เพชรพระอุมา 2

30 04 2009

อ่านจบแล้วค่ะ เพชรพระอุมา ภาค 2 ซึ่งเป็นบทอวสานของนิยายเรื่องนี้ มีด้วยกัน 5 ตอน 24 เล่ม ค่ะ

- จอมพราน  4  เล่ม

- ไอ้งาดำ  5  เล่ม

- นาคเทวี  5  เล่ม

- แต่ปางบรรพ์  5  เล่ม

- มงกุฏไพร  5  เล่ม

สำหรับก้อยแล้วภาคแรกจะสนุกกว่าภาคสองเยอะเลย เพราะภาคสองนี่จะมีเรื่องไสยศาสตร์มาเกี่ยวข้องเยอะไปนิดนึง และเรื่องแบบนี้มันก็ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่ แต่พอมาปรากฏในนิยาย ก็เปรียบเหมือนเป็นบันทึกอีกรูปแบบหนึ่ง ก้อยก็เลยมีความรู้สึกส่วนตัวว่ามันมากเกินไปค่ะ

แต่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้แต่งจะเน้นเรื่องของสัจจะมาก ๆ ๆ ๆ อ่านแล้วก้อยก็ทึ่งว่าแหม…อะไรจะเคร่งซะขนาดนั้น สัจจะหนักแน่นดั่งขุนเขา…แต่ก็น่านับถือนะคะ ถ้าเป็นคนที่มีเลือดเนื้อจริง ๆ

สำหรับคนอื่น ๆ ที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้วอาจจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร การอ่านครั้งแรกกับครั้งที่สองก้อยยังมีความรู้สึกไม่เหมือนกันเลยค่ะ ขึ้นอยู่กับพื้นฐาน การรับรู้ และทัศนคติ ณ ช่วงเวลานั้น ๆ มากกว่า แต่…ไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ ก้อยรักตัวละครที่ชื่อแงซาย…





เพชรพระอุมา 1

23 04 2009

สำหรับคอหนังสือนวนิยายไทย เห็นชื่อเรื่องแล้วก็ต้องร้อง..อ๋อ…แน่นอนค่ะ ใครที่บอกว่าชอบอ่านหนังสือนวนิยายแต่ยังไม่เคยหยิบเพชรพระอุมาอ่าน ต้องบอกว่าคุณได้พลาดสิ่งสำคัญไปแล้ว อิอิอิ

ก้อยอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วค่ะ จำได้ว่าอ่านจากหนังสือพิมพ์เป็นตอน ๆ แต่ก็ไม่ค่อยต่อเนื่องสักเท่าไหร่ค่ะ เพราะที่บ้านไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์เป็นประจำไงคะ แต่จะเหมาซื้อเป็นกิโลสำหรับหนังสือพิมพ์เก่า เพื่อนำมาตัดเป็นกระดาษห่อของ ซึ่งหน้าที่ตัดก็ต้องเป็นของก้อยอยู่แล้ว และก็ใช้เวลานานมาก เพราะก้อยจะต้องเรียงหนังสือพิมพ์ตามวันที่ก่อน แล้วก็เลือกอ่านเฉพาะเรื่องเพชรพระอุมา ก่อนจะตัดเป็นชิ้นย่อยสำหรับห่อของต่อไปค่ะ ถ้าตอนสำคัญไม่ได้อ่านจะหงุดหงิดมากเลย อิอิอิ

พอก้อยโตขึ้น มีโอกาสได้ตะลุยอ่านหนังสือในห้องสมุด และก็มีโอกาสได้พบกับเพชรพระอุมาอีกครั้ง ที่ห้องสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้ มอ.ปัตตานี ก้อยอ่านอย่างมีความสุขมาก ๆ ๆ ๆ เหมือนได้พบเพื่อนเก่าที่จากกันไปนาน

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมามีวันหยุดยาว และก็รู้สึกว่าคิดถึงทุกคนที่ร่วมเดินทางผจญภัย ก้อยเลยตัดสินใจหามาอ่านอีกครั้ง เพื่อทบทวนความทรงจำ ตอนนี้อ่านภาคแรกจบไปแล้วค่ะ กำลังอ่านภาคสอง ซึ่งเป็นภาคจบสมบูรณ์ สำหรับภาคแรกก็แบ่งเป็นตอน ๆ รวม 6 ตอนค่ะ

1.ไพรมหากาฬ  4  เล่ม

2. ดงมรณะ 4 เล่ม

3. จอมผีดิบมันตรัย 4 เล่ม

4. อาถรรพณ์นิทรานคร 4 เล่ม

5. ป่าโลกล้านปี 4 เล่ม

6. แงซายจอมจักรา 4 เล่ม

สรุปว่าภาคแรก 24 เล่ม ภาคสองก็ 24 เล่ม เช่นกันค่ะ สำหรับชุดที่ก้อยอ่าน ซึ่ง ตำนานไพรอันเกริกไกรภายใต้คมปากกาของ “พนมเทียน” นี้เริ่มเขียนวันที่ 19 พ.ย. 2507 ค่ะ จบบทสุดท้ายวันที่ 20 มี.ค. 2518 รวมเวลาเขียน 10 ปี 4 เดือน กะอีก 1 วัน ค่ะ

สำหรับใครที่ชื่นชอบการผจญภัยในป่าดงดิบ ต้องหามาอ่านให้ได้นะคะ แค่ระยะเวลาในการเขียนก็อึ้งแล้วล่ะค่ะ … ขอเวลาไปอ่านภาคสองให้จบก่อนนะคะ แล้วจะมาบอกต่อว่ามีอะไรบ้าง





ธนาคารเมล็ดพืช

24 03 2009

ก้อยเป็นอีกหนึ่งคนที่ติดงานผลงานของคุณหมอพงศกร อย่างสม่ำเสมอค่ะ ในงานเขียนหลาย ๆ เรื่องคุณหมอจะสอดแทรกเรื่องการดูแลโลก ให้คนอ่านได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน รวมถึงนำเสนอแนวทางในการใช้ชีวิตที่ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ และวิธีง่าย ๆ ที่เราสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือ

ตอนนี้ก้อยกำลังติดตามอ่านเรื่อง “คชาปุระ” ค่ะ เรื่องราวกำลังเข้มข้น สนุกสนาน และชวนติดตาม ในนิตยสารสกุลไทยค่ะ และฉบับที่ผ่านมาคุณหมอก็ได้สอดแทรกเรื่องจริงที่น่าสนใจมาก ก้อยขออนุญาตนำมาบอกต่อนะคะ เผื่อว่าหลาย ๆ คนจะยังไม่ตระหนักถึงคำว่า “ภาวะโลกร้อน” จะได้สะดุ้งขึ้นมาบ้าง และรับรู้ว่าโลกภายนอกมีการเตรียมการรับมือกับภัยต่าง ๆ อย่างไร…

ธนาคารเมล็ดพืชของนอร์เวย์ “Svalbard Global Seed Vault” สร้างขึ้นที่เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของนอร์เวย์ เป็นเกาะที่มีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ไม่มีพืชใดสามารถขึ้นได้ เนื่องจากมีอุณหภูมิหนาวถึง -๑๔ องศาเซลเซียส ที่เป็นเช่นนี้เพราะเกาะอยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือเพียง ๑,๐๐๐ กิโลเมตรเท่านั้น ตัวอาคารเจาะลึกเข้าไปในภูเขาเขตอาร์กติก มีทั้งหมดสามห้อง สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชจากทั่วโลกได้ไม่ต่ำกว่าสองพันล้านชนิด

ที่จริงแล้วทั่วโลกมีธนาคารเมล็ดพืชอยู่หลายพันแห่ง หลายแห่งถูกทำลายจากสงครามไปแล้ว เช่น ธนาคารเมล็ดพืชในอิรักและอัฟกานิสถาน หลายแห่งถูกทำลายโดยภัยธรรมชาติ เช่น ธนาคารเมล็ดพืชที่ฟิลิปปินส์และฮอนดูรัส ที่ราบเป็นหน้ากลองเนื่องจากพายุไต้ฝุ่น เป็นต้น สวาลบาร์ดจึงเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด เนื่องจากเป็นการเจาะเข้าไปในภูเขา ห้องเก็บเมล็ดพืชทั้งสามเป็นห้องสุญญากาศ ที่จะรักษาเมล็ดพืชเอาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด

ผนังห้องทั้งสี่ด้านของธนาคารเป็นคอนกรีตหนา มีความทนทานต่อแผ่นดินไหว ต่อการถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์และขีปนาวุธต่าง ๆ มียามรักษาความปลอดภัยที่ประตู มีสัญญาณเตือนภัยต่าง ๆ รวมทั้งมีระบบป้องกันไม่ให้หมีขาวขั้วโลกบุกเข้ามาขโมยเมล็ดพืชไปกินเพราะความหิวโหยอีกด้วย

ถ้าบังเอิญในวันหนึ่งข้างหน้า แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแผ่นน้ำแข็งอาร์กติกละลายหายไปทั้งหมดจากสภาวะโลกร้อน เกิดน้ำท่วมโลก แต่ธนาคารนี้ก็จะปลอดภัยไม่ถูกน้ำท่วม เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง ๑๓๐ เมตร

อีกเหตุผลหนึ่งที่นานาชาติลงมติเลือกสวาลบาร์ดเป็นที่ตั้งธนาคารเมล็ดพืชของโลก ก็คือ สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากผู้คนและพื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบแล้ว อากาศที่หนาวมาก และสภาพภูมิประเทศที่มีแต่หิมะ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนอยากเดินทางมาที่นี่ สวาลบาร์ดจึงเป็นสถานที่ซึ่งมีชัยภูมิอันเหมาะสมที่สุดเมื่อเทียบกับที่อื่น

ธนาคารเมล็ดพืชสวาลบาร์ดเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ในวันนั้นตัวอย่างของเมล็ดพืชกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ตัวอย่าง ถูกส่งมาจากทั่วทุกภูมิภาคของโลก เมล็ดพืชทุกชนิดล้วนเป็นพืชที่มนุษย์สามารถใช้เป็นอาหารได้ ถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี จนกว่าจะถึงวันที่จำเป็นต้องใช้ในอนาคต ซึ่งก็คือวันที่พืชเหล่านั้นสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ หรือเกิดหายนภัยขึ้นกับมวลมนุษยชาติ เมื่อนั้นเมล็ดพืชก็จะถูกนำออกมาจากธนาคารแห่งนี้ เพื่อนำมาเพาะปลูก เป็นแหล่งอาหารให้กับมนุษย์รุ่นต่อ ๆ ไป

ก้อยไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลย…





ผลงานของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

16 03 2009

รสนิยมการอ่านของแต่ละคนย่อมแตกต่าง หลายคนที่อ่านงานของ รงค์  วงษ์สวรรค์ อาจจะไม่ชอบ แต่บางคนอีกเช่นกันที่ชื่นชอบงานของ รงค์  วงษ์สวรรค์ มาก ๆ ซึ่งเพื่อนก้อยก็รวมอยู่ในจำนวนคนที่ชอบค่ะ ก้อยจึงมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของ รงค์  วงษ์สวรรค์ ในยุคแรก ๆ ก่อนปี 2514 เป็นส่วนมาก งานยุคหลังที่ได้อ่านล่าสุด น่าจะเป็น กินหอมตอมม่วน นะคะ ถ้าจำไม่ผิด

ถามว่าชอบมั้ย…ไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่นะคะ การใช้ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณรงค์ ทำความยุ่งยากให้ก้อยพอสมควรค่ะ บางเรื่องอ่านจบรอบแรกไม่รู้เรื่องเลยค่ะ ต้องอ่านรอบสอง…ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะ…แต่หลาย ๆ เรื่องที่อ่านก็สนุก และแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่เคยอ่าน ของนักเขียนท่านอื่น ๆ ค่ะ อย่างเรื่อง เสเพลบอยบ้านไร่ ก็ได้รับการยกย่องเป็น 1 ในหนังสือ 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่านค่ะ

เรื่องแบบนี้ ลางเนื้อชอบลางยา ชอบหรือไม่ชอบก็ลองอ่านดูก่อนนะคะ อย่าตัดสินจากคำบอกเล่าของคนอื่น ๆ ค่ะ อาจจะทำให้พลาดโอกาสดีดี ในการเสพงานวรรณศิลป์ … ก้อยได้นำข้อมูลงานเขียนที่มีการรวบรวมไว้มาเพิ่มเติมให้ด้วยค่ะ เผื่อใครสนใจหาอ่านหรือ หาเก็บ ก็แล้วแต่ศรัทธานะคะ

ผลงานหนังสือแยกตามปี

  • 2503 – หนาวผู้หญิง, เถ้าอารมณ์ , ไฟอาย
  • 2504 – สนิมสร้อย,บนถนนของความเป็นหนุ่ม, สนิมกรุงเทพฯ
  • 2505 – ปักเป้ากับจุฬา, บางลำพูสแควร์, คืนรัก
  • 2506 – เสเพลบอยบันทึก,พ่อบ้านหนีเที่ยว
  • 2511 – ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนหนึ่ง, หอมดอกประดวน,นิราศดิบ
  • 2512 – เสเพลบอยชาวไร่, ผู้มียี่เกในหัวใจ, หัวใจที่มีตีน, ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนสอง,หลงกลิ่นกัญชา
  • 2513 – ฝนซาฟ้าหม่น
  • 2514 – น้ำค้างเปื้อนแดด, ไอ้แมลงวันที่รัก,แดง รวี,หนามดอกไม้, ใต้ถุนป่าคอนกรีต ขบวนสาม
  • 2515 – 00.00 น., ปีนตลิ่ง, ดลใจภุมริน,บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า
  • 2516 – นักเลง โกเมน,กรุงเทพฯ รจนา, สัตหีบ : ยังไม่มีลาก่อน, ตาคลี : น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้,ชุมทางพลอยแดง (สารคดี),นาฑีสุดท้ายทับทิมดง
  • 2517 – อเมริกันตาย, แม่ม่ายบุษบง
  • 2518 – คึกฤทธิ์แสบสันต์, 23 เรื่องสั้น,ไม่นานเกินรอ,น้ำตาสองเม็ด,ความหิวที่รัก,มาเฟียก้นซอย,๒๘ ดีกรีเที่ยงวัน บรั่นดีเที่ยงคืน (‘รงค์ วงษ์สวรรค์ และ “หำน้อย”), ดอกไม้ในถังขยะ
  • 2519 – จากแชมเพญถึงกัญชา, ขี่ม้าชมดอกไม้, จากโคนต้นไม้ริมคลอง, ถึงป่าคอนกรีต, 2 นาฑีใต้แสงดาวแดง, ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ, ซูสีไทเฮา, กัญชาธิปไตย
  • 2520 – ดอกไม้และงูพิษ, ยินโทนิค 28 ดีกรี
  • 2521 – แอลกอฮอลิเดย์, เบื้องข้างพันเอกณรงค์ กิตติขจร, บนหลังหมาแดดสีทอง, ผู้ดีน้ำครำ 1, ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ แสบสันต์, แกงส้มผักบุ้ง 22.00น.
  • 2522 – ผู้ดีน้ำครำ 2
  • 2525 – บักหำน้อย ซ้ายปลาร้าขวาเนย, สาหร่ายปลายตะเกียบ
  • 2527 – นินทากรุงเทพฯ บุหลันลบแสงสุรยา-บรูไน, ระบำค้อนเคียว, ลมหายใจสงคราม
  • 2528 – ไสบาบานักบุญในนรก
  • 2529 – สามเหลี่ยมในวงกลม
  • 2531 – สารคดีไฉไลคลาสสิค , ครูสีดา
  • 2535 – ผกานุช บุรีรำ
  • 2536 – ดอกไม้ดอลล่าร์, ระบำนกป่า,พูดกับบ้าน, ขุนนางป่า
  • 2537 – แมงบาร์
  • 2538 – 2 นาฑีบางลำพู,บูชาครูนักเลง,บาลีนีส์ทัดดอกลั่นทม,ดอกไม้ในถังขยะ, พรานล่าอารมณ์ขัน
  • 2539 – คึกฤทธิ์ ปราโมช ในเงาเวลาของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, บนถนนอากาศ
  • 2540 – กินหอมตอมม่วน
  • 2542 – เมนูบ้านท้ายวัง, เงาของเวลา, นอนบ้านคืนนี้, ลมบาดหิน
  • 2544 – นินทา ฯพณฯ สากกะเบือ, นินทานายกรัฐมนตรี, โคบาลนักเลงปืน, หงา คาราวาน เงา-สีสันของแดด, อเมริกา -อเมริกู
  • 2545 – มาดเกี้ยว
  • 2546 – ฝนเหล็ก — ไฟปืน ‘๓๕, นาฑีสุดท้ายทับทิมดง (รวมเล่มครั้งแรก)
  • 2547 – บักอี สีจำปา

ขอบคุณ…สวนทูนอินทร์ ค่ะ…





สบตากับความตาย

9 03 2009

ชื่อ…สบตากับความตาย…เป็นชื่อหนังสือของ ว.วชิรเมธี ค่ะ ซึ่งก้อยอ่านยังไม่จบ แต่ก็พบว่ามีอะไรดีดี น่าสนใจในงานเขียนเล่มนี้เยอะมาก ๆ

ต้นสายปลายเหตุที่ก้อยหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ก็เพราะว่าก้อยกำลังอยู่ในระหว่างความทุกข์กับความตายของญาติสนิท ซึ่งก่อนหน้านี้ก้อยก็เป็นคนที่อ่านหนังสือมาหลากหลายมาก เรื่องพุทธศาสนาก็อ่านมากเช่นกัน แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ ได้แต่อ่าน ศึกษา และคุยกับคนใกล้ตัว มีอะไรเห็นไม่ตรงกันเราก็นำมาแย้งกันไปมา คิดว่าเข้าใจถ่องแท้…แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ ในช่วงวินาทีที่รับรู้ถึงการสูญเสีย ก้อยก็ยังเคว้ง….

ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสำหรับก้อย แต่ก้อยเคว้งเพราะก้อยตามอารมณ์ไม่ทัน มันเหมือนขาดสติไปชั่ววูบ กว่าจะรวบรวมทุกอย่างกลับเข้าที่ได้ก้อยก็เป็นทุกข์ไปซะแล้ว…

สำหรับทุกคนที่กำลังเคว้ง…สบตากับความตาย…ไม่ได้ช่วยให้คนตายแล้วฟื้นนะคะ แต่ช่วยให้คนเป็นอย่างเรา ๆ ทั้งหลาย พร้อมที่จะตายทุกลมหายใจเข้า-ออก และรู้จักและรักความตายมากขึ้นค่ะ





Ink Heart

5 02 2009

Ink Heart เป็นชื่อหนังสือ และชื่อหนังค่ะ ชื่อภาษาไทยว่าไงก้อยจำไม่ได้ค่ะ มีใครไปดูมาบ้างคะ

ก้อยไม่ได้ดูหรอกค่ะ แต่คิดถึงหนังเรื่องนี้ เพราะก้อยได้อ่านหนังสือแปลของเรื่องนี้มาแล้วค่ะ อ่านเมื่อปีที่แล้วนี่เองค่ะ ยังจำเรื่องหลัก ๆ ได้แม่นยำ และจำได้ด้วยว่าเป็นหนังสือของคุณกุ้ง ซึ่งพอถามว่าคุณกุ้งจำได้มั้ย…ชีตอบว่าไงรู้ป่ะ…

“เหรอ กุ้งยังไม่ได้อ่านเลย” ให้มันได้ยังงี้สิคะ

ไม่เป็นไรค่ะ เพราะถึงยังไงมันก็เป็นหนังสือของคุณกุ้ง วันนี้ยังไม่ได้อ่าน วันหน้าก็คงได้อ่าน

จากหนังสือที่อ่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องราวการผจญภัยของสองพ่อลูก กับคุณป้าผู้รักหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ กับบรรดาตัวละครต่าง ๆ ที่ออกมาจากหนังสือ

ตัวละครที่ออกมาส่วนมากเป็นตัวร้ายทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะตัวหัวหน้า และก็ยังมีความคิดร้าย ๆ ออกมาด้วย สงสัยใช่มั้ยคะว่าตัวละครออกมาจากหนังสือได้ไง…

เป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของสองพ่อลูกค่ะ ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่อ่านออกเสียง และมีสมาธิกับเรื่องที่อ่าน มันก็เหมือนกับว่าเรื่องที่กำลังอ่านอยู่นั้นจะมีชีวิตจิตใจ และสามารถโลดเล่นได้เหมือนจริง และตัวละครก็จะปรากฏออกมาจากจินตนาการ เป็นตัวตนจริง ๆ …แต่ทุกอย่างต้องมีการแลกเปลี่ยน มีคนออกมาหนึ่งคน ก็มีคนหายไปหนึ่งคนเช่นกัน และจากครั้งสุดท้ายที่อ่านออกเสียง ผู้หญิงที่เขารักที่สุดหายไป จากนั้นมาเขาก็ไม่อ่านออกเสียงอีกเลย

แต่…พวกตัวละครตัวร้ายก็ไม่ยอม พวกมันตามล่าหาตัวเขามานานมาก เพื่อให้เขาอ่าน…อ่านให้สิ่งที่พวกมันต้องการปรากฏ…และสำหรับบางคน การต้องมาปรากฏตัวอยู่ในสถานที่ที่แตกต่างจากที่ที่จากมา มันช่างเป็นความทุกข์ทรมานเหลือเกิน…

ถ้าใครชอบหนังสือแนวตื่นเต้น ผจญภัย ไปหาอ่านได้ค่ะ รับรองว่าสนุกมาก





สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ

4 02 2009

“ใครที่อ่านสามก๊กครบสามจบ คบไม่ได้”

ใครเป็นคนพูดประโยคนี้นะ…

มันจริงรึป่าวล่ะ…

ก้อยก็ยังสงสัยนะคะ ก้อยไม่เคยอ่านสามก๊กแบบเต็มรูป แต่บ่อยครั้งที่อ่านเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเรื่องสามก๊ก อย่างเรื่องต่าง ๆ ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ ก้อยก็เคยอ่านมาแล้วทั้งนั้น แต่ก้อยเป็นนักอ่านที่ไม่สนใจในรายละเอียด เพราะความที่มีอคติว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำสงคราม และก้อยก็เกลียดสงครามมาก ก็เลยไม่ชอบอ่าน ทั้ง ๆ ที่เจ้านายส่งมาให้อ่านมากกว่า 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบเล่มเล็ก หรือแบบสมบูรณ์ ก้อยก็รับมา…เก็บไว้ที่บ้าน ผ่านไปสักเดือนก็เอาไปคืน และก็บอกว่าอ่านแล้ว สนุกดี อิอิอิ

หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ความคิดบางอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ก้อยมองสามก๊กด้วยสายตาที่เป็นมิตรมากกว่าเดิม และมีความคิดว่า คงจะต้องหาเวลาอ่านเรื่องนี้ให้จบสักครั้ง





คนเห็นผี

28 01 2009

เรื่องราวนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกเมื่อตอนที่ผมไปทำสกู๊ปเรื่องหนึ่งที่พัทยา หลังจากสัมภาษณ์กับแหล่งข่าวเสร็จ พวกเราทั้งหมดนั่งรถตู้ฝ่าความมืดของถนนลูกรังและทุ่งหญ้าเพื่อกลับไปยังที่พักในเมือง ระหว่างนั้นแหล่งข่าวเล่าเรื่องราวต่างๆ ของเพื่อนเขาให้ฟัง หนึ่งในเรื่องนั้นที่เราตั้งใจฟังมากที่สุดก็คือเรื่องของน้องเซนซ์

 ”เคยดูหนังผีกันไหม ผีต้องออกมากลางคืนใช่มั้ย แล้วมีหมาหอน ผีในหนังจะตัวขาวๆ ผมยาวๆ ใช่มั้ย และพอเช้าผีก็จะหายไปใช่มั้ย ลืมเรื่องพวกนี้ไปเลย ไอ้เซนซ์มันบอกผมว่าผีมีทุกเวลา อยู่ในทุกที่ ในห้างฯ กลางวันแสกๆ มันยังเจอเลย”

แหล่งข่าวพยายามทำเสียงทุ้มต่ำเพื่อให้เรื่องฟังดูน่ากลัวที่สุด ซึ่งมันก็ได้ผลกับคนรอบข้างทีเดียว แต่ไม่ใช่ผม

 ”ไอ้เราก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกว่ามันจะเห็นจริงๆ แต่มีครั้งนึงที่เล่นเอาขนลุกเลย คืนนั้นไปนั่งกินหมูกระทะกัน มีเซนซ์ พี่สาวเขา โยกับแฟนโย แล้วก็เรา นั่งกินกันอยู่ดีๆ เซนซ์มันก็หน้าซีดขึ้นมาซะงั้น เราก็เฮ้ย! เห็นไรป่าววะ สักพักเซนซ์มันก็เดินไปหาเจ้าของร้านบอกว่าให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลบ้าง เจ้าของร้านก็นิ่งไปนิดแล้วบอกว่าพักนี้ไม่ค่อยมีเวลาเลยไม่ได้ทำบุญ แต่ถ้ามีโอกาสก็ทำตลอดแหละ

 นี่เซนซ์มันเล่าให้ฟังตอนออกมานอกร้านแล้วนะ เราก็ถามว่าเห็นไร น้องมันก็บอกว่าตอนที่นั่งกินกันอยู่เนี่ยมีเด็ก 2 คนมายืนอยู่ข้างๆ เก้าอี้ฝั่งละคน แล้วก็เห็นเด็ก 2 คนนี้เดินตามเจ้าของร้านอยู่ เจ้าของร้านก็บอกว่ามีหมอดูทักหลายครั้งแล้ว เด็ก 2 คนนั้นก็คือลูกที่ตายไปของเขาเองแหละ คือแบบ…มันไม่ใช่เรื่องที่เตี๊ยมมาก่อนแน่ๆ และเจ้าของร้านก็ยืนยันตรงกันด้วย”

นี่เป็นแค่เรื่องเดียวในจำนวน 3-4 เรื่องที่แหล่งข่าวเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความสามารถพิเศษที่คนทั่วไปไม่อยากมีของหญิงสาววัยต้น 20 คนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเธอก็ยังคงเห็นผีอยู่ทุกวันและพยายามใช้ชีวิตให้ปกติเหมือนคนทั่วไป

 หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมาผมก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท จนเมื่อบก.หนวดนึกสนุกชวนคุยเรื่องผีขึ้นมาในที่ประชุมกองบก. แล้วบก.หนวดก็ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อย พยายามจะโชว์ว่าแกมีเรื่องผีสยองๆ อยู่หลายเรื่อง พวกน้องๆ ในกองบก.ก็ต้องทำหน้าตากลัวกันไปเรื่อย บางคนที่อยากเอาใจบก.หนวดถึงกับทำขนลุกแล้วโชว์ให้บก.หนวดดีใจ แต่สำหรับผมซึ่งไม่ค่อยเอาใจใส่นักกับเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว ผมกลับคิดถึงน้องเซนซ์ขึ้นมาจับจิตจับใจ ทั้งด้วยความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น และความท้าทายเล็กๆ แน่นอน! เรื่องแบบนี้ยากที่จะเชื่อ แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีจริง เหมือนอย่างที่เพื่อนคนหนึ่งซึ่งกำลังศึกษาพุทธศาสนาแบบเจาะลึก เคยพูดให้ฟังว่า ในป่าแม้จะมีใบไม้ที่นำมาใช้ได้แค่กำมือเดียว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าใบไม้ที่เหลือมันจะไม่มีอยู่ และโดยส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าอยากจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ก็ควรเข้าใกล้แกนกลางของเรื่องให้มากที่สุด

เราใช้เวลาติดต่อและรอคอยเซนซ์นาน 3 สัปดาห์เต็ม ในที่สุดเธอก็ตอบตกลง โดยนัดหมายสถานที่ไว้ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งใจกลางสยามสแควร์ ช่วงเวลาบ่าย 3 โมงของวันเสาร์ และหลังจากบรรทัดนี้ไปคือการพูดคุยที่เกิดขึ้นในวันนั้น โดยที่ผมจะตัดทอนและเรียบเรียงให้อ่านง่ายที่สุดแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศที่เกิดขึ้นจริง

สถานที่ : ร้านกาแฟใจกลางสยามสแควร์

เวลา : บ่าย 3 โมง 15 นาที

เหตุผลที่เลือกร้านกาแฟร้านนี้ก็คือสภาพคนที่เข้าออกพลุกพล่าน อาจจะบันทึกเทปได้ยากสักหน่อย แต่อย่างน้อยก็อยากพิสูจน์ว่าในสถานที่ที่มีคนเยอะเช่นนี้ เซนซ์จะมีโอกาสเห็นผีได้มากน้อยแค่ไหน

ผมสั่งกาแฟรอเธอและเลือกโต๊ะเหมาะๆ อยู่พักหนึ่งเซนซ์ก็ปรากฏตัวขึ้น วัดด้วยสายตา เธอเป็นสาวสมัยใหม่ที่แต่งตัวจัดเอาเรื่องทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับ และเท่าที่สังเกตดู ที่คอเธอไม่มีประคำหรือพระห้อยไว้ เห็นแต่เพียงสร้อยสไตล์ฮิพฮอพ ที่ข้อมือไม่ใช่สายสิญจน์แต่เป็นนาฬิกาแบรนด์เนม ที่นิ้วไม่มีแหวนจากเกจิรุ่นดังแต่เป็นแหวนวิเวียน เวสต์วู้ด โดยรวมแล้วไม่มีมาดของผู้ทรงเจ้าเข้าศีลเลยสักนิด เราเริ่มคุยกันทันทีหลังจากพี่เขยและพี่สาวของเธอมาถึงเพื่อร่วมฟังเป็นพยาน

 ”เห็นผีครั้งแรกก็น่าจะเป็นตอนประมาณ 4 ขวบได้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าผีเป็นไง แต่แม่เล่าให้ฟังว่าวันนั้นเป็นวันสารทจีนหรือตรุษจีนนี่แหละ แล้วเขาจะมีโต๊ะตั้งไว้ไหว้กลางแจ้ง มีเก้าอี้ให้นั่งด้วย เราก็เห็นว่ามีคนแก่ๆ มานั่ง เลยบอกแม่ว่า ม้าๆ มีใครมานั่งกินข้าวไม่รู้ ตอนนั้นแม่ก็เลยรู้ว่าเราเห็นผีแล้ว เป็นผีอากงอาม่า

 ”ที่เห็นจริงๆ จังๆ แล้วรู้ตัวนี่น่าจะตอนประถม ตอนนั้นเรียนอยู่โรงเรียนสหฯ ตึกที่เรียนเนี่ยมันจะมีห้องน้ำหญิงอยู่ 3 ห้อง เราชอบเข้าห้องในสุดเพราะว่ามันเย็นก็เลยเข้าห้องนี้ประจำ แล้วมีอยู่วันหนึ่งไปเข้าตอนพักเที่ยง จู่ๆ อากาศมันก็เย็นมาก พอออกมาจากห้องน้ำเราก็มาล้างมือแล้วมองไปที่กระจก มันก็สะท้อนภาพตรงห้องน้ำที่เราเข้าพอดี ปรากฏว่าเห็นเป็นผู้หญิงยืนอยู่ หันหลังให้ เราก็เอ๊ะ! เพิ่งออกมาจากห้องนั้นแล้วใครมายืนอยู่ได้ไง เราก็ค่อยๆ มองผ่านกระจกใหม่ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ หันหน้ามา ยังไม่ทันเห็นหน้าเรากรี๊ดแล้ว กรี๊ดลั่นห้องน้ำเลยแล้วก็วิ่งลงมาหาเพื่อน เล่าให้เพื่อนฟังก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะมันเป็นตอนกลางวันไง เพื่อนก็ชวนกันมาเลย 5-6 คนก็เข้ามาอัดในห้องน้ำปิดประตูแล้วก็ท้าตีท้าต่อยกัน ปรากฏว่าไม่เจอกัน เราก็ไม่เจอ เพื่อนๆ ก็ไม่เจอ มันก็เลยหาว่าเราเป็นคนขี้โกหก ฉุนเลย ทีนี้ไปอีกรอบ กลัวก็กลัวแต่อยากปรู๊ฟไง โดนอีก ก็ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ นิ่งๆ ลักษณะเหมือนคนเลย คราวนี้เราไม่หนีแล้ว ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นแล้วตะโกนด่า จะเอาอะไร! มาหลอกกันทำไม! ผู้หญิงคนนั้นก็พยายามจะหันหน้ามา ไม่พูดอะไรนะ ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ จนเราทนไม่ไหวเองต้องวิ่งหนีออกมา

 ”อีกวันไปถามภารโรงว่ามีใครเคยเห็นผีที่เป็นรูปร่างแบบนี้ๆ ในห้องน้ำนั้นไหม ภารโรงก็ถามว่าเห็นด้วยเหรอ นั่นลูกสาวเขาเองแหละ ผูกคอตายอยู่ที่นั่นเพราะท้องแล้วไม่มีพ่อ แต่เราก็เก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวนะ ไม่อยากเล่าให้ใครฟังเพราะกลัวจะโดนหาว่าโกหกอีก”

ช่วงนี้กบ (น้องผู้หญิงที่ออฟฟิศ) เดินเข้ามาร่วมฟังด้วย คนในร้านก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“ที่รู้ตัวว่าโดนหลอกเต็มๆ ก็คือตอนเรียนมัธยม ช่วงนั้นย้ายไปเรียนอีกโรงเรียน เป็นโรงเรียนสหฯ เหมือนกัน เราเรียนเอกศิลปะก็จะซี้กับอาจารย์ศิลปะมาก วันนึงเรียนๆ อยู่แล้วสีหมดอาจารย์ก็ใช้ให้เดินไปเอาสีที่ห้องพัก เราเดินไปตามทางระบายน้ำของโรงเรียนก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนมองท่อระบายน้ำอยู่ ใส่ชุดนักเรียนนะแต่ไม่ใช่ของที่โรงเรียน เราก็เดินเข้าไปถามว่าหนูหาอะไรอยู่คะ เด็กก็ชี้ให้ดู เรามองตามนิ้วไปก็ไม่เห็นอะไรนี่นา พอเงยหน้าจะมามอง น้องเขาก็ไม่มีแล้ว หายไปหมด เหลือแต่มือลอยอยู่กลางอากาศ กรี๊ดบ้านแตกเลย วิ่งร้องไห้กลับมาที่ห้องเรียน อาจารย์ถามก็ไม่กล้าเล่าว่าไปเจอผีหลอกมา

“ช่วงที่เห็นแบบจริงๆ จังๆ เห็นทุกที่ทุกวันเนี่ยก็ตอนไปเรียนต่อลอนดอน ตอนนั้นเราอายุ 18 พอดี ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเห็นเยอะขึ้น อยู่บนถนนก็เห็น ไปโรงเรียนก็เห็น อยู่ในรถไฟใต้ดินก็เห็น เห็นจนไม่อยากออกไปไหนเลย หมกตัวร้องไห้อยู่ในบ้าน 3 เดือนเต็มๆ ไม่รู้ทำไงดี แทบบ้า ไม่กล้าบอกที่บ้านด้วย เพราะกลัวโดนเรียกกลับไม่ได้เรียน เพื่อนก็คอยถามอยู่ตลอดเวลาหายไปไหน เราก็พยายามทำใจให้ได้ คิดซะว่าถ้าไม่เรียนให้จบเนี่ยพ่อแม่จะเสียใจ จากนั้นก็เริ่มกลับไปเรียนใหม่ แต่เรียนเสร็จก็กลับบ้านเลย ไม่ไปไหน ไม่อยากจะเห็น คิดว่าเราไม่ยุ่งกับเขา เขาก็คงไม่ยุ่งกับเรา ทำเป็นไม่เห็นซะ ทำตัวชินๆ ดีกว่า แต่ก็ยังไม่ชินนะ ทุกวันนี้ก็ยังกลัวอยู่”

ระหว่างนี้พี่เขยของเซนซ์ก็อธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมถึงรูปร่างลักษณะของผีที่เซนซ์เห็นโดยแบ่งประเภทออกมาว่า มีทั้งแบบที่มีเนื้อมีหนังเหมือนคน แบบโปร่งแสง แบบสีดำ แบบสีขาว และแบบที่อวัยวะไม่ครบ32

“ส่วนใหญ่ผีที่เราเห็นที่อังกฤษเนี่ยจะเป็นแบบโปร่งแสง แต่งตัวแบบคนสมัยนี้บ้าง แต่งตัวแบบโบราณบ้าง มีครั้งหนึ่งเราเห็นผีที่บ้านเพื่อน ซึ่งเป็นผีเจ้าของบ้านนั่นแหละ คือบ้านที่เพื่อนไปอยู่เนี่ยเป็นบ้านเก่าแก่ที่อยู่กันมาหลายรุ่นแล้ว ห้องชั้นล่างจะเป็นห้องมาสเตอร์เบดรูม เราเข้าไปในห้องนี้ก็เห็นคนแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ รู้แล้วละว่าใช่ ด้วยความรำคาญเลยไปนั่งคุยด้วยว่าต้องการอะไร เขาก็พูดเป็นภาษาอังกฤษแบบโบราณ เขาบอกว่าอยากกินสโคน เราก็ถามว่าถ้าซื้อมาแล้วจะกินยังไง เขาก็บอกว่าให้เอาไปวางไว้หัวเตียงในห้องมาสเตอร์เบดรูมซึ่งเป็นห้องที่เขาตาย แต่ปัจจุบันคือเพื่อนนอนอยู่ห้องนี้ เราก็ซื้อไปวางไว้ให้ เพื่อนมาเห็นก็หาว่าแอบเอาขนมมากินในห้อง เราก็เฉยๆ ไม่พูดอะไร จนสักพักเพื่อนมันก็เห็นว่าเราซื้อขนมมา แต่ทำไมมาวางไว้เฉยๆ ไม่ยอมกิน มันเริ่มสงสัยไง แล้วเพื่อนคนนี้ก็รู้ว่าเรามีเซนซ์อะไรประมาณนี้ เลยถามว่าเห็นอะไรเหรอ เราก็เลยเล่าให้ฟัง เพื่อนมันก็บอกว่าเอะใจอยู่เหมือนกันเพราะห้องนั้นเป็นห้องเดียวภายในบ้านที่อุณหภูมิดร็อป

“ทำไมอุณหภูมิถึงต่ำลง”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่เจอเนี่ยอุณหภูมิจะดร็อป แล้วตัวเราก็จะเย็นตามไปด้วย”

ว่าแล้วเซนซ์ก็เอื้อมมือมาแตะแขนผม มันเย็นเฉียบทั้งๆ ที่แอร์ก็ไม่ค่อยเย็นเท่าไหร่ ส่วนทางท้ายทอยผมตอนนี้เหมือนมีลมแอร์เป่าลงอยู่ตลอดเวลา สงสัยว่าจะเป็นแอร์ภายในอาคารที่สตาร์ทตัวเองขึ้นมาใหม่

เมื่ออุณหภูมิห้องสูงขึ้น ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเพดานเพื่อหาช่องปล่อยแอร์ และเมื่อก้มลงมาอีกทีก็เห็นเงาร่างดำ เป็นผู้หญิงผมยาวสลวยมานั่งอยู่ข้างๆ กบ เธอคือกิ๊บนั่นเอง เพื่อนรุ่นน้องอีกคนในออฟฟิศที่อยากร่วมประสบการณ์ในครั้งนี้

เซนซ์เล่าว่าบ่อยครั้งที่เห็นผีนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแบบโปร่งแสง พวกนี้จะยืนอยู่นิ่งๆ หรือไม่ก็นั่งอยู่เป็นที่ ถ้าเป็นสีขาวก็จะเป็นพวกเจ้าที่เจ้าทาง เป็นวิญญาณดี ที่น่าเกลียดก็คือพวกที่มาแบบรูปร่างไม่ครบ 32

“บางร้านเรานั่งกินข้าวอยู่ก็มายืนอยู่ข้างๆ เละๆ มาเลย มื้อนั้นก็กินไม่ลงแล้ว ครั้งหนึ่งไปงานเลี้ยงหรูเลยนะ แถวโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คนในงานเยอะมาก แต่ปรากฏว่าผีเยอะกว่า สงสัยมาจากแม่น้ำนั้นแหละ เยอะจนทนไม่ไหวต้องหนีกลับบ้าน”

แต่ผีที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเซนซ์ก็คือผีสีดำ เธอเชื่อว่านั่นคือวิญญาณอาฆาต

“พวกนี้ไม่เดินตามก็เกาะอยู่ข้างหลัง เกาะอย่างเดียวไม่พอนะโน้มตัวเอาหน้ามาใกล้คนที่ถูกเกาะอีก ส่วนใหญ่จะเป็นผีผู้หญิงเกาะอยู่บนหลังผู้ชาย ผีผู้ชายเกาะบนหลังผู้หญิงก็มี แต่น้อย ครั้งหนึ่งเราไปงานเลี้ยงแล้วเจอรุ่นพี่ผู้ชายเข้ามาทัก เขาตัวสูงกว่าเราเลยต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง ปรากฏว่าพอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นผู้หญิงโน้มหน้ามาแล้วจ้องตาเขม็งเลย โดดถอยหลังพรวดเลยค่ะ ดวงตาน่ากลัวมาก เรารีบเดินหนีทันที แต่ปัจจุบันที่เราเห็นมากที่สุดก็คือเกาะอยู่บนหลังผู้หญิงนะ

“มีช่วงหนึ่งกลับมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยเลยมาเดินเที่ยวสยามสแควร์กับพี่สาว เข้าไปในร้านเสื้อผ้าร้านนึงก็เห็นผู้หญิงหน้าตาสวยเลยนะ กำลังเลือกเสื้อผ้าอยู่ เราเห็นข้างหลังเขาเหมือนมีอะไรเป็นก้อนดำๆ ติดอยู่ก็เลยเอื้อมมือจะปัดให้ แต่พอเข้าไปใกล้สะดุ้งโหยงเลย ชักมือกลับแทบไม่ทัน มันเป็นเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่เพิ่งมีลูกตาเกาะอยู่ เราเลยรู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้ทำแท้งมา ซึ่งเดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้นทุกปี บางคนสวยขนาดนางแบบเลยแต่มีเกาะอยู่ที 3 ก้อน ของแบบนี้เนี่ยทำบุญอุทิศส่วนกุศลก็ไม่หายไปหรอก เขาจะอยู่

มีเรื่องหนึ่งที่ได้ยินก่อนมานั่งคุยกับเซนซ์ก็คือ ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ถ้าคุยเรื่องผีกันและเผอิญว่าบริเวณนั้นมีผีอยู่ด้วยก็ไม่พลาดที่เขาจะมายืนฟัง…

“ข้างหลังพี่นี่มีสัก 3 ตัวมั้ย” ผมแกล้งแหย่เซนซ์ดูว่าเธอจะเห็นสักกี่ตัว

เซนซ์มองข้ามไหล่ผมไปแล้วส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่ค่ะ มีมากกว่านั้น แต่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ เขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก”

 ยอมรับว่าขนลุกเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับตกใจกลัว

 ”แล้วในนี้ล่ะ มีใครที่มีวิญญาณตามอยู่บ้าง”

 เซนซ์หันมองไปรอบๆ หยุดเพ่งตรงนั้นตรงนี้เป็นระยะๆ แล้วก็หันมาบอกกับเรา

 ”เห็นผู้หญิงใส่เสื้อสีเขียวที่นั่งอยู่ด้านหลังเซนซ์มั้ย ที่ติดกระจกน่ะ เขามีอาแปะแก่ๆ ยืนอยู่ข้างหลังด้วย”

พวกเราทั้งหมดหันมองตามที่เธอบอก แต่เท่าที่เห็นคือผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่คนเดียว

“เป็นอาแปะแก่ๆ ใส่ชุดขาว น่าจะมาดีนะ เป็นวิญญาณพิทักษ์ สงสัยว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของเขาคอยตามดูแลอยู่”

“แล้ววิญญาณอาฆาตล่ะ เซนซ์เห็นบ้างมั้ย”

“ในนี้ไม่มี แต่เห็นเด็กวัยรุ่น 2 คนที่กำลังเดินมาหรือเปล่า” เธอมองทะลุกระจกออกไปนอกร้าน 

“คนที่ใส่เสื้อสีน้ำเงินมีวิญญาณผู้ชายสีดำลอยตามอยู่ เป็นวิญญาณอาฆาต”

“แล้วอยากไปบอกเขามั้ย คือไปเตือนน่ะ”

“ถ้าไม่รู้จักก็จะไม่บอก แต่ถึงรู้จักก็บอกตรงๆ ไม่ได้ มันมีผลสะท้อน อาจจะเข้าตัวเราหรือมาอาฆาตเราแทน ฉะนั้นถ้าต้องบอกก็จะบอกอ้อมๆ หรือฝากบอกคนใกล้ตัวเขาแทน เช่น ให้ไปทำบุญบ้างนะ อะไรทำนองนี้”

“พวกเรา 3 คนล่ะ มีใครเกาะหลังอยู่มั้ย”

ถึงตอนนี้น้องกิ๊บกับน้องกบเริ่มมองหน้ากันแล้วยิ้มแห้งๆ

“ของพี่มีควันขาวๆ ลอยอยู่ เครียดเรื่องงานอยู่ใช่มั้ย ของกบก็เหมือนกัน เป็นควันขาวๆ”

“แล้วของกิ๊บล่ะ”

“ไม่มีนะ แต่มีเด็กผู้ชายตามอยู่ข้างหลัง มีน้องหรือพี่ชายใช่มั้ยคะ”

“อืม…อันนี้พอรู้ค่ะ อุ๊ย! ขนลุกเลย” กิ๊บหน้าซีดไปแล้ว

เรื่องนี้กิ๊บเคยเล่าให้ผมฟังเหมือนกันว่า เคยมีคนทักว่ามีเด็กเดินตามอยู่แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จนเมื่อเซนซ์ทัก เจ้าตัวก็กลับไปถามแม่อีกครั้งเพื่อยืนยัน ปรากฏว่าแม่ของกิ๊บเคยแท้งลูกชายก่อนหน้าที่เธอจะเกิด

แล้วจู่ๆ โต๊ะด้านหลังเราก็มีดาราลูกครึ่งคนหนึ่งถือแก้วกาแฟมานั่งกับเพื่อนๆ กบรีบถามทันทีว่ามีไหม

“มี! เป็นวิญาณผู้ชาย 2 คน มาดีไม่ได้มาร้ายหรอก”

“แล้วอย่างนี้เวลาที่เราไปซื้อของเก่าอย่างพวกเสื้อผ้ารองเท้าเนี่ยจะมีตามมามั่งป่ะ” กบถามต่อ

“ถ้าเป็นเสื้อผ้ารองเท้าไม่ค่อยมีหรอก แต่ถ้าเป็นพวกแหวน นาฬิกา หรือข้าวของที่มีคุณค่าทางจิตใจเนี่ย ถ้าเจ้าของยังหวงอยู่ก็จะตามมา อย่างตอนเด็กเซนซ์เคยไปเดินเล่นกับคุณพ่อแล้วเขาชวนเข้าร้านนาฬิกาเก่า จำได้ว่าคนเต็มร้านเลย แต่พอมองไปอีกทีไม่ใช่คน วิญญาณทั้งนั้น”

จากที่นั่งยิ้มๆ อยู่ เซนซ์ก็หน้าเลิ่กลั่กแล้วอุทานออกมาเสียงดัง

“โอ๊ย! ทำไมเยอะอย่างนี้” เรามองหน้ากันไปมาแล้วถามเธอกลับไปว่าอะไรเยอะ

“ก็ไอ้นั่นนั่นแหละ” พี่สาวแนะนำให้เธอเปลี่ยนร้านทันที แต่เซนซ์ยังนั่งนิ่งก้มหน้าส่ายหัว

“ไม่เป็นไร ยังไงเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้ว

“เยอะแค่ไหน” ตอนนี้คนในร้านพลุกพล่านมากกว่าเก่า ประมาณดูก็น่าจะราว 50 คนขึ้นไป

“ก็พอๆ กับคนในร้านแหละ โอ๊ย! จะเยอะไปไหน” เยอะไม่ว่าแต่อย่ามีตัวไหนนึกสนุกโดดมาเกาะหลังแล้วกัน ทุกวันนี้แค่เจ้าหนี้ตามหลอนก็ประสาทเสียพออยู่แล้ว ผมคิด

“ที่แบบนี้ยังไม่เท่าไหร่นะ ถ้าเป็นแถวถนนรัชดาหรือถนนเพชรบุรีเนี่ยเยอะมาก แล้วก็ใช่ว่าจะมาสภาพดี ยิ่งในห้างฯ… (ขอสงวนชื่อแต่อยู่ถนนรัชดา) เยอะมาก”

พี่เขยของเซนซ์เสริมมาว่า แถวนั้นเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเยอะเป็นธรรมดา และถ้าจะทำธุรกิจให้รุ่งก็ควรจะเป็นธุรกิจอโคจร

“แล้วในสยามที่ไหนเยอะสุด” ตอนนี้แดดยามเย็นมาถึงแล้ว

“ถ้าพี่อยากเจอนะ พี่ไปศูนย์หนังสือ… (ขอสงวนชื่อ) ขึ้นไปชั้น 2 มุมขวามือ ตรงนั้นมียืนมุงกันอยู่เพียบ ไม่รู้มุงอะไรอยู่ หรือไม่อีกที่นึงเจอแน่ๆ ป่าช้าวัดดอน”

“ป่าช้าวัดดอนเขารื้อไปแล้วนี่”

“เขาเอาไปแต่ร่าง แต่ที่เหลือยังอยู่”

“นอกจากในสถานที่แล้ว ตามถนนนี่เจอบ้างไหม”

“เยอะ! ส่วนใหญ่ไม่ครบ 32 หรอก มีครั้งหนึ่งขับรถไปแถว 4 แยกแล้วเด็กที่ไหนไม่รู้ก็โดดมาตัดหน้าตกใจเบรกจนเกือบเสียหลัก หันไปดูอีกทีไม่มีอะไรเลย บางครั้งเราก็เจอนั่งอยู่ตามเสาไฟฟ้า แต่มีครั้งหนึ่งตกใจมาก เราขับรถอยู่บนทางด่วน จู่ๆ ก็มีหน้ามาแปะที่กระจกฝั่งคนนั่งด้านหน้า หันไปมองก็เห็นเป็นหน้าเพื่อนที่เพิ่งตายไป เราไม่เคยไปงานศพเขาเลยไง สงสัยว่าเขาจะมาบอกลาน่ะ”

“สถานที่ทั่วไปก็มี ตามถนนก็มี ถ้าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอยู่อย่างในวัดเนี่ย ไม่น่าจะมีนะ”

เซนซ์หัวเราะฮึๆ เหมือนผมพูดอะไรไม่ถูก

“ตัวเยอะเลยพี่ แม้แต่ในโบสถ์ยังมีเลย ล่าสุดแม่เพิ่งชวนไปถวายสังฆทานมา เราก็ไม่อยากจะไปเล้ย แต่แม่ก็อยากให้ไป เอ้า! ไปก็ไป พอถวายสังฆทานเสร็จเขามีกรวดน้ำใช่มั้ย เราก็ก้มกรวดน้ำอยู่ พักเดียวเอาแล้ว รอบๆ ตัวมีเท้ามารายล้อมเต็มไปหมด คือเขามารอรับส่วนบุญที่เราทำไปน่ะ”

“แล้วอย่างนี้ในโรงพยาบาลก็เต็มเลยสิ เพราะมีคนตายบ่อย” กบเริ่มถามต่อ

“จะมีเยอะในวอร์ดฉุกเฉิน และก็ในรถฉุกเฉิน อันนี้เจอตอนที่อาม่าป่วยต้องเรียกรถฉุกเฉินมารับ แล้วแม่ก็ให้เรานั่งไปเป็นเพื่อน ไม่อยากจะขึ้นเลยนะ เพราะรู้ว่ามีแน่ๆ แล้วก็มีจริงๆ นั่งเรียงกันเป็นแถวเลย ในวอร์ดฉุกเฉินนี่บางทีเห็นแบบยืนร้องไห้อยู่ข้างศพตัวเองเลยนะ คือเพิ่งรู้ว่าตัวเองตาย ยังทำใจไม่ได้”

“แล้วสมมุติว่าถ้าเราจะหนีผีเนี่ย เรานั่งเครื่องบินไปต่างประเทศผีจะตามไปมั้ย” กบถามไปกลั้วหัวเราะไป

“ไม่รู้เหมือนกันแต่คิดว่าตามไปได้นะ ถ้าไม่มีเจ้าที่คอยกั้นไว้”

พี่เขยเซนซ์เสริมว่าเจ้าที่ก็เหมือนกับด่านตม. ถ้ามาดีก็สามารถเข้าในสถานที่ที่เขาดูแลได้ แต่ถ้าร้ายก็หมดสิทธิ์

“เจ้าที่เราชอบนะ เขาสวยงามดี แต่งตัวดี อย่างไปกินข้าวบางร้านเนี่ยเจ้าที่มานั่งด้วย บอกว่าอยากได้พวงมาลัย เราเล่าให้พี่สาวฟังเขาบอกว่าจะซื้อให้ เจ้าที่ก็ไม่เอาจะให้คนในร้านซื้อให้ เราก็ต้องบอกให้คนในร้านไปซื้อพวงมาลัยมาไหว้ซะ แต่บางบ้านที่เจอเนี่ยเจ้าที่ใส่เสื้อขาดๆ นะ ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าของบ้านไม่ยอมดูแลเลย”

เรื่องเจ้าที่เจ้าทางที่เกิดขึ้นหมาดๆ ก็คือ เซนซ์ไปดูให้กับเพื่อนพี่เขยคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของตึกอยู่แถวอโศก เดินมองหาเจ้าที่อยู่ทุกชั้นไม่เจอ ไปเจอเอาชั้นดาดฟ้าแต่ก็ดันเป็นเจ้าที่ตึกข้างๆ พอได้เจอตัวเจ้าของตึกจึงรู้ว่าเจ้าที่เกาะติดอยู่ข้างหลังนั่นเอง ในกรณีนี้หมายถึงมาขอแบ่งส่วนบุญด้วย ทางแก้ก็คือบอกกล่าวและตั้งศาลเอาไว้ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง

“เจ้าที่เนี่ยบางครั้งเราก็ไม่เห็นเป็นรูปร่างนะ แต่บางทีก็เป็นแสง บางครั้งสว่างมากเลย อย่างพระพรหมตรงแยกเอราวัณ เห็นแสงมาแต่ไกลเหมือนดวงอาทิตย์ แต่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นทุกที่นะ แสงสว่างแต่ละที่จะไม่เท่ากัน”

ทั้งวงเงียบกันไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ เซนซ์ก็หันมาบอกกับผมอีกครั้งว่านอกจากควันขาวๆ แล้ว ยังเหมือนมีร่องรอยของเงาดำๆ ติดอยู่

“แฟนเก่ายังมีชีวิตอยู่มั้ยคะ”

“มีครับ เขาเพิ่งโทรมาคุยเมื่อไม่กี่เดือนมานี้”

“ที่เห็นเนี่ยเหมือนกับว่าเขาอาฆาตอยู่นะ แต่คือไม่อยู่แล้ว เห็นแต่เป็นร่องรอย”

“แต่เขายังมีชีวิตอยู่นะ ล่าสุดก็คุยกันดี ไม่น่าจะใช่หรอก”

“หรือไม่อีกอย่างหนึ่งก็คือไปเหยียบอะไรผิดที่ผิดทางมาแล้ววิญญาณตรงนั้นตามกลับมาด้วย”

“อันนี้ไม่รู้เหมือนกันครับ ไปหลายที่เหลือเกิน”

“เท่าที่เซนซ์เห็นคิดว่ามีผู้หญิงอาฆาตอยู่นะ ยังไงๆ ถวายสังฆทานแล้วกรวดน้ำให้เขาบ้างก็ดีค่ะ”

………………………………

สถานที่ : บ้านพัก

เวลา : ตี 3 ครึ่ง

กลางคืนก็ยังเป็นกลางคืนอยู่เหมือนเดิม คือมืดและลึกลับ ส่วนจะกลัวหรือไม่กลัวโดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอยู่ที่จิตในขณะนั้นของแต่ละคน

ดึกสงัดคืนนี้ผมกำลังเรียบเรียงเรื่องราวของเซนซ์อยู่ แวบหนึ่งก็คิดถึงช่วงเวลาท้ายๆ ของการสัมภาษณ์

“การที่ใครสักคนเห็นผีทุกวันทุกที่มันจะช่วยบอกอะไรกับชีวิตเราได้เหรอ”

“เราจะรู้ว่าบาปบุญมีจริง เดี๋ยวนี้กรรมมันติดเจ็ตแล้วนะ ผู้หญิงที่ไปทำแท้งอย่าคิดนะว่าเขาจะหายไป เขาอยู่ข้างหลังนั่นแหละ ผู้ชายที่ไปทำผู้หญิงเจ็บแค้น ผู้หญิงที่ไปทำผู้ชายเจ็บแค้น ท้ายสุดมันก็เป็นเจ้าหนี้ เจ้ากรรมกัน ติดตามกันไปตลอดเวลา”

สมัยนี้ใครเขาจะเชื่อเรื่องกรรมเวร?

ในเมื่อเห็นๆ กันอยู่ว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ด้านได้อายอด โกงแล้วรวยดูดีกว่าอยู่อย่างซื่อสัตย์แล้วยากจน

ถ้าคนส่วนใหญ่ปักใจไปในทางนี้แล้ว อย่าว่าแต่เห็นผีลางๆ เลย ต่อให้มาแลบลิ้นปลิ้นตาควักตับไตไส้พุงตรงหน้า มันจะเหลือค่าอะไรให้น่ากลัว

แต่ว่าก็ว่าเถอะ… ขณะที่อ่านเรื่องนี้อยู่ คุณรู้สึกเหมือนผมไหมว่า มีอะไรบางอย่างกำลังอ่านเรื่องนี้ไปพร้อมกับเรา…อยู่ข้างหลัง!

………………………….

ขอบคุณ Forward Mail  และเรื่องราวน่าสนใจจากนิตยสาร Mars ค่ะ





ธรรมะดีดี จาก ว.วชิรเมธี

13 01 2009

บางส่วนจาก หนังสือ ” มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี “ 


๑. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน ?

ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูก
ให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

๒. ไหว้พระขอพรอะไรดี ?

( ๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
( ๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
( ๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
( ๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

๓. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี ?

ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

๔. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน ?

งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟน
รู้จักแบ่งเวลาให้งาน รู้จักแบ่งเวลาให้แฟน
อย่าเสียงานเพราะแฟน อย่าเสียแฟนเพราะงาน

๕. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา ?

โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้ว
คุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมาย
คุณเป็นคนโชคดี จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์ ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

๖. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี ?

( ๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
( ๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
( ๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำ
ไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

๗. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร ?

เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

๘. งานเยอะมากทำอย่างไรดี ?

( ๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
( ๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
( ๓) เรียงลำดับความสำคัญของงาน
สำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

๙. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร ?

โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคม
คนเด่นต้องมีคนด่า คนมีปัญญาจึงมีคนลองดี
คนทำงานดีจึงมีคนริษยา ปรากฏการณ์เช่นว่านี้
เป็นของธรรมดา ทำงานดีจนมีคนริษยา
ยังดีกว่าทำงานไม่ดี จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

๑๐. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี ?

( ๑) หางานใหม่
( ๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
( ๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
( ๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอด
จ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

๑๑. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย ?

คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างในกำลังพัง
คนอารมณ์เสียเพราะถูกด่า
แสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

๑๒. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม ?

ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือ
คุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

๑๓. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน ?

ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้าน
ถึงเธอจะติดหนังเกาหลี ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีีอยู่นอกบ้าน

๑๔. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี ?

มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียน
ผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้าน
ลูกค้าจู้จี้ได้ แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

๑๕. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร ?

( ๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
( ๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
( ๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

๑๖. สวดมนต์บทไหนดี ?

( ๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
( ๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า
จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
( ๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้
คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง

๑๗. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี ?
( ๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
( ๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
( ๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัส
เนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

๑๘. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก ?

( ๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
( ๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึง?ี่หมายโดยปลอดภัย
( ๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

๑๙. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม ?

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่า
ถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

๒๐. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ ?

ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์
ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอน
มองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี





ความสุขของกะทิ

13 01 2009

“ความสุขของกะทิ” เป็นนวนิยายขนาดสั้น เล่าเรื่องราวของ “กะทิ” เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่ต้องผ่านประสบการณ์การสูญเสียครั้งสำคัญที่สุด เมื่อแม่ต้องจากไปก่อนวัยอันสมควร “กะทิ” ได้ผ่านขั้นตอนความสุขและทุกข์ ความผูกพันและการพลัดพราก ความสมหวังและความสูญเสีย ถึงกระนั้น “กะทิ” ได้เรียนรู้ว่า ความทุกข์จากการสูญเสีย ไม่อาจพรากความสุขจากความรัก และความผูกพันของแม่กับเธอได้ เด็กน้อยเติบโตขึ้นจากประสบการณ์นี้ ด้วยความเชื่อมั่นและกำลังใจในการดำรงชีวิตต่อไปจากบุคคลใกล้ชิด ผู้ที่เธอรักและรักเธอ

…บางตอนจาก คำประกาศของคณะกรรมการตัดสิน รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรท์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2549… ค่ะ

ผู้เขียนเรื่องความสุขของกะทิ : งามพรรณ  เวชชาชีวะ