ตามหาความสุข

12 08 2009

บทความธรรมะ โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ( ว วชิรเมธี )

นักปราชญ์ชาวเอเชียวัยกลางคนคนหนึ่งเล่าว่า มีชายหนุ่มอยู่คนหนึ่ง แกเป็นคนอัตคัดความสุข พยายามแสวงหาความสุขจากวิธีการต่างๆ แต่แล้วก็ยังรู้สึกว่า ไม่ใช่ความสุขแท้ที่ตัวเองต้องการ
อยู่มาวันหนึ่ง มีผู้แนะนำว่า ถ้าอยากมีความสุขก็ควรจะมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะในบ้านของเรานั้น เราสามารถเป็นเจ้าของทุกอย่างในบ้านโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยกวนใจ ซ้ำยังมีอิสระที่จะเสกสรรปั้นแต่งหรือจัดบ้านให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองอย่างไรก็ได้
เขาเชื่อตามที่มีผู้แนะนำ จึงตัดสินใจสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง เมื่อแรกสร้างบ้านนั้น บ้านของเขาหลังใหญ่ทีเดียว พอมีบ้านแล้ว เขามีความสุขมาก เขาเริ่มจัดบ้านตามต้องการ และเริ่มหาข้าวของต่างๆ มากมาย มากองไว้ในบ้านทีละอย่างสองอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่ง ห้องว่างๆ ในบ้านของเขาก็หายไป ทุกพื้นที่ในบ้านเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ มองไปทางไหนก็รกหูรกตา
ทีนี้ชายหนุ่ม เริ่มรู้สึกว่าบ้านของตนเองช่างเป็นสถานที่ที่ไม่น่า อยู่ อากาศก็อุดอู้ เขาเริ่มบ่นกับตัวเองว่าคิดผิดถนัดที่สร้างบ้านขึ้นมา เพราะนึกว่าบ้านจะให้ความสุขได้นานๆ บางวันเขาก็ครุ่นคำนึงว่า น่าจะสร้างบ้านให้หลังใหญ่กว่านี้ จะได้บรรจุอะไรต่อมิอะไรได้เยอะๆ ตามต้องการ
ขณะที่เขาเริ่มไม่มีความสุขเพราะบ้านกลายเป็นโกดังเก็บของนั้นเอง ก็มีนักปราชญ์คนหนึ่งผ่านมาแถวนั้น เขาบ่นดังๆ จนปราชญ์คนนั้นได้ยิน นักปราชญ์หนุ่มจึงแนะนำว่า ถ้าเขาอยากให้บ้านเป็นสถานที่แห่งความสุข ก็ไม่เห็นจะยากอะไร เพียงแต่ขนข้าวของทั้งหมดออกมาวางข้างนอกบ้านเสียก็หมดเรื่อง
ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้น รีบทำตามทันที เขาเริ่มขนข้าวของซึ่งโดยมากล้วนเป็นสิ่งซึ่งไม่จำเป็น หากแต่เขาเก็บเอาไว้เพราะความละโมบมากกว่าออกมาทิ้งนอกบ้าน ขนอยู่สองวัน จนบ้านว่าง โล่ง และดูกว้างขึ้นมาผิดหูผิดตา คราวนี้เขามีความสุขมาก รำพึงกับตัวเองว่า แหม บ้านของฉันช่างกว้างขวาง และน่าอยู่เสียนี่กระไร นักปราชญ์ได้ยินแล้วก็ได้แต่อมยิ้ม ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า บ้านของเจ้าน่ะ มันกว้างขวาง ว่าง โล่ง และน่าอยู่มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เจ้าของหากล่ะที่ทำให้มันไม่น่าอยู่ ด้วยการบรรจุอะไรๆ ที่เกินจำเป็นใส่เข้าไป จนบ้านกลายสภาพเป็นกองขยะดีๆ นี่เอง
ใช่หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่ที่กำลังกวาดตามองหาความสุขและพยายามที่จะเติมสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้าไปในชีวิต แต่แล้วก็ยังคงรู้สึก “พร่อง” หรือหมักหมมไปด้วยความทุกข์อยู่เหมือนเดิม ไม่แตกต่างอะไรกับชายเจ้าของบ้านในนิทานปรัชญาเรื่องนี้
การจัดการชีวิตให้มีความสุขนั้น ทางที่ถูก อาจไม่ใช่การใส่อะไรลงไปในชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้ว คือการถ่ายเท ปล่อยวาง หรือระบายบางสิ่งบางอย่างออกจากชีวิตมากกว่า

ในพุทธศาสนานั้น เราถือกันว่า ความสุขอาจเกิดจากความมี (สามิสสุข) ก็ได้ แต่ที่เหนือกว่านั้น ความสุขอาจเกิดจากความเป็นอิสระจากความมีก็ได้ด้วย (นิรามิสสุข)

บ้านแห่งชีวิตของเรา เมื่อแรกสร้างก็ดูโปร่ง โล่ง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบายหูสบายตา แต่เมื่ออยู่กันไป อะไรๆ ก็ชักจะเพิ่มขึ้น และบางทีเพิ่มมากมายจนกลายเป็นปัญหาอันบั่นทอนต่อความสุขในชีวิตคู่
จะดีกว่าไหม หากมีเวลาว่าง คนรักกัน น่าจะลองหาวิธีทำพื้นที่หัวใจให้ว่างด้วยการถอดถอนบางอย่างทิ้งออกไป
ขอเพียงเรียนรู้ที่จะลดบางอย่างลงไป ความสุขในหัวใจก็คงจะเพิ่มขึ้น
ความสุข บางครั้งอาจไม่ได้ผูกพันอยู่กับความมี  แต่บางที… อาจมาจากความว่าง
From : สถาบันวิมุตตยาลัย





ติดกับระหว่างเสือกับงู

22 06 2009

บทความดีดีจากนิตยสาร Health & Cuisine ค่ะ ก้อยอ่านแล้วชอบก็เลยนำมาฝากทุกคนค่ะ…

มีตำนานพุทธเก่าแก่ที่แสดงว่าคนเราจะทำอย่างไร เมื่อประสบวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของชีวิต

ชายคนหนึ่งกำลังถูกเสือวิ่งไล่ล่าอยู่ในป่า เสือน่ะวิ่งเร็วกว่าคนมากนัก แถมยังกินคนอีกด้วย เสือกำลังหิว และชายคนนั้นกำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อเสือจวนเจียนจะถึงตัว ชายคนนั้นเหลือบเห็นหลุมลึกอยู่ข้างทาง ในภาวะสิ้นหวังเขากระโจนลงไปในหลุม ทันใดนั้นเขาก็รู้ตัวว่าเขาทำผิดมหันต์ หลุมนั้นแห้งและเขาเห็นงูดำตัวใหญ่ยักษ์ขดอยู่ที่ก้นหลุม

ด้วยสัญชาตญาณ แขนของเขาสัมผัสด้านข้างของบ่อและมือเกาะรากต้นไม้ไว้ได้ รากไม้นั้นช่วยไม่ให้เขาร่วงลงไป เมื่อรวบรวมสติได้ เขาก้มลงไปมองด้านล่าง เห็นเจ้างูดำตัวนั้นชูหัวขึ้นมาเต็มที่พยายามจะฉกเขาที่เท้า แต่เท้าของเขาอยู่สูงเกินไปสักกระเบียดเดียว เขาแหงนหน้าขึ้นไปมองด้านบน เห็นเจ้าเสือตัวนั้นกำลังชะโงกลงมาในบ่อ พยายามจะตะปบเขาจากเบื้องบน แต่มือของเขาที่ยึดรากไม้ไว้อยู่ต่ำลงมาแค่กระเบียดเดียว ขณะที่เขากำลังพิจารณาสถานการณ์ที่สุดแสนจะอันตรายนี้ เขาเห็นหนูสองตัว ตัวหนึ่งสีขาว ตัวหนึ่งสีดำ โผล่ออกมาจากรูเล็ก ๆ แล้วเริ่มต้นแทะรากไม้นั้น

ขณะที่เสือพยายามจะตะปบชายคนนั้น ลำตัวของมันไปเสียดสีต้นไม้เล็ก ๆ ต้นหนึ่งจนมันสะเทือน มีรังผึ้งติดอยู่บนกิ่งไม้ซึ่งโน้มอยู่เหนือปากหลุม น้ำผึ้งเริ่มหยดลงมาในหลุม ชายผู้นั้นแลบลิ้นออกมารองรับน้ำผึ้งไว้

“อืม!!อร่อยจัง” เขากล่าวกับตัวเองแล้วก็ยิ้ม

นิทานเรื่องนี้เท่าที่เล่ากันมาแต่ดั้งเดิมก็จบลงที่ตรงนี้ มันจึงเหมือนเรื่องจริงในชีวิต ชีวิตก็เป็นเช่นเดียวกับละครทีวีเรื่องยาว ๆ ที่ไม่เคยจบลงอย่างสมบูรณ์ ชีวิตมีแต่จะอยู่ในกระบวนการดำเนินไปสู่การสิ้นสุดเสมอ แต่ยังไม่สิ้นสุดสักที

ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่ชีวิตของเราดูประหนึ่งว่ากำลังติดกับอยู่ระหว่างเสือหิวกับงูดำตัวยักษ์ ระหว่างความตายและอะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่า โดยมีวันและคืน (เจ้าหนูสองตัว) คอยกัดกินเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิต ที่ปราศจากความมั่นคงใด ๆแม้จะอยู่ในสถานการณ์ลำบากแลนสาหัส มันก็ย่อมจะมีน้ำผึ้งหยดลงมาจากไหนสักแห่งเสมอ ถ้าเรามีปัญญา เราจะแลบลิ้นออกมาลิ้มรสน้ำผึ้งอันโอชะ ทำไมจะไม่ล่ะ เมื่อใดที่ไม่มีอะไรให้ทำ เมื่อนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร และจงมีความสุขกับน้ำผึ้งในชีวิตเท่าที่มี

อย่างที่อาตมาบอก นิทานเรื่องนี้จบลงตรงนั้นเอง อย่างไรก็ตามเพื่อให้เห็นชัดเจน อาตมามักจะเล่าตอนจบจริง ๆ ให้ผู้ฟังของอาตมาได้รู้ไว้

ขณะที่ชายผู้นั้นกำลังลิ้มรสน้ำผึ้งอย่างมีความสุข หนูก็แทะรากต้นไม้จนมันกร่อนลง ๆ เจ้างูดำตัวใหญ่ก็ยืดลำตัวใกล้เท้าของชายผู้นั้นเข้าไปทุกที ส่วนเจ้าเสือเล่าก็โน้มตัวลงมาจนอุ้งตีนของมันเกือบจะถึงมือชายคนนี้อยู่แล้ว และแล้วมันก็ชะโงกลงมามากเกินไป มันเลยตกลงไปในหลุม เฉียดชายผู้นั้นไป หล่นลงไปทับเจ้างูตาย และตัวมันเองก็ตายด้วยเช่นกัน

มันสามารถเกิดขึ้นได้ !!! และอะไร ๆ ที่ไม่ได้คาดไว้ ก็มักจะเกิดขึ้นได้ นั่นแหละชีวิตของเราละ ฉะนั้นทำไมเราจึงจะยอมสูญเสียเวลาที่จะลิ้มรสน้ำผึ้งไปเสียเล่า แม้ในยามที่ย่ำแย่และเกือบจะไม่มีความหวังใด ๆ เหลือแล้ว

อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราไม่เคยจะมั่นใจได้หรอกว่าเรื่องอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป





“บารมี 10″ อำนาจที่คุณสร้างได้

10 06 2009

“อำนาจ” คำนี้ช่างเป็นสิ่งหอมหวนยิ่งนักสำหรับผู้คนทุกยุคทุกสมัย หลายคนคิดว่าอำนาจสามารถบันดาลชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง ซึ่งเป็นที่มาของสิ่งที่สังคมเรียกว่า “ความสุข”  ในขณะที่คนไร้อำนาจก็คิดว่าชีวิตนี้ช่างแสนทุกข์

เมื่ออำนาจถูกตีตราว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างสุขและกำจัดทุกข์เช่นนี้ ผู้คนทั้งหลายจึงแสวงหาวิธีการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยมองข้ามไปว่าวิธีการเหล่านั้นอาจสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ลืมใช้สติพิจารณาว่าอำนาจที่ได้มานั้นสามารถสร้างความสุขที่แท้จริงให้แก่ชีวิตได้จริงหรือ

เนื้อหาข้างต้นคือบทคัดลอกจากบทความในหนังสือซีเคร็ตค่ะ ซึ่งในบทความพูดถึง “อำนาจ” น่าสนใจมาก และนำ “บารมี 10” มาพูดถึงด้วยค่ะ รายละเอียดคัดลอกจากหนังสือนะคะ

“บารมี 10” อำนาจที่คุณสร้างได้ … ในทางพระพุทธศาสนา “อำนาจ” คือสิ่งที่แปรผันตามบารมี และ บารมี 10 คือหลักปฏิบัติที่เมื่อสั่งสมแล้วจะทำให้บุคคลเป็นผู้ประเสริฐสุด บารมีทั้งสิบประการที่ว่านี้ ได้แก่

  1. ทานบารมี คือ การให้ การเสียสละ
  2. ศีลบารมี คือการรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย มีความประพฤติดีงามถูกต้องตามศีล
  3. เนกขัมบารมี คือ การออกบวช หรือการงดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจา ใจ
  4. ปัญญาบารมี คือ ความรอบรู้ และเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง
  5. วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายาม
  6. ขันติบารมี คือ ความอดทน สามารถใช้สติปัญญา ควบคุมตนให้อยู่ในเหตุผล
  7. สัจบารมี คือ การพูดจริง ทำจริง และมีความจริงใจ
  8. อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว และการดำเนินชีวิตตามจุดมุ่งหมายอย่างแน่วแน่
  9. เมตตาบารมี คือ ความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น
  10. อุเบกขาบารมี คือ การวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปด้วยความยินดียินร้าย

บารมี 10 นี้ เป็นหลักปฏิบัติที่แม้จะดูเหมือนง่าย แต่เชื่อไหมว่าน้อยคนนักจะสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอและครบถ้วน เพราะหากเราไม่หมั่นปฏิบัติภาวนาเพื่อสร้างความรู้สึกตัวให้เกิดขึ้นทุกขณะจิต ใจของเราก็จะวิ่งวุ่นและตกอยู่ใต้อำนาจของเงินตรา ชื่อเสียง และเกียรติยศ จนอาจลืมที่จะถามตัวเองว่า ในแต่ละสถานการณ์ที่เราต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน เราได้ใช้อำนาจแห่งความรัก การให้ การเสียสละ ความอดทน ฯลฯ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของบารมีทั้งสิบอย่างครบถ้วน และเหมาะสมหรือยัง

อำนาจนั้น…

หนึ่ง    ต้องได้มาโดยชอบธรรม

สอง    ใช้โดยมีธรรมกำกับ

และสาม    ต้องเกื้อกูลต่อความงอกงามของธรรม





มโนธรรมรูปสามเหลี่ยม

24 03 2009

ชนเผ่าหนึ่งในแอฟริกา มีวิธีอธิบายมโนธรรม ( ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ) ว่า

“มโนธรรม ” คือ รูปสามเหลี่ยมที่ติดอยู่กับหัวใจ

เมื่อใดที่เราทำผิด รูปสามเหลี่ยมจะหมุนหนึ่งรอบ

มุมของสามเหลี่ยมจะไปกรีดหัวใจทำให้รู้สึกเจ็บ

แต่เมื่อใดที่เราทำผิดมากขึ้น

มุมของสามเหลี่ยมจะกลายเป็นวงกลม

หัวใจของเราจะไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป

ซึ่งนั่นหมายความว่า ” มโนธรรมตายแล้ว”

เมื่อใดก็ตามที่มโนธรรมตายด้าน เราจะไม่มีวันละอายต่อบาป

เราจะไม่รู้สึกผิด

ในที่สุดชีวิตของเราจะตกอยู่ในสภาพคนโรคเรื้อนที่โดนน้ำร้อนลวก

หรือรถยนต์เบรกแตกที่กำลังวิ่งลงเหว

ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว





ที่พึ่งทางใจ

24 02 2009

ภาพหนึ่งภาพ แทนคำกี่ร้อยกี่พันคำ…ก้อยไม่ทราบ

วันนี้มีมาฝากสามภาพค่ะ…ถ่ายจากที่เดียวกัน

วันและเวลาที่ใกล้เคียงกัน…แต่ต่างมุมมอง

วันนี้…ก้อยปล่อยให้ภาพถ่ายทอดเรื่องราว…นะคะ

e0b897e0b8b5e0b988e0b89ee0b8b6e0b988e0b8871

e0b897e0b8b5e0b988e0b89ee0b8b6e0b988e0b8872e0b897e0b8b5e0b988e0b89ee0b8b6e0b988e0b8873





Before Valentine’s

4 02 2009

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือวันอะไร…เด็กที่พูดได้ทุกคนคงจะตอบได้ และรู้ว่าวันวาเลนไทน์มีความหมายสำหรับตัวเองอย่างไร

แต่คนที่ใจจดใจจ่อกับวันวาเลนไทน์มากที่สุด คงไม่พ้นคู่รักที่กำลังอยู่ระหว่างการตามจีบตามง้อขอความรัก หรือขอความเห็นใจ ที่ใช้ประโยชน์ของวันวาเลนไทน์ในการบอกรัก และรับรัก ซึ่งวัยรุ่นน่าจะเป็นวัยที่ฮอร์โมส์เพศสูบฉีดแรงที่สุดมังคะ…

สำหรับก้อยเอง ผ่านวันวาเลนไทน์มาหลายรอบแล้วล่ะค่ะ จากวันที่มีความหมาย วันที่ตั้งใจรอ วันที่มีแต่รอยยิ้ม และ เซอร์ไพร้ส์ จนมาถึงวันนี้ วันวาเลนไทน์ก็คือวันปกติอีก 1 วันค่ะ ไม่มีความสำคัญและไม่มีความหมายสำหรับก้อยอีกต่อไปค่ะ

วันนี้ตั้งใจจะพูดถึง Before Valentine’s ที่ไม่ใช่ชื่อของหนังดังที่กำลังจะเข้าฉายในวันที่ 5 ก.พ. ค่ะ แต่จะพูดถึง Before Valentine’s ของปีนี้ ที่กำลังจะมาถึงค่ะ…ท่านพุทธศาสนิกชนที่เคารพคงจะทราบกันแล้วใช่มั้ยคะว่าก้อยกำลังจะพูดถึงวันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปีค่ะ บางปีก็มาถึงหลังวันวาเลนไทน์ บางปีก็มาถึงก่อนวันวาเลนไทน์ และบางปีอีกเช่นกันที่ตรงกับวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งนึก ๆ ดูก็น่าน้อยใจนะคะ คนไทยส่วนมากจะรู้จักวันมาฆบูชา แค่เป็นวันหยุดราชการเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่พอถึงวันวาเลนไทน์ โอ้โฮเฮะ…เตรียมตัวล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เพื่อหาของขวัญมาเซอร์ไพร้ส์ หาดอกกุหลาบมาให้ใครคนนั้น หาสถานที่แสนโรแมนติคเพื่อไปทานอาหารด้วยกัน ฯลฯ แต่ไม่เคยแม้แต่คิดที่จะเข้าวัดทำบุญในวันมาฆบูชา…ใช่มั้ยคะ

ยุคนี้สมัยนี้เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ เปลี่ยนวิธีคิดกันดีกว่ามั้ยคะ แทนที่จะฟุ่มเฟือยกับของไร้สาระ ที่ผู้ขายนำมาหลอกล่อตาล่อใจให้ซื้อ เรามาชวนกันเข้าวัดปฏิบัติธรรม ดีกว่ามั้ยคะ





แง่คิดดีดี จากชายชราผู้จากไป…

3 02 2009

แง่คิดดีดี จากชายชราผู้จากไป โดย…พิษณุ  นิลกลัด ค่ะ

เป็น Forward mail ที่อ่านแล้วยิ้มได้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเศร้า…และไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง เรื่องเล่า หรืออะไรก็ตาม แต่ก้อยก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความงามของการถ่ายทอด…ก็เลยอยากนำมาบอกต่อ ๆ กันไปค่ะ…..

…………สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทรักใคร่เสมือนญาติ   
   
ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วัน เขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า สวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้  เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา งานสวด 3 คืน มีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือ เมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด    
   
วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน  สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น คนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบ คนหนึ่งและคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน   
   
หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก   
   
จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์  ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ  จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน – แม้กระทั่งวันตาย    
   
ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้ เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต
   
วันหนึ่งเขารู้ว่า ขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า ‘ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์’  
   
เขามีวิธีคิด ‘เท่ๆ’  แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา  อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข  ช่วงปีสุดท้ายของชีวิต เขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์  และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้ 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาลสามวัน นอนบ้านสี่วันสลับกันไป
    
เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วย ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนาน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า ‘คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม’ พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่า ทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า ‘ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก’  
   
เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่  บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !  
   
4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น  จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน  
     
แต่อยู่ได้ 4 วัน เขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า ‘ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน’ หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง  
   
1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือ กะพริบตา แต่แพทย์บอกว่า สมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า ‘ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที’ เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !  เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย
    
เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่า ถูกขังในร่างของตนเอง  
   
สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ‘พ่อสู้นะ’ เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ‘สู้’  
   
เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า  ’คุณลุงแกสู้จริงๆ’  
    
ตอนที่วางดอกไม้จันทน์  ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า ‘โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย’ ‘แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป’ สอนให้เรารู้ว่า…  
   
เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้แยกแยะเรื่องดีๆ และสิ่งร้ายๆ ในชีวิต จงใช้โอกาสดีๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรายังทำอะไรๆ ได้ อย่างที่สมองสั่ง จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียงและดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ  

หากทุกๆ ครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด… อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที  …..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป  
ถ้าเราเรียนรู้…ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม  :-)





รู้ไหมทำไมน้ำตกถึงสวย?

26 01 2009

e0b899e0b989e0b8b3e0b895e0b8811

 พ่อ :  ลูกรู้มั้ย…ทำไมน้ำตกถึงสวย…

ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ…

พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก……ที่น้ำตกสวยน่ะ……เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก…

ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ…

e0b899e0b989e0b8b3e0b895e0b8812

พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า……เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว……น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที…..เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก…ไม่เห็นแก่ตัว……แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้……น้ำตก..ถึงสวย……และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก…ที่มีเสน่ห์..ไงละ

e0b899e0b989e0b8b3e0b895e0b8813
ข้อคิดจากเรื่องนี้…
อย่าลืมน่ะลูก…
ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก…ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก…
หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก…
อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้..คนเดียว..
ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ…แบ่งปัน…ออกไปให้มากที่สุด
มีก็แต่คนที่ “ให้” ออกไปเท่านั้นแหละ…ลูก…จึงจะเป็นคนที่ “ได้รับ” อย่างแท้จริง… 
  
e0b899e0b989e0b8b3e0b895e0b8814

ที่มา : ธรรมะคลายใจ…ท่าน ว. วชิรเมธี

จงเป็นผู้ที่รู้จักรักที่จะแบ่งปัน ในทุก ๆ เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ เลยใกล้ ๆ ตัว

แบ่งปัน สิ่งดีๆ ทีมีเข้ามาในชีวิตคนหนึ่ง สู่คนอีกส่วนหนึ่ง

แบ่งปันความรัก ที่มีในชีวิตของคนคนหนึ่งสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง

แบ่งปัน ความรู้ ที่มีถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

แบ่งปันภาระ ที่มีของเพื่อนร่วมโลกเท่าที่จะทำได้

จริง ๆ แล้ว เราสามารถแบ่งปันทุกๆอย่างได้ และเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พวกเราไม่ควรละเลย

แล้วโลกใบนี้ก็จะสวยงาม เหมือนน้ำตกสายนี้





ใบลาออกจากความทุกข์

23 01 2009

ไม่สำคัญว่า . . . มีทรัพย์มากหรือน้อย
แต่สิ่งสำคัญ คือ . . . ต้องใช้ให้น้อยต่างหาก . . .
. . . ชีวิตจึงจะมีเหลือมากกว่าขาด . . .

คนจนยิ่งจน . . . เพราะทำรวย . . .
คนรวยยิ่งรวย . . . เพราะทำจน . . .
. . .
ทำตัวให้เป็นปกติ . . . ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น . . .
. . .
ชีวิตก็จะเป็นปกติ . . .

. . . ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนอาภัพอับโชคที่สุดในโลก . . .

. . . ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนโชคดีที่สุดในโลก . . .

อดทนได้ . . . จงอดทน
อดใจได้ . . . จงอดใจ
. . . ไม่อดทน ไม่อดใจ . . . เรื่องเล็กจักกลายเป็นเรื่องใหญ่

คนที่มีความสุข มิใช่คนที่มีมากที่สุด
. . . แต่เป็นคนที่ต้องการน้อยที่สุด . . .
ยิ่งมีความต้องการน้อยลง
. . . สมบัติที่มีอยู่เดิม . . . ก็ดูเหมือนมีมากขึ้น . . .

ความสุขหรือความทุกข์ของชีวิต
บางครั้งเหมือนการมองผ่านกระจก
. . . หากกระจกใสสะอาด . . . เมื่อมองสิ่งใดย่อมมีแต่ความสุข
. . . ปราศจากความขุ่นมัว . . . หากกระจกขุ่นมัว
เมื่อมองสิ่งใด . . . แม้เป็นสิ่งเดียวกัน . . . ก็มีแต่ความทุกข์ใจ
จงจำไว้ว่า . . . ความสุขอยู่ไม่ไกล
เพียงเช็ดกระจกให้ใส
เช็ดใจให้สะอาดเท่านั้นเอง

ทุกข์อยู่ที่ใจ . . . ทุกข์ของใครก็ของมัน . . .

ทุกข์อยู่ที่ใจ . . . ใครจะเก็บไว้ก็ช่างมัน . . .

สุขอยู่ที่ใจ . . . ฉันเก็บมันไว้ทุกวัน . . .

สุขอยู่ที่ใจ . . . ฉันจะให้กันและกัน . .

e0b894e0b8ade0b881e0b981e0b881e0b989e0b8a7





ธรรมะดีดี จาก ว.วชิรเมธี

13 01 2009

บางส่วนจาก หนังสือ ” มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี “ 


๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน ?

ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี ?

( ๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
( ๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
( ๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
( ๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี ?

ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน ?

งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา ?

โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์ ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี ?

( ๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
( ๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
( ๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร ?

เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี ?

( ๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
( ๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
( ๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร ?

โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี ?

( ๑) หางานใหม่
( ๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
( ๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
( ๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย ?

คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างในกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม ?

ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน ?

ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีีอยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี ?

มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร ?

( ๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
( ๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
( ๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี ?

( ๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
( ๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
( ๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี ?
( ๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
( ๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
( ๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก ?

( ๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
( ๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึง?ี่หมายโดยปลอดภัย
( ๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม ?

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ ?

ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี