านต้องขอนอนพักแบบห้ามรบกวน

ตอนนี้น้ำหนักคงเพิ่มมาบ้างแล้วล่ะ เพราะกิจวัตรประจำวันคือกินกับนอน และเดินออกกำลังกายในตอนเย็น ครบ 2 อาทิตย์ ก้อยก็มาทำงานได้ตามปกติค่ะ แต่ต้องระวังเรื่องการเดินช้า ๆ ไม่ยกของหนัก ไม่วิ่ง ไม่ออกกำลังกาย และระวังไม่ให้ใครมาชนหน้าท้อง เพราะก้อยยังเจ็บแผลข้างในอยู่ วันนี้ (จันทร์ที่ 28 มิ.ย. 53) ก้อยเริ่มงานวันแรกก็เจอกับฝนตกหนักตั้งแต่เช้าเลย งานก็ไม่หนักมากนะคะเพราะเป็นงานนั่งโต๊ะส่วนใหญ่ แต่ช่วงเย็นก้อยก็รู้สึกเจ็บในท้องมากกว่าปกติ กลับถึงบ้านก็เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ และก็นอนพัก ก่อนจะลุกมาหาของกิน อิอิ

จากประสบการณ์ตรงที่เพิ่งผ่านมาก้อยบอกได้เลยว่าการผ่าตัดมดลูกไม่น่ากลัวเลยค่ะ แต่..การผ่าตัดทุกครั้งมีความเสี่ยง.. สำหรับคนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจ และมีปัญหาปวดท้องอย่างก้อย บอกได้เลยค่ะว่าหลังผ่าตัดก้อยรู้สึกดีมาก ๆ และปวดแผลน้อยกว่าปวดท้องในแต่ละเดือนเยอะเลย แต่ก็ต้องใช้เวลา 3-6 เดือน ในการรักษาตัวให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ให้แผลข้างในประสานกันเรียบร้อย แต่ทั้งนี้คุณต้องมีคำตอบเรื่องลูกให้ชัดเจนก่อนนะคะ…สู้ ๆ ค่ะ

วันเวลาหลังการผ่าตัดมดลูก (วันที่ 17 มิ.ย.)

มิถุนายน 29, 2010

วันนี้คุณหมอเข้ามาแจ้งข่าวดีตั้งแต่เช้า…ก้อยกลับบ้านได้แล้วค่ะ ดีใจจังเลย

ก้อยโทรฯบอกขาประจำทุกคนว่าวันนี้ก้อยกลับบ้านได้แล้ว จะได้ไม่เข้ามาเก้อ ช่วงที่รอทางโรงพยาบาลเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับบริษัทประกันฯ ก้อยก็อาบน้ำ – จริง ๆ แล้วเรียกว่าค่อย ๆ เช็ดตัวมากกว่า เพราะต้องระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ เสร็จจากธุระในห้องน้ำก้อยก็ต้องค่อย ๆ ขึ้นเตียง ขอนอนพักสักนิดนึงเพราะรู้สึกเหนื่อยมาก ๆ กับการออกแรงบิดผ้าเช็ดตัว และเอี้ยวตัวไปมาเพื่อเช็ดตัวให้สะอาดสดชื่น

พอมีแรงหน่อยก้อยก็ออกไปจัดการเรื่องยา และก็กลับมาเก็บของให้เรียบร้อย รอคนมารับกลับบ้าน ไม่อยากเชื่อเลยว่าการเดินออกจากห้องครั้งแรกไป-กลับเพียง 100 เมตร จะทำให้ก้อยเหนื่อยได้มากขนาดนี้ เมื่อคุณพยาบาลบอกว่าตอนกลับบ้านจะให้บุรุษพยาบาลมารับ ก้อยจึงไม่ปฎิเสธ….

ตอนนี้ก้อยต้องระวังเรื่องการไอ – การจาม ไม่ให้กระทบกระเทือนกับแผลในท้อง เพราะก้อยไม่เจ็บแผลข้างนอกสักเท่าไหร่ เจ็บแผลข้างในมากกว่า ตอนนี้ก้อยจึงเดินในท่าอุ้มแตงตลอดเวลา เพราะกลัวใครจะมาชน กลัวแผลกระเทือน กลัวไปหมดทุกอย่าง อิอิอิ

วันนี้ก้อยฝืนสังขารเดินซื้อของที่บิ๊กซีด้วยล่ะ เก่งมั้ยคะ… หมออ้นแนะนำให้ก้อยกินไข่ขาวทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ฟอง โดยการต้มไข่ให้สุก และกินเฉพาะไข่ขาว เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ในการรักษาแผลข้างใน ก้อยก็เลยต้องแวะซื้อไข่ไก่ และพ่วงมาด้วยมะม่วงสุก ที่เห็นแล้วอยากกินเลยต้องรีบซื้อก่อนที่ความรู้สึกอยากกินจะหมดไป ตอนนี้ถ้าเห็นอะไรแล้วอยากกินก้อยต้องรีบกิน เพราะกินได้ไม่มาก มันเหม็นเบื่อไปหมด

กลับถึงบ้านก้อยก็หมดแรงค่ะ…ไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากการได้นอนนิ่ง ๆ เงียบ ๆ

วันเวลาหลังการผ่าตัดมดลูก (วันที่ 16 มิ.ย.)

มิถุนายน 29, 2010

วันนี้ไม่มีคุณพยาบาลมาช่วยเช็ดตัว และก้อยก็รู้สึกปวดจนไม่อยากทำอะไร ก็เลยนอนนิ่ง ๆ ลุกไปห้องน้ำบ้างตามอาการปวด อาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ก็เป็นอาหารอ่อน ๆ ซึ่งตอนนี้ก้อยไม่ค่อยมีความรู้สึกอยากอาหารสักเท่าไหร่ กินได้นิดเดียวเอง…กลัวผอมจังเลย อิอิอิ

วันนี้ก้อยพอจะคุยรู้เรื่องแล้วก็เลยถามคุณหมอเรื่องมดลูกที่ตัดออกมาว่าใหญ่ขนาดไหน คุณหมอบอกว่าขนาดประมาณคนท้อง 4 เดือน (แล้วมันขนาดไหนหว่า….) และผลชิ้นเนื้อต้องรอประมาณ 2 อาทิตย์ ถ้าก้อยไม่มีอาการแทรกซ้อนพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้ เพราะดูจากวันนี้ก้อยก็แข็งแรง และสดชื่นมากแล้ว แต่ท้องที่บวมยังไม่ยุบเลยอ่ะค่ะ

วันนี้ได้คุยโทรศัพท์กับหมออ้นด้วย ทำให้รู้ว่าการผ่าตัดของก้อยมีความเสี่ยงมากเหมือนกัน ถ้าหากว่าเสียเลือดมากกว่านี้ หรือคุณหมอให้เลือดไม่ทันก้อยอาจจะช็อคได้ และมดลูกของก้อยก็มีลักษณะที่เรียกว่าเนื้อเยื่อมีการเจริญเติบโตนอกมดลูก ส่วนของก้อนเนื้อก็โตในชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก ไม่ใช่โตในส่วนของเยื่อบุมดลูก…ศัพท์ทางการแพทย์เข้าใจยากจังเลย ก้อยสามารถทำความเข้าใจได้ประมาณนี้แหละค่ะ ส่วนของแผลผ่าตัดต้องดูแลไม่ให้ถูกน้ำประมาณ 1 อาทิตย์ ซึ่งคุณหมอบอกว่าคุณหมอใช้ไหมละลายเย็บให้ แต่แผลข้างในนี่ซี…เรื่องใหญ่

ทั้งคุณหมอที่ผ่าตัดและหมออ้น ย้ำทุกครั้งที่คุยว่าก้อยเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่มานะคะ ใจเย็น ๆ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนมาก ๆ ห้ามยกของหนัก ห้ามออกกำลังกาย ซึ่งตอนนี้ก้อยเองก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรไหว อยากจะนอนพักเฉย ๆ ให้ร่างกายได้พักผ่อนและมีเวลาในการเยียวยาตัวเอง

แผลผ่าตัดอยู่ต่ำกว่าสะดือประมาณ 10 ซ.ม. คุณหมอปิดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำอย่าแน่นหนามาก เพราะจะได้ช่วยประคองแผลไว้ไม่ให้ปริแตก ก่อนนี้ทั้งคุณหมอและคุณพยาบาลถามว่าก้อยมีเลือดออกบ้างมั้ย ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากห้องผ่าตัด ซึ่งคำตอบคือ ไม่มีค่ะ แต่ตอนเย็นของวันนี้ก้อยก็เห็นว่ามีเลือดออกจากช่องคลอด เป็นเลือดสด ๆ สีจาง ๆ แต่ออกมาไม่มาก ก้อยแจ้งพยาบาลที่เข้ามาวัดความดันทราบ คุณพยาบาลก็บอกว่าไม่มีอะไรค่ะ เป็นเลือดที่ตกค้างข้างใน…น่ากลัวจัง

วันนี้อาการก้อยดีขึ้นมาก เดินได้คล่องพอสมควร พรุ่งนี้คงกลับบ้านได้แน่นอนค่ะ… ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ

วันเวลาหลังการผ่าตัดมดลูก (วันที่ 15 มิ.ย.)

มิถุนายน 29, 2010

ก้อยโชคดีที่ไม่มีอาการแพ้ยาเลย หลังจากฟื้นก็ไม่มีอาการข้างเคียง ไม่ว่าจะปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย แต่ก้อยทรมานกับอาการระคายเคืองในคอ เนื่องจากการสอดท่อช่วยหายใจในห้องผ่าตัดมากกว่า เวลาระคายเคืองในคอและมีอาการไอ ก้อยต้องตั้งหลักด้วยการเอามือจับที่แผลและกดแนบลงไปที่ท้อง เพื่อไม่ให้สะเทือนแผลมากนัก แต่ก็ช่วยได้ไม่มาก การกลั้นเอาไว้ก็ทรมานไม่แพ้กัน เพราะมันไม่สามารถกลั้นได้ และมันมีความรู้สึกว่าแผลในท้องจะปริแตกทั้งยวงเลยอ่ะค่ะ นอกจากก้อยต้องมีสติกับการไอแล้ว อีกอาการนึงที่ทรมานพอกันคือ การจาม ค่ะ ก้อยต้องหยุดให้ทัน หรือไม่ก็ให้กระเทือนในท้องน้อยที่สุด

เช้านี้คุณพยาบาลมาช่วยเช็ดตัวให้ก้อย 2 คนค่ะ เพราะก้อยยังไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากมีทั้งสายน้ำเกลือ และสายปัสสาวะ ซึ่งหลังจากเสร็จทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก้อยยืนยันว่าสามารถเข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวเอง คุณพยาบาลจึงยอมถอดสายให้ แต่ยังคงให้น้ำเกลือต่อ เพราะก้อยยังทานอาหารไม่ได้เลยค่ะ

ครั้งแรกที่ก้อยพยายามลุกเดินไปห้องน้ำด้วยตัวเอง เป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ เลยค่ะ ยันตัวเองขึ้นจากเตียงได้ก็ต้องหยุดพักค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นนั่ง และก็ต้องนั่งหลับตาหายใจยาว ๆ เพราะตอนนี้โลกมันหมุนเร็วจี๋เลยค่ะ ก้อยจับแขนแก้วจนรู้สึกว่าตัวเองนิ้วชา กลัวเพื่อนเจ็บก็เลยค่อย ๆ ลืมตาและปล่อยมือเปลี่ยนเป็นจับหลวม ๆ แทน และก็ต้องอาศัยแรงของแก้วกับแม่พาตัวเองลงจากเตียง และก็ยืนทำใจพร้อมรับความเจ็บปวดจากการเดิน ต้องค่อย ๆ กระย่องกระแย่งเดินไปห้องน้ำค่ะ ความรู้สึกตอนนั้นคือทำไมห้องน้ำอยู่ไกลจังเลย … และครั้งแรกที่ต้องปัสสาวะด้วยตัวเองหลังจากถอดสายสวนแล้ว และมีแผลผ่าตัดที่ต้องประคอง … ความรู้สึกนั้นไม่มีคำบรรยายค่ะ

เช้านี้ก้อยได้พบคุณหมอที่ผ่าตัดด้วยค่ะ คุณหมอบอกว่าเคสของก้อยเป็นเคสที่ยากที่สุดในรอบปี คุณหมอไม่สามารถตัดมดลูกได้ทั้งหมด ส่วนของปากมดลูกไม่สามารถตัดออกได้ เพราะมีส่วนพังผืดติดกับลำไส้ ถ้าทำต่อไปมีโอกาสกระทบกระเทือนกับลำไส้ได้ และก้อยก็เสียเลือดในระหว่างผ่าตัดเยอะมาก แต่ดูจากการฟื้นตัวของก้อยแล้วคุณหมอก็ชมว่าฟื้นตัวได้เร็วมาก ยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง ก้อยก็เดินไปห้องน้ำได้ด้วยตัวเองแล้ว และตลอดคืนไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อน แต่ก็ยังสั่งงดอาหาร รับน้ำเกลือไปก่อนล่ะกัน

กว่าน้ำเกลือถุงสุดท้ายจะหมดก็เย็นแล้วล่ะค่ะ หลังจากถอดเข็มออกก้อยก็รู้สึกสบายตัวสุด ๆ จะลุกจะนอนก็คล่องขึ้น การเดินก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น ไม่ต้องงอตัวเหมือนครั้งแรก หมออ้นบอกว่าก้อยต้องเดินตัวตรงให้ได้เร็วที่สุด แต่ก็อย่าฝืนมาก ถ้าเจ็บก็ให้หยุด ซึ่งคุณหมอเย็บแผลและตรึงแผลไว้ดีมาก ก้อยไม่รู้สึกเจ็บแผลเลย แต่มันระบมทั้งข้างในและข้างนอกมากกว่า …

วันเวลาหลังการผ่าตัดมดลูก (วันที่ 14 มิ.ย.)

มิถุนายน 29, 2010

สำหรับคนที่เคยผ่านการผ่าตัดใหญ่มาแล้ว คงจะจดจำความรู้สึกต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้ดี หลังจากโบกมือลาคนที่มาส่งที่หน้าห้องผ่าตัดแล้ว ก้อยก็ตัดความกังวลทั้งหมดออกไป ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นและเป็นไปตามชะตากรรม… ต้องขออนุญาตใช้คำว่า “ชะตากรรม” จริง ๆ ค่ะ หลังจากคุณหมอฉีดยาผ่อนคลายกล้ามเนื้อเข้าสายน้ำเกลือเข็มแรกหมดไป ก้อยรู้สึกเพียงซ่า ๆ วาว ๆ ในปาก และก็หมดความรู้สึกไปเลย ไม่รับรู้อะไรอีก ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความคิดสับสนวุ่นวาย ไม่มีรัก ไม่มีโกรธ ไม่มีกังวล ไม่มีห่วง ไม่เศร้า ไม่ดีใจ ไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้ … ความตายก็คงเป็นแบบนี้แหละ…

….ก้อยเข้าห้องผ่าตัดประมาณบ่าย 2  แม่บอกว่าก้อยกลับมาที่ห้องอีกครั้งประมาณ 5 โมงเย็น คนที่รอรับก้อยกลับห้องคือหมูกับหมอน ซึ่งทั้งสองคนบอกว่าก้อยออกมาตัวเย็นมาก ซีดมาก สายระโยงระยางเต็มไปหมด ตอนนั้นก้อยยังไม่รู้สึกตัว 100 % แต่สติเริ่มรับรู้ได้บ้าง ก้อยเริ่มรู้ตัวตอนที่มาถึงห้อง ได้ยินเสียงป๋า เสียงแม่ และคนอื่น ๆ แต่ไม่สามารถลืมตามองใครได้เลย หูได้ยินนะคะว่าใครพูดอะไรบ้าง แต่มันไม่สามารถลืมตามาตอบโต้ได้…

สภาพตอนนั้นแย่มากค่ะ ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เลย มันชาไปหมด แขนขาไม่มีแรง พอเริ่มรู้สึกตัวก้อยก็รู้ว่าน้ำเกลือเปลี่ยนเป็นเลือดแล้ว และได้ยินเสียงพยาบาลบอกว่าคนไข้เสียเลือดในห้องผ่าตัดมาก คุณหมอสั่งให้เลือด 3 ขวด และห้ามให้คนไข้หลังผ่าตัดดื่มน้ำเด็ดขาด อย่าใจอ่อนกับคนไข้… ตอนนี้ก้อยไม่มีแรงจะทำอะไรเลย ความรู้สึกยังสะลึมสะลือ อยากจะหลับ แต่ก็ไม่ได้หลับเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคุณพยาบาลขยันเข้ามาวัดความดัน วัดปรอด จับชีพจร ตลอดเวลา  ก้อยร่ำร้องขอดื่มน้ำก็ไม่มีใครยอมตามใจ ตอนนี้ก้อยขมไปทั้งปาก แต่ไม่มีแรงอาละวาด อิอิอิ

สักพักนึงก้อยก็เริ่มรู้ตัว ดูสภาพตัวเองที่มีทั้งถุงน้ำเกลือ ถุงเลือด ถุงปัสสาวะ เคลื่อนไหวนิดหน่อยก็เจ็บไปทั้งตัว โอย…ทรมานที่สุดเลย แต่ก้อยไม่กล้าโอดครวญมาก กลัวป๋ากับแม่จะเป็นห่วง ตอนนี้คนอื่น ๆ กลับบ้านหมดแล้ว เหลือป๋ากับแม่อยู่เป็นเพื่อนก้อยที่โรงพยาบาล คืนแรกผ่านไปอย่างเบลอ ๆ ผสมความเจ็บปวดนิดหน่อย ก้อยเจ็บที่แขนที่เข็มให้เลือดเสียบคาไว้มากกว่าเจ็บแผลผ่าตัดซะอีก เพราะเข็มใหญ่มาก (ในความคิดของก้อยนะ) คุณพยาบาลบอกว่าเข็มไม่ใหญ่หรอกแต่เส้นเลือดก้อยน่ะเล็ก เฮ้อ….

เกิดเป็นหญิง…ช่างยาก…ลำบากแท้ (ตอนจบ)

มิถุนายน 29, 2010

และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง…ก้อยรับรู้ได้ถึงกระแสความห่วงใยของคนในครอบครัวและคนใกล้ตัวรวมถึงเพื่อนที่ใกล้ชิด ที่เครียดแทนก้อยมากนัก ก้อยก็ได้แต่บอกกับทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อย่าเครียดซี … ไม่มีอะไรหรอก ใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้น …

คืนที่ผ่านมาก้อยหลับไม่สนิทนัก เพราะกังวลว่าจะต้องตื่นมากินอะไรรองท้องก่อน 7 โมงเช้า เอาเข้าจริง ๆ ก้อยตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่มันไม่ใช่เวลากินอ่ะค่ะ สามารถกินได้แค่โยเกิร์ตกับคุกกี้ 2 ชิ้นแค่นั้นเองค่ะ หลังจากนั้นก็อาบน้ำสระผม ทำความสะอาดร่างกาย เช็คความพร้อมของการเตรียมตัว เช่น ไม่ทาสีเล็บ ไม่ใส่ฟันปลอม ไม่ใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ใส่เครื่องประดับ จัดกระเป๋าเรียบร้อย ก้อยยังมีเวลาเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศช่วง 8-10 โมงเช้า เพื่อนมารับที่บ้านเวลา 10.15 น. เพื่อไปถึงโรงพยาบาลมิชชั่นก่อน 11.00 น.

ถึงโรงพยาบาลก้อยก็ถูกพาเข้าห้องเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการสวนอุจจาระ , การโกนขน , การเจาะเลือด และให้น้ำเกลือ เพราะก้อยงดน้ำงดอาหารตั้งแต่ 7.00 น. หลังจากนั้นคุณหมอก็เข้ามาคุยด้วยเพราะก้อยแจ้งพยาบาลว่าขอพบคุณหมอก่อนเข้าห้องผ่าตัด เรื่องการตัดไส้ติ่ง … คุณหมอแจ้งว่าสามารถทำให้ได้ แต่โอกาสที่แผลจะติดเชื้อก็มีสูงถึง 20% เพราะการผ่าตัดมดลูกเป็นแผลสะอาด แต่การตัดไส้ติ่งเป็นแผลสกปรก ก้อยตัดสินใจได้เลยว่า…งั้นไม่ตัดค่ะ อิอิ คุณหมอคุยให้ฟังถึงการผ่าตัดนิดหน่อย ช่วยให้ก้อยไม่เครียดมากนัก และทำความตกลงเพิ่มเติมว่า สิ่งที่หมอจะทำคือการตัดมดลูกตามความต้องการของคนไข้ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ เพราะเหตุที่ไม่อาจคาดเดาได้ คุณหมอก็จะทำการผ่ามดลูกและเอาก้อนเนื้อที่มีทั้งหมดออก หลังจากนั้นก็จะเย็บมดลูกให้เหมือนเดิม

ตอนนี้ก้อยมีเวลาสำหรับทบทวนการตัดสินใจครั้งสุดท้าย และก้อยก็พบว่ามันไม่มีความกลัวหรือความกังวลอะไรเลย ก้อยพร้อมสำหรับการผ่าตัด พร้อมสำหรับการเดินทาง…ถ้าหากว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก้อยบอกกับคนใกล้ชิดทุกคนว่าก้อยตัดสินใจดีแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้าหากว่ามันถึงเวลาของก้อยแล้ว ถ้าไม่เข้าห้องผ่าตัด ก้อยก็อาจจะต้องไปด้วยสาเหตุอื่น ๆ อีกสารพัด… ไม่มีใครห้ามความตายได้ ถูกต้องมั้ยคะ ถ้าก้อยไม่ได้กลับออกมาจากห้องผ่าตัด ก้อยก็ไม่เสียใจค่ะ ก้อยได้บอกลาคนที่ก้อยรักแล้ว…

เกิดเป็นหญิง…ช่างยาก…ลำบากแท้ (ตอน 4)

มิถุนายน 29, 2010

หลังจากหยุดทานฮอร์โมนส์ในเดือนที่ 3 และมีการพูดคุยกับหัวหน้างานแล้วว่าก้อยกำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจเรื่องนัดวันผ่าตัดมดลูก ก้อยก็ใช้วันหยุดไปพบหมอที่โรงพยาบาลมิชชั่น และปรึกษาเรื่องการผ่าตัดมดลูก เพราะคุณหมอแจ้งแล้วว่าการเอาก้อนเนื้อออก เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดก้อนเนื้อในมดลูกอีกมากถึง 50% ก้อยจึงตัดสินใจว่าตัดออกไปเลยดีที่สุด และก้อยก็ได้วันนัดมาเรียบร้อยค่ะ วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2553 คุณหมอนัดให้มาถึงโรงพยาบาลก่อน 11.00 น. และแจ้งเวลาผ่าตัดคือ 15.00 น.

ก้อยมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจ และหาข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมอีก 1 อาทิตย์ ซึ่งส่วนของข้อมูลวิชาการทั้งหมดมาจากหมออ้นทั้งนั้นแหละ อื่น ๆ ก็มีเพื่อน ๆ พูดให้ฟังบ้าง ก้อยก็รับฟังเป็นข้อมูล เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ เรื่องการเตรียมตัวก้อยเตรียมมากสักหน่อย เพราะก้อยอยู่บ้านคนเดียว จึงต้องเตรียมเรื่องอาหารการกินไว้ให้พร้อมในช่วงพักรักษาตัว และก็เคลียร์งานออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะคุณหมอแจ้งมาแล้วว่าต้องหยุดพักประมาณ 30–45 วัน ส่วนเรื่องเตรียมใจไม่ต้องเตรียมมากค่ะ ถ้าตัดสินใจแล้วก้อยพร้อมสำหรับทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ อย่างที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะหมออ้นบอกแล้วว่า การผ่าตัดทุกครั้งมีความเสี่ยง แต่การผ่าตัดมดลูกเป็นการผ่าตัดที่ไม่อันตรายมากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ หรือผ่าตัดสมอง แต่ก็เป็นการผ่าตัดใหญ่เช่นกัน

ครั้งนี้ก้อยเลือกใช้บริการที่โรงพยาบาลมิชชั่น เพราะสามารถใช้ประกันสังคมและประกันชีวิตได้ จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะก้อยเช็คค่าใช้จ่ายมาแล้ว ถ้าเป็นที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯภูเก็ต ก็ประมาณ 5 หมื่นบาท ดูเหมือนว่าจะเป็น Package  ส่วนที่โรงพยาบาลสิริโรจน์ประมาณ 6-7 หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลมิชชั่นก้อยไม่ต้องจ่ายสักบาท …

เกิดเป็นหญิง…ช่างยาก…ลำบากแท้ (ตอน 3)

มิถุนายน 29, 2010

คำภาวนาไม่เป็นผลค่ะ….ก้อยต้องยอมรับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยผลการตรวจเนื้อเยื่อปากมดลูกก็ไม่ใช่เนื้อร้าย

คุณหมอให้ความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้ก้อยตัดสินใจด้วยตัวเอง และแนะนำให้ขูดเนื้อเยื่อในมดลูกเพื่อตรวจเนื้อร้าย ก่อนการตัดสินใจต่อไป ซึ่งในวันที่ตรวจคุณหมอไม่สามารถทำให้ก้อยแบบสดได้ และก้อยก็ไม่มีวันลามากพอที่จะอยู่หาดใหญ่ต่ออีก 3-4 วัน ก้อยจึงตัดสินใจกลับมาขูดมดลูกที่ภูเก็ต

การติดต่อทำนัดต่าง ๆ ที่โรงพยาบาล มอ. หาดใหญ่ ก้อยมีหมออ้นช่วยจัดการให้ทุกอย่างเลยไม่เสียเวลามาก ผลแล็ปก็ทราบผลเร็วมาก เพราะตรวจกันที่โรงพยาบาลได้เลย ไม่ต้องส่งขึ้นกรุงเทพฯ กลับมาถึงภูเก็ตก้อยก็ทำนัดกับคุณหมอที่โรงพยาบาลสิริโรจน์เพื่อขูดมดลูกทันที ตอนนี้ดีกรีความเครียดเพิ่มมากขึ้น ไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย ก้อยต้องรีบจัดการให้เรียบร้อยค่ะ

การขูดมดลูกก้อยต้องลางาน เพราะคุณหมอต้องวางยาก่อนจัดการ อย่างน้อยต้องพัก 1 คืน เพราะก้อยไม่ได้ให้ใครมารับมาส่ง ทำเองทั้งหมดเลย…ไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องมากังวลด้วย แต่ก้อยไม่ลืมย้ำให้หมูกับหมอน 2 เพื่อนเลิฟมารับก้อยออกจากห้องผ่าตัดด้วย….

 คุณหมอนัดมาฟังผลอีก 1 อาทิตย์ค่ะ เพราะต้องส่งไปตรวจที่กรุงเทพฯ ผลที่ออกมาไม่น่ากลัวค่ะ เพราะไม่ใช่เนื้อร้าย แต่คุณหมอบอกว่าเดือนนี้ก้อยยังมีประจำเดือนตามปกติ เพราะคุณหมอไม่สามารถขูดมดลูกก้อยได้ทั้งหมด ด้านหน้าของมดลูกค่อนข้างบาง ส่วนด้านหลังก็ติดก้อนเนื้อก้อนนั้น จึงขูดได้แค่เพียงพอสำหรับการตรวจเท่านั้นเอง … เฮ้อ

ก้อยยังไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดมดลูกได้ ทั้ง ๆ ที่คุณหมออธิบายทั้งหมดให้ฟังแล้วว่าเป็นการตัดมดลูกออกไป แต่ปีกมดลูกยังคงอยู่ การผลิตไข่และฮอร์โมนส์ต่าง ๆ ยังมีเป็นปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดฮอร์โมนส์ และผู้หญิงส่วนมากมีก้อนเนื้อในมดลูกกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าจะก้อนใหญ่หรือเล็ก และมีผลกับร่างกายหรือไม่

สรุปว่าก้อยยังไม่มีแผนเรื่องผ่าตัดมดลูก คุณหมอจึงให้ฮอร์โมนส์มาทาน เพื่อระงับอาการปวดทั้งหลายแหล่ … ก้อยทานฮอร์โมนส์ได้ 2 แผง ก็ตัดสินใจหยุดทานค่ะ เพราะผลที่ตามมาจากการทานฮอร์โมนส์ต่อเนื่องมันน่ากลัวมากกว่าอาการปวด… 2 เดือนที่ทานฮอร์โมนส์ประจำเดือนมาตามปกติ และไม่มีอาการปวด …

เกิดเป็นหญิง..ช่างยาก…ลำบากแท้ (ตอน 2)

มิถุนายน 29, 2010

ก้อยไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ จะทนกับการปวดได้นานกว่าก้อย หรือน้อยกว่าก้อยนะคะ แต่ก้อยเป็นคนกลัวเข็มฉีดยามาก และไม่ชอบเข้าโรงพยาบาล จนกว่าจะทนไม่ไหวจริง ๆ และวันนั้นก็มาถึง….

วันนั้นก้อยปวดในท้องมากจนทนไม่ไหว กินยาแล้วก็ยังปวด จึงตัดสินใจเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง และครั้งนี้ก้อยยอมรับการตรวจทุกอย่าง …

ผลตรวจออกมาแล้ว…ก้อยมีก้อนเนื้อในมดลูก ไม่ใช่ก้อนเดียวนะคะ หลายก้อน ไม่สามารถระบุจำนวนได้ แต่ก้อนที่ใหญ่ที่สุดประมาณ 5-6 ซ.ม. มังคะ และอยู่ทางส่วนหลังของมดลูก และคือสาเหตุของอาการปวดทั้งหมด…

คุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดมดลูก หลังจากพูดคุยกันแล้วว่าก้อยไม่ต้องการมีลูก แต่ก้อยยังไม่มั่นใจ จึงเลือกทางเลือกที่สอง คือกลับไปดูอาการสัก 4-6 เดือน แล้วค่อยกลับมาตรวจอีกครั้งว่าก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นมั้ย…ขอกลับไปตั้งหลักก่อนค่ะ เพราะก้อยเข้าโรงพยาบาลโดยที่ทางบ้านไม่มีใครทราบเลย…

ก้อยปล่อยเวลาให้ผ่านไปอีก 3-4 เดือน แต่เป็น 3-4 เดือน ที่เริ่มมีความผิดปกติกับการมีประจำเดือนเพิ่มมากขึ้น อาการปวดเหมือนเดิม ปริมาณประจำเดือนมากเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือคราบเปื้อนก่อนมีประจำเดือนนานเป็นสัปดาห์ และหลังจากหมดประจำเดือนแล้วก็ยังมีเลือดออกมาอีก ตอนนี้ก้อยเริ่มเครียดแล้วค่ะ จึงหาวันลาไปตรวจที่ โรงพยาบาล มอ.หาดใหญ่ และเฝ้าภาวนาขอให้ก้อนเนื้อไม่โตขึ้นอีก หรือให้การอ่านผลครั้งแรกผิดพลาดไปเลยก็ได้ จริง ๆ แล้วไม่มีก้อนเนื้ออะไรทั้งนั้น………………

เกิดเป็นหญิง…ช่างยาก..ลำบากแท้ (ตอน 1)

มิถุนายน 29, 2010

สำหรับคนอื่น ๆ อาจจะเป็นเรื่องง่าย ๆ กับการเกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เป็นเรื่องที่ยากสุด ๆ สำหรับก้อยเลยเชียวหละ ปัญหาเรื้อรังของก้อยคืออาการปวดประจำเดือนค่ะ ก้อยอยู่กับอาการปวดประจำเดือนมานาน…นานจนไม่อยากจะจำแล้วค่ะว่ากี่ปีกันแน่ และเปลี่ยนถุงประคบน้ำร้อนมาแล้วกี่ถุง อิอิ และไม่ต้องถามถึงปริมาณยาที่กินเข้าไปเพื่อระงับอาการปวด…

เอาเป็นว่าก้อยเล่าอาการของก้อยให้เพื่อนหญิงฟังเพื่อที่ว่าบางคนอาจจะมีอาการเหมือน ๆ กับก้อย และต้องการตัวช่วย เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ปวดอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้…

ก้อยเริ่มปวดประจำเดือนเมื่อไหร่จำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ แต่จำได้ว่าช่วงแรก ๆ ที่มีประจำเดือนไม่มีอาการปวด มาเริ่มมีอาการปวดช่วงปลาย ๆ 20 แรก ๆ อาการปวดก็ไม่มากนักอาศัยยาแก้ปวดประจำเดือนเพียง 1 เม็ด / เดือน และก็ประคบน้ำร้อนทุกครั้งที่มีประจำเดือน และต่อมายา 1 เม็ด / เดือน ก็ไม่เพียงพอสำหรับการระงับความปวด ก้อยต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เม็ด / เดือน จึงจะเอาอยู่ และช่วง 5 ปีนับถอยหลังไปก้อยก็ไม่สามารถจำกัดปริมาณยาแก้ปวดประจำเดือนได้อีกต่อไป

และ 2 ปีที่ผ่านมา อาการปวดเริ่มมากขึ้น ปวดทั้งก่อนและหลังมีประจำเดือน รวมถึงช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งก้อยระบุไม่ถูกว่าเป็นช่วงไหนบ้าง แต่มาตอนหลังก้อยจึงได้ทราบว่าอาการปวดจะมีมากช่วงที่ไข่ตก ใน 1 เดือนจะมีอยู่ 1-2 วัน ที่ก้อยปวดจนหมดสภาพ (ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือนนะคะ) อาการจะปวดมวนในท้องเหมือนจะอาเจียน เหมือนจะถ่ายหนัก เหงื่อซึม มือ-เท้าเย็น และหวิว ๆ ต้องนอนขดตัวคลุมโปงเงียบ ๆ หลังจากซัดยาพาราฯและยาแก้ปวดประจำเดือนเข้าปากไปแล้ว…เป็นอะไรที่ทรมานมากค่ะ

ก้อยวินิจฉัยอาการตัวเองว่า..เอ๊ะ..หรือว่าจะเป็นอาการของโรคริดสีดวงทวาร เพราะฟังจากเพื่อน ๆ มันก็เข้าเค้าอยู่นะ ก้อยหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และสังเกตอาการตัวเองในช่วงที่ปวด จนคิดไปเองแล้วว่าสงสัยเป็นริดสีดวงแน่เลย ในตอนนั้นก้อยไม่คิดโยงกับอาการปวดประจำเดือนเลย เพราะมันไม่ได้ปวดช่วงที่มีประจำเดือน ด้วยความมั่นใจกับการพิจารณาอาการของตัวเอง ก้อยก็ปรึกษาแพทย์ และซื้อยามาเหน็บ…เหน็บอยู่หลายเดือน ทำไมไม่หายสักที ยังมีอาการปวดเป็นพัก ๆ เอ๊ะ..หรือว่าจะไม่ใช่ริดสีดวง คนใกล้ตัวก็สงสัยว่าหรือจะเป็นโรคกระเพาะฯ เพราะมันปวดอยู่ในท้องนี่แหละ ส่วนหน้าของท้องบ้าง ส่วนหลังของท้องบ้าง และก้อยก็สังเกตว่าท้องก้อยมันดูบวม ๆ เป็นบางช่วง แต่ก็ยังไม่ซีเรียสอะไร เพราะ 1 เดือน จะปวดประมาณ 4-5 วัน แต่ไม่ต่อเนื่องนะคะ

ก้อยอยู่กับอาการปวด ๆ หาย ๆ ประมาณปีกว่า ๆ ก็รู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลในวันที่ปวดมาก ๆ หลังจากถามโน่นถามนี่ และตรวจท้องแล้ว คุณหมอก็สันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับการที่ก้อยปวดประจำเดือนทุกเดือน ไม่ใช่อาการของโรคอื่น ๆ ที่ก้อยสันนิษฐาน และก็ให้ยามาทานเพื่อระงับอาการปวด….ซึ่งก้อยก็อยู่กับอาการปวดประจำเดือนมาเรื่อย ๆ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.