ประวัติเอกสารสำหรับ กรกฎาคม, 2011

ชีวิตที่ไม่ได้เลือก

กรกฎาคม 29, 2011

Foto by … Benjamin S.

ภาพหนึ่งภาพสื่อความหมายได้มากมาย ขึ้นอยู่กับมุมของคนที่มองภาพนั้น ๆ บางคนอาจมองแล้วเฉย ๆ งั้น ๆ บางคนมองแล้วซึมไปเลย เพราะคิดถึงชีวิตของตัวเองที่คล้ายกับคนในภาพ และบางครั้งก้อยก็อยากจะถามช่างภาพว่าคุณมองเห็นอะไรในภาพที่ถ่ายมา…

สำหรับก้อย ภาพนี้ไม่ได้รู้สึกรันทดมากมาย แต่มองเห็นถึงความเหนื่อยหน่ายกับชีวิตประจำวันของคนในภาพ ที่เหมือนว่ากำลังจะหมดแรง และไม่รู้ว่าจะสู้ได้อีกนานแค่ไหน และอยากจะส่งผ่านเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่คิดว่าทุกข์ของตัวเองมากมายเกินจะรับไหว หยุดพักสักนิดนึงเพื่อรวบรวมพลังสู้กับชีวิตต่อไป..นะคะ

Building A Strong Foundation

กรกฎาคม 28, 2011

Building A Strong Foundation คือสิ่งที่ทุกคนจะได้เรียนรู้จากเวิร์กช็อปครั้งนี้ค่ะ เพราะครูสก็อตให้ความสำคัญกับพื้นฐานมากถึงมากที่สุด การอยู่ในท่าที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการฝึกโยคะ เพราะจะช่วยลดปัญหาการบาดเจ็บจากการฝึก ซึ่งก้อยให้ความสำคัญกับความเป็นมืออาชีพของครูมากค่ะ

การฝึกในเวิร์กช็อปจะเน้นไปที่ Ashtanga Yoga โดยตรงนะคะ สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนอาจจะหนักเกินไปค่ะ แต่ถ้าสนใจจะเรียนรู้จากพื้นฐานที่ถูกต้อง ก้อยก็มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะเข้ามาเรียนรู้ค่ะ เพราะครูสก็อตตั้งใจมาก ๆ กับการจัดเวิร์กช็อปในครั้งนี้ เพราะต้องการให้ความรู้กับลูกศิษย์อย่างเต็มที่ ซึ่งเวลาในคลาสครูต้องดูแลเรื่องการฝึก จึงไม่มีเวลาที่จะให้ความรู้ในการฝึกแต่ละท่า แต่ในชั่วโมงเวิร์กช็อปทุกคนจะมีเวลาสอบถามในสิ่งที่ไม่แน่ใจ สงสัย หรือ ต้องการทราบเพิ่มเติม รวมทั้งเพิ่มความกระจ่างจากคำถามของเพื่อน ๆ อีกด้วยค่ะ

ใครที่กลัวว่าเวิร์กช็อปจะเครียด ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ จากการดูแลการจัดเวิร์กช็อปมากกว่า 10 ครั้ง ก้อยบอกได้ว่ามีแต่ความสนุกสนาน และได้ประโยชน์คุ้มค่าเงินค่ะ ได้รู้คุณค่าของโยคะอย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย…

Scot’s Workshop

กรกฎาคม 28, 2011

ก้อยไม่ได้พูดถึงโยคะนานแล้วนะคะ กลับไปดูก็นานกว่า 1 เดือน :)

แต่ก้อยก็ฝึกอยู่เรื่อย ๆ นะคะ ประมาณว่าเดือนละ 2-3 ครั้ง อิอิ โดนครูสก็อตดุเอาหลายครั้ง เพราะไม่ฝึกต่อเนื่อง ไม่อยากจะโอดเลยว่ามันทรมาน…. แต่ถึงจะยังไงก้อยก็ยังหลงรักโยคะ และทิ้งไม่ลง เพราะโยคะมีส่วนดีมากมายก่ายกองไงคะ

และ ในเดือนหน้า ช่วงวันที่ 12-14 ส.ค. ก็จะมีเวิร์กช็อปของครูสก็อต ที่สุโขสปา ภูเก็ต ค่ะ ถ้าใครสนใจก็แวะเวียนมาได้นะคะ ก้อยกล้าการันตีว่าครูสก็อตเป็นครูที่ดูนักเรียนละเอียดยิบเลยค่ะ และครูก็มีคำแนะนำสำหรับทุก ๆ ท่าที่เรามีปัญหา ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน สุดยอดเลยค่ะ

ก้อยได้ลงไปฝึกกับครูสก็อต 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งก็โดนครู Adjust ซะน่วม อิอิ แต่หลังจากฝึกแล้วรู้สึกดีมาก ๆ เลยค่ะ ในบางวันเหมือนกับว่าถูกจับบิดยืดให้เข้าที่เข้าทางมากกว่าเดิม…สิบปากว่าไม่เท่า 1 ตาเห็นค่ะ และดีเลิศประเสริฐศรีคือการปฏิบัติด้วยตัวเอง..ถ้าว่างก็แวะมานะคะ

 

Ganesha or พิฆเนศ

กรกฎาคม 28, 2011

Foto by Benjamin S.

Ganesha หรือที่คนไทยเรียกว่า พระพิฆเนศ นั่นเองค่ะ

ในภาพคือ พิฆเนศ ที่วัดสมานรัตนาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ค่ะ ใครมีโอกาสแวะเวียนไปก็เชิญนะคะ ก่อนหน้านี้ก้อยได้นำประวัติของพิฆเนศมาให้ทราบกันแล้วนะคะ แต่ยังค้างคาใจค่ะ เพราะยังไม่ได้เขียนถึงในมุมของตัวเอง ก็เลยต้องเขียนถึงอีกครั้ง…

แว่บแรกที่เห็นภาพนี้ก้อยถึงกับอึ้งกับความอลังการขององค์พิฆเนศ ประกอบกับสีสันของภาพที่ดูขรึมและขลังตามเจตนาของช่างภาพที่สร้างสรรค์ แต่พอกลับไปมองภาพตามจริง…คนละอารมณ์เลยอ่ะค่ะ ทำให้ก้อยเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงจะคิดเหมือนกันว่า อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ซึ่งคนเราทุกวันนี้มักจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น หูได้ยิน โดยลืมใช้วิจารณญาณของตัวเองมาประกอบ เกรงว่านาน ๆ ไป เราจะขาดซึ่งวิจารณญาณ เพราะอะไรที่ไม่ได้ใช้นาน ๆ มันก็จะหดหายไป

ศรัทธาของคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยากจะแตะต้อง แต่ก้อยอยากจะถามว่าศรัทธาเพราะอะไร หรือเพราะอะไรเราจึงศรัทธา … มีคำตอบมั้ยคะ ศรัทธาเพราะทำความดี หรือ ศรัทธาเพราะต้องการความร่ำรวย ฯลฯ ส่วนใหญ่เราจะศรัทธาในสิ่งซึ่งตอบสนองความต้องการของเราได้มากที่สุด … ล้านคนล้านศรัทธาล้านความต้องการ ถ้าทุกคนได้ในสิ่งที่ต้องการ โลกเราคงไม่มีขอทาน

 

 

Ganesha

กรกฎาคม 28, 2011

Foto by…Benjamin S.

ประวัติพระพิฆเนศในประเทศไทย จากหนังสือตรีเทวปกรณ์
คติการนับถือพระพิฆเนศ น่าจะเข้ามาถึงประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 10 โดยเข้ามาทางภาคใต้ก่อน แต่เทวาลัยของพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดในเมืองไทยปรากฏที่ แหล่งโบราณคดีเขาคา จ.นครศรีธรรมราช มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 12 เทวรูปพระพิฆเนศที่เก่าที่สุดก็พบทางภาคใต้ของไทย และกำหนดอายุได้ในช่วงเวลานั้น เชื่อว่าบรรพชนในภาคใต้ของเราในยุคดังกล่าว คงจะนับถึอพระพิฆเนศตามแบบอินเดีย คือเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรค
เทวรูปพระพิฆเนศ เริ่มแพร่หลายมากขึ้นเมื่อถึงสมัยที่เมืองไทยเรา ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากขอม เทวรูปเหล่านี้พบในปราสาทหินหลายแห่ง ทั้งที่เป็นเทวรูปลอยองค์สำหรับบูชาภายในปราสาท และอยู่บนทับหลังหรือหน้าบันในลักษณะภาพแกะสลักนูนสูง คติการนับถือพระพิฆเนศในเมืองไทยเราช่วงนี้ น่าจะเป็นแบบเขมร คือ เป็นเทพองค์สำคัญในไศวะนิกาย คือจะต้องมีประจำในเทวสถานของลัทธินี้ รวมทั้งการบูชาในฐานะเทพแห่งอุปสรรค และเทพแห่งการประพันธ์ด้วย เพราะเท่าที่พบเทวลักษณะก็เป็นแบบเขมร คือประทับนั่งชันพระชานุข้างหนึ่งแบบมหาราชลีลาสนะ หรือประทับนั่งขัดสมาธิราบ ถ้าประทับยืนก็ประทับยืนตรงๆ ไม่ใช่ยืนเอียงพระโสณีหรือตริภังค์แบบอินเดีย
อย่างไรก็ตาม เทวรูปเหล่านี้ล้วนแต่สร้างอย่างงดงามมาก และอาจจะมีทั้งที่สร้างด้วยหินและสำริด หรือแม้แต่ทองคำ แต่ที่ตกทอดมาถึงยุคของเราส่วนมากมีแต่เป็นหินเท่านั้น ในจำนวนนี้องค์ที่เด่น ๆ ได้แก่พระคเณศทรงเครื่องจาก ปราสาทหินเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ ส่วนพระพิฆเนศจากปราสาทที่งามที่สุด อย่างเช่นปราสาทหินพนมรุ้งนั้น ปัจจุบันเราได้พบแต่ที่เป็นขนาดเล็ก

เทวลักษณะที่ประทับยืนตรงของพระพิฆเณศแบบขอม ได้ต่อเนื่องมาถึงพระพิฆเนศแบบเชียงแสนและสุโขทัยด้วย ปัจจุบันเรามีตัวอย่างของเทวรูปพระพิฆเนศแบบเชียงแสน ที่ทำอย่างงดงามหลายองค์ แต่ที่งามกว่าคือแบบสุโขทัย ซึ่งเท่าที่รู้จักกันเป็นสมบัติของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และมีการถ่ายแบบทำเป็นเทวรูปสำหรับบูชาทั่วไปเมื่อ พ.ศ. 269 ซึ่งปัจจุบันก็หาดูยากแล้ว
 
ในสมัยสุโขทัย การนับถือพระพิฆเนศก็คงเป็นไปตามแบบทีได้อิทธิพลจากขอม แต่ก็น่าจะเสื่อมคลายลงมาก เพราะได้มีการให้ความสำคัญต่อศาสนาพุทธยิ่งกว่าศาสนาฮินดูที่นับถือกันมาแต่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย พระมหาธรรมราชาลิไท ที่ศาสนาพุทธเฟื่องฟูมาก

ล่วงถึง สมัยกรุงศรีอยุธยา ศาสนาฮินดูได้กลับมามีความสำคัญในราชสำนักอีกครั้ง มีหลักฐานว่าได้มีการหล่อพระพิฆเนศ และ พระเทวกรรม คือพระพิฆเนศในฐานะที่เป็นครูช้างขึ้นมาหลายองค์ แต่หลักฐานที่ตกมาถึงเรามีแต่เทวรูปสำริดขนาดเล็กเพียงไม่กี่องค์ และเทวรูปสำริดขนาดใหญ่ที่เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า รวมทั้งเทวรูปศิลาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระราชวังจันทร์เกษม เป็นต้น พระพิฆเนศได้กลับมามีบทบาทสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาก็เพราะเกี่ยวเนื่องด้วยการคชกรรมนี่เอง และก็ยังคงมีความสำคัญตามคติที่ได้รับจากขอม คือเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรค เป็นเทพที่จะต้องบูชาก่อนอื่นในพิธีกรรมสำคัญ และเป็นเทพแห่งการประพันธ์คัมภีร์ต่าง ๆ

ส่วนคติที่นับถือพระพิฆเนศวรเป็น เทพแห่งศิลปวิทยา อันเป็นการแทนที่คติเดิมของพระสรัสวดีที่มีมาแต่อินเดียนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีในเมืองไทย จนกระทั่งผ่านพ้นสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เพราะใน 4 รัชกาลแรกภาพเขียนพระพิฆเนศในพระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม และ วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือแม้แต่ภาพแกะสลักบนประตูไม้ที่ วัดเพลงวิปัสสนา บางกอกน้อย ยังเป็นเรื่องจากนารายณ์สิบปางอยู่ ภาพเหล่านี้คงมีที่มาจากตัวอย่างพระเทวรูปในตำราภาพเทวรูปและเทวดานพเคราะห์ ซึ่งเป็นแบบอย่างภาพลายเส้นรูปเทพเจ้าแทบทุกพระองค์ สำหรับช่างเขียนใช้เป็นต้นแบบ ตำราภาพดังกล่าวสร้างในรัชกาลที่ 3-4 และคงมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ที่เป็นหลักฐานทางเอกสาร โดยเฉพาะในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังเป็นคติเก่าที่มีอยู่ในเรื่อนารายณ์สิบปางเช่นกัน และองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนั้น โดยส่วนพระองค์ก็ดูจะทรงนับถือพระพิฆเนศอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อเสด็จประพาสชวาก็ทรงนำพระพิฆเนศขนาดใหญ่ของที่นั่นมาด้วย (ปัจจุบันยังจัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร)
 

ขอขอบคุณ สยามคเณศ

กลับมาดูหลังบ้านตัวเอง…

กรกฎาคม 23, 2011

กลับจากเขื่อนที่ม่าหนิก ก้อยก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูการก่อสร้างเขื่อนหลังบ้านดูบ้าง เก็บภาพไว้ดูด้วยค่ะ กำลังขุดกันหนุกหนาน…ฝ่ายระเบิดหน้าหินก็ทำงานกันไป…เฮ้อ…สูญเสียเพื่อให้ได้มา…ใช่มั้ยคะ

เขื่อนใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 ปีนะคะถ้าก้อยจำไม่ผิด …

 

ไปดูระดับน้ำเขื่อนที่ม่าหนิก

กรกฎาคม 23, 2011

วันหยุดไม่รู้จะไปไหนดี…

ลองขับรถไปแถวม่าหนิกซีคะ ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยค่ะ ความเจริญเข้ามาแบบเร็วมาก ๆ เริ่มด้วยโลตัสใช่มั้ยคะ ตอนนี้มีตึกเยอะแยะมากมายละลานตา 5555

ก้อยเบื่อตึกค่ะ ขอออกไปดูอะไรที่มันสบายตามากกว่า…นี่เลยค่ะ เขื่อนที่ม่าหนิก

ก้อยเคยพาไปเที่ยวที่นี่หลายครั้งแล้วนะ ตั้งแต่เริ่มสร้างใหม่ ๆ ยังไม่มีน้ำ สามารถขับรถได้ทั่วเลย จนมาถึงตอนนี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ แต่ยังไม่มีการจัดการเรื่องความปลอดภัย และจุดที่เหมาะสำหรับการชมวิว มีแต่การใช้ประโยชน์มังคะ

ขับวน 1 รอบ ได้มาแค่นี้แหละค่ะ แต่สบายใจที่ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์ค่ะ

 

ใบไม้เป็นใจ…

กรกฎาคม 11, 2011

มีคนให้ชื่อภาพนี้ว่า Leaf 4 Love  ค่ะ … หวานซะไม่มี…

แต่สำหรับก้อยแล้วชอบคำว่า “ใบไม้เป็นใจ” มากกว่า ไม่มีเหตุผลมาประกอบค่ะ เพียงแค่ “ชอบ” ก็น่าจะมากพอนะ

จริง ๆ แล้วเจ้าใบไม้เป็นใจรูปนี้ เกิดจากเจ้าใบไม้นั่นแหละค่ะที่ทำให้เป็นใจขึ้นมา … งง มั้ยคะ ความตั้งใจแรกที่ก้อยเห็นเจ้าใบไม้ก็เพียงแต่อยากได้มุมของภาพที่มองผ่านช่องว่างของเจ้าใบไม้ ก็ถ่ายเก็บไว้ ก็แค่นั้นเอง แต่พอให้เพื่อนดูรูปที่ก้อยถ่าย เพื่อนกลับมีไอเดีย Leaf 4 Love สุดหวาน … ทีนี้ก็เดือดร้อนก้อยที่ต้องพาเพื่อนไปดูเจ้าใบไม้ที่ก้อยถ่ายว่าคือใบไหน นึกภาพต้นไม้ใหญ่นะคะ มีใบไม้มากมายเต็มไปหมด และใบที่เป็นรูก็มาก และก้อยก็ถ่ายมาหลายมุมมาก แล้วจะหาเจ้าใบไม้ที่ต้องการใบนั้นเจอมั้ย !!! ใบอื่นก็ไม่ได้นะ มุมไม่สวยเท่ากับใบนี้ ซวยล่ะตรู…. กว่าจะหาใบที่ต้องการเจอเล่นเอาเหงื่อตกเลย อิอิอิ

จริง ๆ ก็แค่ภาพ 1 ภาพ นะคะ แต่มีความหมายมากมายสำหรับคนในภาพ หรือ คนถ่ายภาพ และสำหรับการสร้างสรรค์ภาพก็เช่นกันค่ะ อาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับหลาย ๆ คน แต่ก้อยมองว่าการใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นการแสดงให้รู้ว่าแคร์มาก….เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่นะคะ

ลั้ลลาที่แหลมกาน้อย

กรกฎาคม 9, 2011

เวลาที่มีเพื่อน ๆ มาเที่ยวภูเก็ต  คนภูเก็ตพาไปเที่ยวไหนบ้างคะ…

ตอนนี้ก้อยมึนประมาณว่าไม่รู้จะไปเที่ยวไหนดี…เพราะเจ้าบ้านเที่ยวจนเบื่อแย้ว…วันหยุดที่ผ่านมาก้อยเลยพาเพื่อนไปทานข้าวเคล้าเสียงคลื่นที่แหลมกาน้อยค่ะ

แหลมกาน้อยไม่ค่อยมีคนเข้ามาเที่ยวมากนัก มีร้านอาหารเพียงร้านเดียว รสชาติก็ไม่เลวร้ายนะคะ พอเหมาะกับราคาค่ะ ที่สำคัญคือบรรยากาศที่ติดริมทะเล และไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน สามารถนั่งทานอาหารพร้อมกับสัมผัสชายทะเลอย่างสบาย ๆ เป็นอีก 1 สถานที่ที่ก้อยชื่นชอบค่ะ ถ้ามีเวลาว่างอย่าลืมแวะมาเที่ยวที่แหลมกาน้อยนะคะ

เมนูที่อยากแนะนำ … นี่เลยค่ะ ยำกุ้งเสียบ ที่มากมายไปด้วยกุ้งเสียบไม่ใช่เครื่องเคียงเหมือนร้านอื่น ๆ ที่ต้องงมหากุ้งเสียบ …อิอิ

ต้มยำของที่นี่ก็อร่อยค่ะ รสชาติจัดจ้าน ไม่เป็นรองใคร ที่เหลือก็แล้วแต่ความชอบค่ะ แต่มาถึงทะเลแล้วก็อย่าลืมสั่งอาหารทะเลสด ๆ นะคะ สำหรับร้านที่แหลมกาน้อย ก้อยไม่การันตีเรื่องความสด แบบปลาเป็นนะคะ เป็นความสดแบบร้านริมทะเลค่ะ

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว…ดีเสมอ (ต่อ)

กรกฎาคม 8, 2011

เมื่อวานตอนเย็นก้อยขออนุญาตเจ้านายกลับไปที่บ้านก่อนเวลา เพราะตอนเที่ยงหลังจากเห็นว่าทุกคนที่บ้านปลอดภัย และก้อยไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะไฟยังไหม้อยู่และทุกคนก็ช่วยกันเต็มกำลังความสามารถ คนที่หมดแรงก้อยก็พาไปนั่งพักที่บ้าน เพื่อตั้งสติ หลังจากวิ่งไป-มาระหว่าง 2 บ้าน เพื่อดูแลคนที่หมดแรง และเก็บของมีค่า เมื่อญาติคนอื่น ๆ ที่ทราบข่าวทะยอยกันเข้ามา ก้อยก็เป็นคนแรก ๆ ที่ถูกกันให้ออกมาทานมื้อเที่ยงตอนบ่ายโมง เพื่อกลับเข้าทำงานตามปกติ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว และต้องอยู่กับปัจจุบัน

จะไม่ให้เป็นห่วงได้ไง…ใช่มั้ยคะ หลังจากประชุมเสร็จก้อยเลยขอตัวกลับบ้าน เพื่อดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง … ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติค่ะ ไม่มีตำรวจ ไม่มีรถดับเพลิง ไม่มีคนแปลกหน้า ทุกคนที่เห็นคือญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงาน ช่วยกันคนไม้คนละมือ ไม่มีเสียงของความเสียใจ มีเพียงความเข้าใจ และช่วยกันประคับประคอง สายตาทุกคู่บอกว่าพร้อมช่วยเหลือ …

ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ และก้อยไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของใคร แต่อยากให้ทุกคนตระหนักว่าเหตุการณ์แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และทุกคน อย่าประมาทกับการใช้ชีวิตนะคะ


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.