เรียนรู้จากเริม (ตอน 2)

19 08 2009

ในตอนที่ 1 นำความรู้เรื่องโรคเริมมาเป็นข้อมูลค่ะ

สาเหตุที่สนใจเรื่องโรคเริมก็เพราะว่าก้อยเพิ่งเป็นโรคนี้ค่ะ…อายจังเลย

จริง ๆ แล้วก็ได้ยินชื่อมานานแล้วนะคะ แต่ไม่คิดว่าจะมารู้จักสนิทสนม และใกล้ชิดขนาดนี้ เฮ้อ… อ่านจนจบ 2 รอบ ก้อยก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าก้อยเป็นโรคเริม

เพื่อน ๆ บางคนบอกว่าโรคเริม กับ งูสวัสดิ์ เป็นญาติสนิท มาจากเชื้อเดียวกัน ก้อยก็ได้ยินได้ฟังเรื่องงูสวัสดิ์มานานและก็กลัวมาก แต่พอมาเป็นกับตัวเองมันไม่ใช่แค่กลัวนะคะ แต่มันทำให้ก้อยหวาดระแวง เป็นตุ่มนิดหน่อยก็เครียดแล้ว คันก็ไม่กล้าเกาแรง ๆ ให้หายคัน ทรมานจิตใจมาก ๆ ๆ ๆ

ที่มาที่ไปของก้อยที่มารู้จักกับโรคเริมก็เพราะว่าคนรู้จักให้ช่วยดูแผลที่หลังว่าเป็นอะไร เค้าบอกว่าแสบ ๆ คัน ๆ เหมือนจะเป็นตุ่ม ๆ เพื่อความชัวร์ก้อยไม่ดูเฉย ๆ ค่ะ เอามือจับให้แน่ใจว่าเป็นตุ่มหรือเป็นผื่น … และก้อยก็ไม่ได้ล้างมือทันทีหลังจากสัมผัสแผล ตรงนี้เองคือความผิดพลาด เพื่อนบอกว่าคนที่เป็นหมอยังใส่ถุงมือเลย แล้วเธอเป็นใคร…

วันรุ่งขึ้นเค้าก็บอกก้อยว่าไปหาหมอมาแล้ว หมอบอกว่าเป็นงูสวัสดิ์ ได้มาทั้งยาทาและยากิน ก้อยก็รับฟังเฉย ๆ ไม่ได้ติดใจอะไร แต่พอตอนเย็นวันที่ 12 ส.ค. วันแม่ซะด้วย หลังจากกลับจากกินข้าวกับป๋าและแม่แล้ว ก้อยก็เริ่มรู้สึกผิดปกติ รู้สึกว่าบริเวณซอกคอ และเนินอกมีตุ่มและคันยิบ ๆ แสบ ๆ ก็เลยแวะซื้อคาลาไมด์มาทาที่บ้าน แต่พอก้อยดูในกระจกก็ต้องตกใจมาก เพราะปรากฏสิ่งแปลกปลอมเป็นผื่น ปื้นใหญ่ที่ซอกคอ และก็คันมาก ที่เนินอกก็เป็นตุ่มและเริ่มจะเป็นแผล 2 แผลแล้ว เพราะก้อยเผลอไปเกา ก็เลยรีบอาบน้ำทายา…และเริ่มวิตกนิด ๆ ว่าตูข้าเป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย…

ตอนเช้าไปถึงที่ทำงานก้อยให้เพื่อนช่วยดูแผล ทุกคนพูดเหมือนกันว่าสงสัยเป็นงูสวัสดิ์ ก้อยก็โทรฯหาหมออ้นทันที จากอาการที่เล่าให้ฟังหมออ้นฟันธงว่าไม่ใช่งูสวัสดิ์ แต่น่าจะเป็นเริมมากกว่า เป็นน้อง ๆของงูสวัสดิ์ และไม่ต้องสงสัยว่าติดมาจากไหน … เพื่อน ๆ อย่าลืมล้างมือบ่อย ๆ นะคะ

ตอนนี้แผลแห้งสนิทแล้วค่ะ เหลือร่องรอยไม่มาก แต่ก็ทำให้หมดสวยไปเหมือนกันนะ ก้อยใช้เวลารักษาโดยการทานยาและทายา 5 วันเต็ม ๆ ค่ะ ไม่อยากบอกเลยว่ายาแพงมาก ๆ

นอกจากทานยา – ทายาแล้ว ก้อยยังเชื่อตามที่น้องสาบอกว่า “ช่วงนี้พี่ก้อยห้ามกินไก่นะ” แต่ที่ไม่ได้ลองคือการอาบน้ำสมุนไพรไทย ยาไทยก็ทานไม่ครบชุด กำลังลังเลอยู่ว่าจะหาซื้อมาทานให้ครบชุดดีมั้ย เพื่อเป็นการถอนรากถอนโคน ไม่อยากเป็นอีกแล้วค่ะ

ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ค่ะ





เรียนรู้จากเริม (ตอน 1)

19 08 2009

โรคเริม (herpes) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีอาการแสบๆ คันๆ บริเวณที่เป็น ร่วมกับตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม บนพื้นสีแดง พบได้เกือบทุกแห่งของร่างกาย แต่พบได้บ่อยที่บริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ ผู้ที่เคยเป็นโรคเริมแล้ว จะมีโอกาสเกิดโรคเริมซ้ำได้อีก ที่ตำแหน่งเดิมได้บ่อยพอสมควร เนื่องจากเชื้อไวรัสเริมจะเข้าไปหลบซ่อนตัวที่ในปมประสาท พอร่างกายอ่อนแอลง เชื้อไวรัสเริมก็จะออกมาก่อโรค ทำให้เกิดโรคเริมขึ้นที่เดิมได้อีก ทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจ รู้สึกไม่สวยงาม และเสียบุคลิกภาพ

สาเหตุ

เชื้อไวรัสเริมเป็นดีเอ็นเอไวรัสชนิดสายคู่ที่มีเปลือกหุ้ม อนุภาคของไวรัสประกอบด้วยส่วนเปลือก ส่วนนอกคลุม ส่วนนิวคลิโอแคปสิด และแกนดีเอ็นเอตรงกลาง ส่วนนิวคลิโอแคปสิดของไวรัสเริมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 105 นาโนเมตร ประกอบไปด้วย 162 แคปโซเมอร์ โมเลกุลของดีเอ็นเอมีความยาว 150 กิโลเบส สร้างโปรตีนมากกว่า 100 ชนิด โครงสร้างจีโนมของไวรัสเริมคล้ายคลึงกับเชื้อชนิดอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน ทั้งหมดประกอบไปด้วยชิ้นส่วนยาวและสั้นเรียงต่อกันในทิศทางต่างๆ เกิดเป็น 4 ไอโซเมอร์

เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 ทำให้เกิดโรคเริมที่ริมฝีปากและรอบๆ ปากได้บ่อย ส่วนเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 ทำให้เกิดโรคเริมที่บริเวณอวัยวะเพศ บริเวณก้น และในร่มผ้าได้บ่อย ทั้งนี้พบว่าจีโนมของเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 และเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 มีความเหมือนกันมากถึงร้อยละ 50-70

การติดต่อ

ไวรัสเริมติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง ผู้ได้รับเชื้อมีแผลถลอกอยู่ ทำให้เชื้อไวรัสเริมเข้าไปได้ โดยมากมักพบเริมที่บริเวณริมฝีปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ การจูบหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกันทำให้เชื้อเริมติดต่อได้ เช่นเดียวกับการมีเพศสัมพันธ์ขณะที่อีกฝ่ายกำลังเป็นเริมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ปกติ ทางปาก หรือทางทวารหนัก มีรายงานการติดเชื้อเริมจากการเข้าห้องน้ำสาธารณะ บางคนเป็นเริมที่นิ้วมือ ติดจากการจับมือกัน การโหนราวรถเมล์ การจับลูกบิดประตูห้องน้ำสาธารณะ การจับโทรศัพท์สาธารณะ โดยทั่วระยะเวลาฟักตัวของไวรัสเริมประมาณ 2-20 วัน

ตำแหน่งของโรคเริม

บริเวณปาก ริมฝีปาก และรอบๆ ปาก เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยมาก
บริเวณอวัยวะเพศ ก้น และในร่มผ้า เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยเช่นกัน
บริเวณมือ เป็นตำแหน่งที่พบได้น้อย นานๆจึงจะพบโรคเริมที่มือ นิ้วมือ ฝ่ามือ
บริเวณเอว ลำตัว หลัง เป็นตำแหน่งที่พบค่อนข้างน้อยเช่นกัน อาจพบในนักมวยปล้ำที่มีการต่อสู้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน
เริมเป็นโรคที่ติดต่อโดยการสัมผัส ดังนั้น
บุคคลบางอาชีพจึงอาจจะเป็นเริมที่ตำแหน่งแปลกๆ ที่พบไม่บ่อยนักได้ เช่น ที่บริเวณนิ้วมือ ในทันตแพทย์ หรือตามแขน หรือลำตัวในพวกนักมวย หรือ มวยปล้ำ

อาการ

ลักษณะเริ่มต้นเป็นตุ่มน้ำพองใสเหมือนหยดน้ำเล็กๆ มีขอบแดง มักขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม ต่อมาตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกเป็นแผลถลอกตื้นๆ และหายไปในที่สุด
อาจมีอาการคัน เจ็บหรือปวดแสบปวดร้อน ส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บๆ แสบๆ คันๆ แต่ไม่มากนัก ไม่ถึงกับปวดจนนอนไม่ได้ ไม่ถึงกับคันมาก จนต้องเกาแรงๆ
ต่อมน้ำเหลืองบริเวณผื่นอาจจะโต และเป็นอยู่ประมาณ 10-14 วัน

การติดเชื้อครั้งแรก

การเป็นเริมในครั้งแรก มักจะมีอาการมากกว่าในครั้งถัดๆ มา ถ้าเป็นที่ปาก จะมีอาการเป็นตุ่มน้ำพองเล็กๆ ทั่วทั้งช่องปาก โดยเฉพาะที่บริเวณเหงือก พบว่าต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงบวมโต อาการค่อนข้างรุนแรง อาจมีไข้ปวดเมื่อย ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอาจอักเสบร่วมด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าการติดเชื้อไวรัสเริมครั้งแรก จะเกิดตุ่มน้ำหลายกลุ่ม ต่อมาจะแห้งตกสะเก็ดแล้วแผลจึงจะหาย

การติดเชื้อซ้ำ

สำหรับปัญหาของโรคเริมที่สำคัญคือ เมื่อมีการติดเชื้อครั้งแรกแล้ว หลังจากนั้นจะมีการกลับเป็นผื่นใหม่เป็นระยะๆ เนื่องจากร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสไม่หมด การกลับมาเป็นใหม่ของโรคเริมแต่ละครั้ง จะเกิดตุ่มน้ำกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5-7 วัน โดยไม่มีอาการ โดยมากเกิดปีละ 2-3 ครั้ง และเกิดใกล้ๆ บริเวณเดิม โรคเริมที่เกิดซ้ำ อาการและรอยโรคไม่ค่อยรุนแรงเหมือนครั้งแรก ผู้ป่วยจะมี “อาการเตือน” นำตุ่มน้ำมาก่อน 1–3 วัน เช่นเจ็บเสียวแปลบๆ คันยุบยิบ ปวดแสบปวดร้อนในบริเวณรอยโรคเดิม แผลจะหายเร็วภายใน 5-10 วัน ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง รอยโรคอาจรุนแรงหรือเป็นแผลเรื้อรังได้

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า การเป็นเริมครั้งถัดๆ มา จะไม่ใช่เป็นการติดเชื้อใหม่ แต่เป็นเชื้อเดิมที่หายแล้ว และซ่อนตัวอยู่ในบริเวณปมประสาทที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อมีการกระตุ้น ก็จะย้อนแนวเส้นประสาทออกมาแสดงอาการที่
ผิวหนัง ทำให้เริมมักจะเป็นในบริเวณเดิมที่เคยเป็นมาแล้ว แต่อาการจะน้อยกว่า

ปัจจัยชักนำ

ปัจจัยชักนำที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เกิดโรคเริมได้มากขึ้น ได้แก่

ความเครียด

ทำงานหนักมากเกินไป ทำให้ร่างกายอ่อนแอ อ่อนล้า ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น

นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้โอกาสติดเชื้อไวรัสจึงมีมากกว่าคนทั่วไป
เชื้อไวรัสเริมชอบอากาศร้อนชื้นเหงื่อออกง่าย คนไทยจึงเป็นเริมกันบ่อย

คนที่ไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย เช่น กำลังเป็นหวัด ร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ โอกาสติดเชื้อไวรัสเริมมีมากกว่าในคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง

ผู้ที่ต้องนอนอยู่บนเตียงนานๆ เช่น เป็นอัมพาต ผู้ที่รับการผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีกระดูกหัก ทำให้ขยับตัวลำบาก มีโอกาสเป็นเริมที่ก้นได้ง่าย

เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ต่างๆ ผู้ที่เคยเป็นเริมแล้วถ้าวันไหนดื่มเหล้าเบียร์มากจนเกินไป จะมีโอกาสเป็นเริมซ้ำขึ้นได้อีกง่ายมาก

การรักษา
โดยทั่วไปแล้ว เริมสามารถหายได้เอง โดยไม่ต้องรักษา ซึ่งมักจะเป็นอยู่ประมาณ 10-14 วัน โดยที่ในระหว่างที่เป็น ผู้ที่เป็นสามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้โดยการสัมผัส การใช้ยาต้านไวรัสช่วยลดความรุนแรงของโรค แผลหายเร็วขึ้น แต่ยังมีราคาค่อนข้างแพง

ยาทาที่นิยมใช้ ได้แก่ Zovirax, Virogon, Vilerm, Zevin
ยาชนิดรับประทาน ได้แก่ Zovirax, Valtrex, Famvir นิยมใช้ในกรณีสำหรับผู้ที่มักจะกลับเป็นซ้ำได้บ่อย
คนทั่วไปที่เป็นเริม มักต้องการการรักษาตามอาการเท่านั้น เพราะเริมเป็นโรคที่หายได้เอง เว้นเสียแต่ในรายที่เพิ่งเริมแสดงอาการ หรือมีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือไม่มีแนวโน้มที่แผลจะหายได้เอง จึงควรที่จะได้รับยาต้านไวรัสที่จำเพาะกับโรค ร่วมไปกับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ





อาหารเป็นยาต้านอัลไซเมอร์

22 05 2009

“อัลไซเมอร์” เป็นโรคที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอายุน้อยจะไม่มีโอกาสเป็นโรคนี้นะคะ วันนี้ก้อยมีข้อมูลดีดีจาก Health&Cuisine มาแนะนำอาหารที่เป็นยาต้านอัลไซเมอร์ได้ค่ะ

  • บรอกโคลี มันฝรั่ง ส้ม หัวไช้เท้า และ แอ้ปเปิ้ล

ผัก ผลไม้ ทั้ง 5 ชนิดนี้ มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่ามีสารประกอบบางชนิดที่ทำหน้าที่เหมือนกับยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์

  • ขมิ้นชัน

มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยไม่ให้เซลล์สมองตาย ซึ่งสารดังกล่าวมีอยู่ในขมิ้นเป็นจำนวนมาก มีผลการวิจัยออกมาว่า คนอินเดียเป็นโรคอัลไซเมอร์กันน้อยมาก ๆ อาจเนื่องมาจากขมิ้นเป็นพืชสมุนไพรหลักที่คนอินเดียนิยมรับประทานมานานแล้ว

  • ข้าวกล้องงอก

สรรพคุณของสารกาบาที่มีอยู่ในข้าวกล้องงอก ช่วยรักษาความสมดุลของสมอง ช่วยผ่อนคลาย และกระตุ้นให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

  • น้ำมะพร้าวอ่อน

ในน้ำมะพร้าวอ่อนมีสารประกอบบางตัวที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ เอสโทรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนของผู้หญิง ช่วยชะลอการเกิดอัลไซเมอร์ได้

                คงไม่มีใครต้องการดำรงชีวิตอยู่โดยที่จำอะไรไม่ได้เลย จำไม่ได้แม้แต่คนที่คุณรัก ใช่มั้ยคะ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องการกิน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำได้ไม่ยาก ที่ช่วยให้ความจำอยู่กับคุณตลอดไปค่ะ





วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอก

23 04 2009

วิธีทำน้ำข้าวกล้องงอกอย่างง่ายๆ มีขั้นตอนดังนี้
เริ่มจากเมล็ดข้าวกล้องใหม่ 100 กรัม หรือ 1 ขีด จะต้องซาวน้ำล้างเอากรวดทรายออกก่อนหนึ่งครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 1 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-6 ชม. ก็จะเกิดเป็นตุ่มงอกสีขาวขึ้นมาที่เมล็ดข้าวพอมองเห็น จากนั้นให้เอาขึ้น นำมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำไปต้มใช้ไฟปานกลางให้เดือด แต่อย่าให้เดือดมาก เพราะถ้าร้อนมากเกินไป สารกาบ้าจะถูกทำลายมาก หากเดือดพอดีให้เคี่ยวไปสัก 15-20 นาที สารกาบ้าจะยังอยู่ในข้าวถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณเพียงพอต่อร่างกาย
เสร็จแล้วใช้ผ้าขาวบาง หรือกระชอน กรองน้ำออกมาดื่ม เพิ่มรสชาติโดยโรยเกลือป่นให้ออกเค็มเล็กน้อย ก็จะเพิ่มความอร่อย นอกจากความหอมหวานที่มีอยู่ในน้ำข้าวกล้องงอกแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นสูตรที่ศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวปทุมธานี ทำเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง ทุก 3 วัน 

ส่วนการหุงข้าวกล้องให้ได้รสชาติอร่อย นุ่มลิ้น มีวิธีการดังนี้
จะต้องนำข้าวกล้องไปแช่น้ำสัก 1 ชั่วโมง ให้เมล็ดข้าวบานออกเล็กน้อยก็หุงได้ทันที จะทำให้เมล็ดข้าวนุ่ม น่ารับประทานมาก การหุงข้าว จะทำให้สารกาบ้าถูกทำลายไปประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่กาบ้าที่เหลือก็เพียงพอต่อร่างกายที่จะต้องบริโภคทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำให้ข้าวกล้องงอกขึ้นมา จะเพิ่มคุณค่าสารอาหารขึ้นอีก 10 เท่าเลยทีเดียว





เหตุผลดี ๆ ที่ควรออกกำลัง

30 03 2009

การออกกำลังทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นในหลายด้าน และหนึ่งในเหตุผลที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือ ผลของมันที่มีต่อรูปลักษณ์ของเรา ใครก็ตามไม่ว่าจะสวยหรือไม่แค่ไหน ก็สามารถดูดีขึ้นได้อย่างมากด้วยการออกกำลังกาย และนี่คือผลประโยชน์บางอย่างจากการออกกำลังกาย

  1. ผิวของคุณจะดูดีขึ้น การออกกำลังมีผลในแง่บวกหลายอย่างต่อผิวของเรา มันช่วยเติมสีสันให้พวงแก้ม ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้นจากการไหลเวียนของโลหิตที่ดีขึ้น และยังทำให้ผิวของคุณกระชับขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันความหย่อนยานหรือริ้วรอยได้ด้วย
  2. ขนาดร่างกายของคุณจะสมส่วน การออกกำลังเป็นประจำจะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรีส่วนเกิน และลดน้ำหนักได้ คุณจะค่อย ๆ มีขนาดร่างกายที่เหมาะสมกับส่วนสูง และโครงสร้างร่างกายของคุณ มันจะทำให้ความมั่นใจของคุณเพิ่มขึ้น และคุณก็จะดูดีขึ้นตามไปด้วย
  3. ผมของคุณจะแข็งแรงกว่าเคย การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้มีการสูบฉีดโลหิตไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งหนังศีรษะด้วย รากผมจะได้รับอาหารจากเลือดที่เต็มไปด้วยออกซิเจน และช่วยกำจัดอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะทำลายเส้นผมของคุณ
  4. ดวงตาของคุณจะแจ่มใสขึ้น นี่เป็นผลของการไหลเวียนโลหิตที่ดีเช่นกัน มันจะทำให้ดวงตามีความชุ่มชื้น และแจ่มใส นอกจากนี้ การใช้สายตาจับจ้องไปข้างหน้าตลอดเวลาของการออกกำลัง ทำให้ได้มีการออกกำลังกล้ามเนื้อดวงตา ที่ทำให้มันแข็งแรงขึ้นด้วยเช่นกัน
  5. กล้ามเนื้อจะดูดีขึ้น การออกกำลังแต่ละอย่างจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณกระชับขึ้น ทำให้คุณดูเพรียวขึ้น เสื้อผ้าจะเข้ากับรูปร่างได้อย่างสวยงาม และคุณก็จะดูฟิตมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก Lisa ค่ะ ช่วงนี้ก้อยต้องหาแรงบันดาลใจให้ตัวเองมาก ๆ ค่ะ ไม่ได้ออกกำลังมานาน 2-3 เดือนแล้วค่ะ คิดถึงเสื่อโยคะมากเลย ตอนเช้าก็ว่าจะมาฝึก คิดมาหลายวันแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ตื่นไม่ไหว…อิอิอิ ตัวขี้เกียจมากไปหน่อย ไม่อยากสัญญากับตัวเองอีกแล้วค่ะ เอาเป็นว่าทราบนะคะว่าการออกกำลังมีประโยชน์ อย่าลืมหาเวลาให้กับตัวเองเพื่อออกกำลังบ้างนะคะ





ปวดหลังป้องกันได้

30 03 2009

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มักมีอาการปวดหลัง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกัน มีเคล็ดลับป้องกันอาการปวดหลังจาก Lisa มาฝากค่ะ

  • อย่าหักโหม การใช้ร่างกายอย่างไม่บันยะบันยัง และมีจิตใจหมกมุ่นครุ่นคิดตลอดเวลา จะทำให้กระดูกสันหลังอ่อนแอ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งกระด้าง และจะส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด ข้อแนะนำก็คือ คุณควรมีจุดหมายในแต่ละวัน เพื่อจะได้ไม่ทำอะไรที่มากเกินไปจนสับสนวุ่นวาย
  • อย่าก้าวร้าว หากคุณเป็นคนที่ตื่นเต้นง่าย ชอบโวยวาย ก็จะมีความก้าวร้าวง่าย และหากมีความโกรธเกรี้ยวในอารมณ์ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อตึงเครียด ข้อแนะนำก็คือ พยายามฝึกสมาธิ รู้จักอดกลั้น หรือออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็จะช่วยผ่อนคลายได้
  • อาหาร การกินอาหารให้สมดุลนอกจากจะช่วยลดน้ำหนักแล้ว ยังช่วยป้องกันข้ออักเสบเรื้อรัง และป้องกันไม่ให้มีกรดยูริกมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ปวดไขข้อได้ ฉะนั้นในตารางอาหารก็ควรมีอาหารประเภทข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ผัก และผลไม้ ส่วนอาหารที่ควรกินให้น้อยก็คือ เนื้อสัตว์ติดมัน ไส้กรอก น้ำตาล แอลกอฮอล์ น้ำมันสัตว์ ผลิตภัณฑ์แป้งขัดขาว และ ดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร
  • อย่าปล่อยให้อ้วน น้ำหนักตัวแต่ละกิโลที่เกินตาชั่งจะทำให้หลังต้องรับน้ำหนักเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบถึงข้อต่อ เส้นเอ็น และกระดูก แต่ละกรัมที่มากเกินที่หน้าท้อง สะโพก และก้น จะเพิ่มความกดดันที่กระดูกสันหลัง
  • ออกกำลังกาย การไดเอ็ตนาน ๆ ไม่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้สำเร็จ ดังนั้น คุณจึงควรเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชิน เช่น เดินให้มากแทนการนั่งรถหรือขี่จักรยาน และอย่างน้อยที่สุดควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละอย่างน้อยที่สุด 20 นาที เช่น เดินเร็ว จ็อกกิ้ง ปั่นจักรยาน
  • ยืดกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรทำควบคู่ไปกับการยืดกล้ามเนื้อ ข้อแนะนำก็คือ หลังออกกำลังกายควรยืดกล้ามเนื้อทุกส่วน
  • ไม่เครียด หากคุณเป็นคนชอบทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมกัน ก็ควรหยุดพฤติกรรมนี้เสีย เพราะการมีความเครียดมากเกินไปจะทำให้ป่วย โดยเฉพาะอาการปวดหลัง
  • นอนหลับพักผ่อน ความต้องการในการนอนหลับของแต่ละคนต่างกัน ที่สำคัญคือขณะนอนหลับ ร่างกายได้พักผ่อนจากความตึงเครียดในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ หมอนรองกระดูกยังซ่อมแซมตัวเองด้วย
  • มีความสุขกับชีวิต การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญในการลดความตึงเครียดจากชีวิตประจำวัน และป้องกันอาการปวดหลังได้ เช่น เดินเล่น ร้องเพลง เต้นรำ พบปะเพื่อนฝูง
  • ฟังเสียงภายในร่างกาย อาการเจ็บป่วยทางร่างกาย มักเกิดจากปัญหาด้านจิตใจ กระดูกสันหลังเชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ดังนั้น คุณจึงควรเชื่อฟังร่างกายของคุณเมื่อเกิดเมื่อยล้าก็ต้องหยุดพัก ผ่อนคลาย หรือ หิวก็ต้องกิน




น้ำหนักลด 7 กก. ภายใน 2 เดือน !!

12 03 2009

วันนี้ได้เจอหน้าพี่ขวัญ…คุณแม่บ้านคนเก่งของสุโขสปา หลังจากไม่ได้เจอกันหลายวัน เพราะก้อยเองก็มีธุระลาไปต่างจังหวัด กลับมาพี่ขวัญก็ลาอีก ก็เลยเพิ่งได้เจอหน้ากันจัง ๆ วันนี้เองค่ะ อารัมภบทมาตั้งยาวยืดก็เพื่อจะบอกว่าพี่ขวัญเธอเปลี่ยนไปค่ะ

จากเดิมน้ำหนัก 58.5 กก. หลังจากทานอาหารแมคโครไบโอติกส์ผ่านไป 2 เดือน น้ำหนักลดลง ชั่งเมื่อวานเหลือ 51.5 กก. ค่ะ

พี่ขวัญเป็นกรณีตัวอย่างที่พวกเราหลายคนในสุโขสปาจับตามอง เพราะเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทานอาหารแมคโครไบโอติกส์ จนมาถึงวันนี้ก็นับได้ 2 เดือน กับอีก 5 วันค่ะ นอกจากทานข้าวกล้องทุกมื้อแล้ว พี่ขวัญงดอาหารที่ทำจากแป้งขัดขาวทุกชนิดค่ะ ไม่ทานน้ำตาลทรายขัดขาว รวมถึงน้ำอัดลมทุกชนิด น้ำมันพืชก็เลือกใช้น้ำมันดอกทานตะวัน อาหารหลัก ๆ ก็เป็นอาหารจำพวกปลาต่าง ๆ และผักพื้นบ้าน ผักปลอดสารพิษ

เท่าที่คุยกันว่ามีปัญหาอะไรบ้างหรือไม่ จากการทานอาหารแมคโครไบโอติกส์ พี่ขวัญบอกว่าไม่มีค่ะ รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ตัวเบา ถ่ายคล่อง ตื่นเช้า และก็มีแรงทำอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ บางวันตอนเย็น ๆ ยังวิ่งออกกำลังกายที่สวนหลวงอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้ หลังจากสิ้นสุดโครงการของสุโขสปาที่ทำอาหารแมคโครไบโอติกส์ให้ทาน 1 เดือนแล้ว พี่ขวัญก็ทำทานเองที่บ้าน ซึ่งเธอบอกว่าไม่ยากอย่างที่คิด เป็นอะไรที่ง่าย ๆ สบาย ๆ ค่ะ

เห็นมั้ยคะว่าไม่ต้องทำอะไรมากมายเลยค่ะ แค่ทานอาหารแมคโครไบโอติกส์ และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ น้ำหนักก็ลดลงได้อย่างน่ามหัศจรรย์ และสิ่งสำคัญที่ต้องมีคือ วินัยในตัวเองค่ะ…

ใครที่สนใจโปรแกรมลดน้ำหนัก และต้องการทดลองด้วยตัวเอง ติดต่อสอบถามมาที่สุโขสปาได้นะคะ แล้วก้อยจะแนะนำให้รู้จักกับ Presenter ของโครงการนี้ค่ะ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็พี่ขวัญคนเก่งไงคะ แต่ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ที่ไม่สามารถนำรูปมาเผยแพร่ได้ เพราะเธอค่อนข้างเก็บตัวค่ะ





กาบา มหัศจรรย์ข้าวกล้องงอก

12 03 2009

ข้าวที่นับได้ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุดคงหนีไม่พ้นข้าวกล้อง แต่ด้วยนวัตกรรมทางการเกษตรในปัจจุบันได้ให้กำเนิดสุดยอดข้าวกล้องในนาม “ข้าวกาบา” ที่ได้รับรางวัลจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เกิดจากข้าวกล้องที่นำมาทำให้งอกก่อนเป็นต้นอ่อน เพื่อให้เกิดสารกาบาสูงสุด มากกว่าในข้าวกล้องธรรมดาถึง 15 เท่า ทั้งยังมีใยอาหาร วิตามินอี วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม และกรดแอมิโนสูงขึ้นด้วย

กาบา (Gaba : gamma aminobutyric acid) เป็นสารสื่อประสาทประเภทยับยั้งในระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยรักษาสมดุลในสมอง ลดอาการนอนไม่หลับและกระวนกระวายใจ รักษาความดันโลหิต ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและการเติบโต ลดการสะสมไขมัน จึงไม่ทำให้อ้วน และยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม

ข้าวกาบามีจุดเด่นที่หุงง่ายเหมือนการหุงข้าวสารธรรมดา เก็บไว้ได้นาน 6 เดือน โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น จะหุงรับประทาน หรือบดให้ละเอียดก่อนนำไปต้มดื่มก็ได้คุณค่าครบถ้วนเช่นกัน

สนใจข้าวกาบา Nutra Gaba Rice ติดต่อโดยตรงที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หรือ ศูนย์วิจัยการเกษตรข้าวค่ะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลค่ะ : นิตยสาร Health & Cuisine





มหัศจรรย์เกสรผึ้งแก้โรค

12 03 2009

ชาวอียิปต์โบราณใช้น้ำผึ้งสมานแผล และใช้ขี้ผึ้งทำมัมมี่ ปัจจุบันคนรักสุขภาพค้นพบว่าเกสรผึ้งช่วยบรรเทาโรคได้สารพัด จึงมีการนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริม ทั้งแบบเม็ดและแบบผง ใช้ชงดื่มกับเครื่องดื่มต่าง ๆ

เกสรผึ้ง (Bee pollen) คือ ละอองฝุ่นของเกสรดอกไม้นานาชนิดที่ผึ้งรวบรวมไว้ที่ปลายขาหลัง ก่อนนำมาใช้เลี้ยงตัวอ่อนในรังร่วมกับน้ำผึ้ง ในหนึ่งชั่วโมงผึ้งงานหนึ่งตัวจะเก็บละอองเกสรได้มากถึง 4 ล้านเรณู หรือ ราว 1 ใน 6 ช้อนชา ว่ากันว่าเกสรผึ้งอุดมไปด้วยโปรตีนที่สูงกว่าเนื้อ นม ไข่ ถึง 5 เท่า รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินบีรวม วิตามินซี กรดแอมิโน และ กรดโฟลิก เป็นต้น

มีรายงานวิจัยว่า เกสรผึ้งช่วยลดอาการภูมิแพ้ และหอบหืด ช่วยย่อยอาหาร ลดความผิดปกติในต่อมลูกหมาก ลดน้ำตาลในเลือด ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัด และอาการวัยทอง บำรุงสมอง กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และให้พลังงานสูง ที่สำคัญ เกสรผึ้งดูดซึมง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เลย ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยจากสารตกค้างในเกสรดอกไม้ ควรเลือกซื้อเกสรผึ้งจากฟาร์มผึ้งที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเท่านั้นนะคะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลค่ะ : นิตยสาร Health & Cuisine





ทำไม…ใคร ๆ ทำได้ง่ายจัง

4 02 2009

ปัญหาใหญ่ของก้อยเลยนะคะ ก้อยไม่สามารถทำท่า Back Bend ที่สมบูรณ์ได้อ่ะ

อาทิตย์นี้คุณอ่างเริ่มเรียน Ashtanga Yoga ในขณะที่ก้อยเรียน ๆ หยุด ๆ มาปีกว่าแล้ว คุณอ่างยังจำท่าแต่ละท่าไม่ได้เลย ครูทิพย์ต้องประกบสอนท่าต่อท่า แต่ชีทำท่า Back Bend ได้สวยมาก ๆ ขอบอก

ทำไมก้อยรู้ล่ะ…ง่ายนิดเดียว ก้อยก็แอบดูเวลาฝึกไงคะ อิอิอิ ประมาณว่าตัวเองก็ทำไป แต่สายตาก็คอยสอดส่ายดูคนอื่น ๆ ไปด้วย เป็นอาหารตาในช่วงที่ขี้เกียจอ่ะค่ะ

ตอนนี้ชีก็มีเรื่องมาเม้าส์ได้ทุกวัน ว่าง ๆ ก็ทำท่าโยคะโชว์ ดู ๆ แล้วก็ไม่ค่อยเห่อเท่าไหร่เนอะ

ที่มาที่ไปของการเรียนโยคะของคุณอ่าง ทั้ง ๆ ที่ก้อย กับคุณหนิง และคนอื่น ๆ ชวนมาตั้งนานแล้ว แต่ชีก็ปฏิเสธมาตลอด เพราะตอนนี้ชีเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องเครียดเยอะมาก และมีอาการปวดหลังด้วย ชีก็เลยเลือกโยคะเป็นตัวช่วยค่ะ ก้อยก็ช่วยลุ้นค่ะว่าโยคะจะช่วยชีวิตคุณอ่างได้มากแค่ไหน เท่าที่ทราบคือ หลังจากฝึกวันแรกช่วงเช้า ช่วงบ่ายชีก็บอกว่าท้องที่เคยบวมอืด ในวันที่ฝึกไม่อืดแล้ว สามารถกดหน้าท้องลงได้ ก่อนนี้เวลากดจะเด้งดึ๋งเลยค่ะ อันนี้จริงนะไม่ได้โม้ !!!

ฝึกวันที่สอง ชีก็เคืองครูซะแล้ว…จะรอดมั้ยเนี่ย … ก็ครูสอนให้ชีหายใจใหม่ ชีบอกว่าหายใจแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว…นั่นไงล่ะ มาแนวเดียวกับก้อยเลย เพราะครูทิพย์ก็ให้ก้อยหัดหายใจใหม่เหมือนกันเยย

ตอนนี้ก้อยก็เลยสนุกกับการติดตามการเรียนโยคะของคุณอ่างมาก ส่วนตัวเองก็ทำไปแบบสบาย ๆ แบบที่ว่าพยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่คุณอ่างบอกว่า … คุณทำเหมือนโดนบังคับเลย…ไม่นะคะ ก้อยชอบโยคะมาก เพียงแต่ว่าถ้าทำไม่ได้ก้อยก็ไม่ฝืน…แค่นั้นเอง เฮ้อ..นี่คงเป็นคำตอบว่าทำไมใคร ๆ ก็ทำได้ง่ายจัง