Archive for the ‘Forward mail’ Category

ลาโง่…ไม่ลาสิโง่

กรกฎาคม 30, 2009

จำไม่ได้แล้วค่ะว่าเคยนำเรื่องลามาให้อ่านกันรึยัง เพราะบทความนี้จะมีการ Mail กันมาค่อนข้างบ่อย ซึ่งที่ผ่านมาก้อยก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ผ่านมาก็ผ่านไป แต่วันนี้มาอ่านอีกครั้งและรู้สึกว่าช่วงนี้ชีพจรไม่ลงเท้าเอาซะเลย ไม่ได้ไปไหนไกล ๆ หลายเดือนแล้วล่ะ…ใครที่ไม่เคยอ่านก็ลองอ่านดูนะคะ เผื่อจะจุดประกายสนับสนุนการท่องเที่ยวไทย อิอิอิ

ลาโง่ตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่ที่ชายป่า ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเพลงเพราะ
ลาอยากร้องเพลงเพราะอย่างจิ้งหรีดบ้าง
จึงถามจิ้งหรีดว่ากินอะไร จึงร้องเพลงเพราะ ?
จิ้งหรีดตอบว่ากินน้ำค้าง
เสียงจึงเพราะ
ลาจึงเลิกกินหญ้าและกินแต่น้ำค้าง
ไม่ช้า ลาโง่นั้นก็ตาย
เพราะลาเป็นสัตว์กินหญ้า
เมื่อเลิกกินหญ้า ไม่ช้าก็ตาย
………..


พนักงานของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่งทำงานด้านเอกสารมาห้าปี
มีความใฝ่ฝันที่อยากจะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานหรือเป็นมัคคุเทศก์
ด้วยความที่ได้รับการอบรมมาว่าคนเราต้องขยัน
อดทน ตั้งใจทำงาน ไม่ลางานเลยได้ยิ่งดี ก็จะได้ดีในหน้าที่การงาน
ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก
พนักงานคนนั้นก็ตั้งใจทำงานมาตลอดห้าปี
ไม่เคยลากิจ
ลาป่วย หรือลาพักร้อนแม้แต่วันเดียว
มีอยู่บ้างเหมือนกันที่พนักงานคนนั้นตั้งใจจะลาพักร้อนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ
บ้างในช่วงปีแรกๆ แต่ว่ามักจะได้รับการตอบปฏิเสธจากหัวหน้างานซึ่งให้เหตุผลว่าช่วงวันหยุดนี้งานเยอะมากเลยนะ คุณอยู่ช่วยหน่อยเถอะนะ เก็บเงินโอทีไปเที่ยวทีหลังก็ได้
ถ้าคุณขยันอย่างนี้นะ
ปีหน้าอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง  ได้โบนัสพิเศษ
ห้าปีมาแล้วที่พนักงานคนนี้ขยันทำงานมาตลอด
แต่ไม่เคยลาพักร้อนไปเที่ยวไหนเลย

แล้วความฝันก็เป็นจริงขึ้นมา
ปีนี้ทางบริษัทต้องการมัคคุเทศก์ผู้ช่วยเพิ่มอีก 3-4 คนโดยจะเลือกจากพนักงานภายในที่มีศักยภาพ
คำถามในการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกก็คือ
คุณเคยไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง
?
คุณเคยมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในการท่องเที่ยวบ้างหรือเปล่า
?
(
เงียบ) ………

ดูเหมือนลา
และพนักงานคนนี้มีอะไรที่คล้ายกันอยู่ในบางมุม คุณว่ามั้ย

คุณอาจจะเป็นคนขยันทำงาน
ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็เป็นสิ่งดี
แต่อย่าลืมว่า
ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว และชีวิตไม่ได้มีเวลานานสักเท่าใด
ชีวิตที่ขาดประสบการณ์ด้านอื่นๆ
เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์หรอกครับ
คุณอาจจะอยากเก็บเงินไปเที่ยวตอนแก่
แล้วคุณจะแน่ใจได้หรือว่าคุณจะไม่เป็นอะไรไปก่อนแก่

และจงระลึกไว้ว่า ใช่ว่าคุณไม่อยู่

ที่บริษัทจะอยู่ไม่ได้ เพราะคนอื่นก็

สามารถทำงานแทนคุณได้เหมือน

กัน…..


ลาพักร้อนบ้างเถอะค่ะ
จะใช้ลากิจ ลาป่วยบ้างก็ไม่ว่ากัน ( ใครจะรู้)
ปีหนึ่งสักสองสามครั้ง
ไปไหนก็ได้ค่ะ ไปในที่ๆ คุณยังไม่เคยไป
ไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อคุณต้องเขียนใบลาบ่อยๆ
ไม่ต้องกลัวว่าเจ้านายจะไม่พอใจ
หรือไม่อนุมัติ เพราะคุณมีสิทธิ์
ไม่ต้องรู้สึกผิด
ถ้าในเวลางานคุณได้ทำเต็มร้อยแล้ว
ไม่ต้องห่วงว่าการหยุดของคุณจะมีผลต่อการประเมิน
  ผลงานต่างหากที่เป็นตัววัด
จงห่วงแค่ว่า
คุณมีชีวิตแล้ว คุณมีชีวาหรือยัง
จงใช้ชีวิตที่มีให้คุ้มค่า
ดูอย่างเจ้าลาโง่สิคะ อย่างน้อยมันยังได้เดินเที่ยวในป่ากว้างก่อนตาย
แล้วคุณจะจับเจ่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมทั้งปีทั้งชาติหรือคะ
ไม่ลาสิโง่ คุณว่ามั้ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

Advertisements

สิ่งมีค่าที่แท้จริง

พฤษภาคม 10, 2009

Forward Mail ดีดีที่ส่งต่อ ๆ กันมา… 

เช้าวันหนึ่ง..ที่โรงพยาบาล…

‘ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อย..ได้มั๊ยคะ’
คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น..

เมื่อห่อผ้าน้อย ๆ …………………อยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อย ๆ คลี่ผ้าที่ห่อออก..
เพื่อมองใบหน้าเล็ก ๆ …………………

กรี๊ดดดด…..เธอกรีดร้อง
หมอต้องอุ้มเด็ก..ออกไปอย่างรวดเร็ว

**เด็กทารกที่เกิดมา…ไม่มีใบหู**
และแล้ว…กาลเวลาพิสูจน์ว่า.
การได้ยินของเจ้าหนู..ไม่มีปัญหา

ปัญหา..มีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอก คือ….ใบหูที่หายไป

หลายครั้ง..ที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียน แล้ววิ่งมาบอกแม่ 
เธอรู้ว่า..หัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน…
เจ้าหนูพูดโพล่งออกมา..อย่างน่าเศร้า
‘พวกเด็กตัวโต ..พวกมันล้อผมว่า..
–ไอ้ตัวประหลาด–‘

จนกระทั่ง… เจ้าหนูเติบโตขึ้น..หล่อเหลา..
เป็นที่รักของเพื่อน ๆ…เค้ามีพรสวรรค์ ในด้านอักษรศาสตร์.. วรรณคดี..และดนตรี..เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น…

แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น… ทำให้เค้า..ไม่อยากเจอใคร

‘ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก’ แม่กล่าว..ด้วยความสงสารลูก

พ่อของเด็กชาย.. ปรึกษากับหมอประจำครอบครัว
และได้รับข่าวดีจากหมอว่า….
‘ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาค..แต่ใครล่ะ..จะเสียสละใบหู..เพื่อเด็กน้อยคนนี้’ คุณหมอกล่าว

จนกระทั่ง ………………….2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย..
‘ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่..หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้ว…แต่นี่เป็นความลับ’

การผ่าตัด..สำเร็จด้วยดี และแล้ว…คนคนใหม่ก็เกิดขึ้น..
….เค้ากลายเป็น..ผู้มีพรสวรรค์…เป็นอัจฉริยะในโรงเรียน…ในวิทยาลัย…จนเป็นที่กล่าวขานกัน..รุ่นต่อรุ่น

ต่อมาได้แต่งงาน… และทำงาน.. เป็นข้าราชการในสถานทูต

วันหนึ่ง.. ชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อว่า.

‘พ่อครับ.. ใครเป็นคนมอบใบหูให้ผมมา ใครช่างให้ผมได้มากมาย..แต่ผมไม่เคยทำอะไร… เพื่อเค้าได้เลยสักนิด’

‘พ่อไม่เชื่อว่า.. ลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอก..
เรื่องนี้….เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว’ พ่อตอบ..

หลายปีผ่านไป….
มันยังคงเป็นความลับ

และแล้ว…วันนึง..วันที่มืดมิดที่สุด.. ผ่านเข้ามา..ในชีวิตของลูกชาย

แม่เค้าได้เสียชีวิตลง…

เค้ายืนข้าง ๆ พ่อ… ใกล้หีบศพของแม่

พ่อเรียกเค้า..
‘มานี่สิลูก..มานั่งใกล้ ๆ นี่’
พ่อลูบผมแม่อย่างช้า ๆ..และนุ่มนวล
ผมสีน้ำตาลแดง..ถูกเสยขึ้น จนมองเห็นใบหน้า..
ที่มองดูเหมือนคนนอนหลับ
 
…และแล้ว.. สิ่งที่ทำให้ลูกชาย..ถึงกับต้องตะลึง..
…ใบหูของแม่…หายไป!..

แม่ไม่มีใบหู…
‘นี่เป็นคำตอบ.. ที่ลูกอยากรู้มาตลอดชีวิต’…
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย

‘แม่บอกพ่อว่า..เธอดีใจ…………………. ที่ได้ทำอย่างนี้..ตั้งแต่วันผ่าตัด..

แม่ไม่เคยตัดผมอีกเลย..
ไม่มีใคร..มองเห็นว่า.. เธอไม่สวยจริงมั๊ย?
– – – – – – – – – – – – – –
– – – – – – – –

จงจำไว้..

สิ่งมีค่า…………………ที่แท้จริง
ไม่ได้อยู่ที่…..การมองเห็น…….

หากแต่อยู่ที่…..สิ่งที่เรา…….มองไม่เห็น

ความรักที่แท้จริง…..

ไม่ได้อยู่ที่..เราได้ทำอะไร.. แล้วมีคนรับรู้..

หากแต่อยู่ที่.. สิ่งที่เรากระทำ..แล้วไม่มีใครรับรู้ ..

ความรัก

บางครั้ง.. ไม่จำเป็น.. ต้องพูดพร่ำเพรื่อ..

หากแต่อยู่ที่….การกระทำ.. ซึ่งเรา..อาจรับรู้..

เพียงแค่..ฝ่ายเดียว..

Hold My Hand

เมษายน 9, 2009

hold-my-hand

Here is a short story with a beautiful message…        
นี่คือเรื่องสั้นที่เป็นข้อความที่สวยงาม….

Little girl and her father were crossing a bridge.          
เด็กหญิงเล็ก ๆ คนหนึ่งและพ่อของเธอกำลังเดินข้ามสะพาน

The father was kind of scared so he asked his little daughter,        
คุณพ่อของเธอมีท่าทีห่วงใย และพูดกับลูกสาวตัวน้อยของเขาว่า

‘Sweetheart, please hold my hand so that you don’t fall into the river.’            
‘ที่รักของพ่อ’ จับมือพ่อไว้นะ ลูกจะได้ไม่ตกลงไปในน้ำ

The little girl said, ‘No, Dad. You hold my hand.’        
เด็กหญิงจึงพูดว่า ‘ไม่ค่ะพ่อ พ่อจับมือหนูดีกว่า’

‘What’s the difference?’ Asked the puzzled father.        
พ่อจึงถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า ‘แล้วมันต่างกันยังงัยล่ะจ๊ะลูก’

‘There’s a big difference,’ replied the little girl.        
เด็กน้อยตอบกลับมาว่า ‘มันต่างกันมากเลยค่ะพ่อ’

‘If I hold your hand and something happens to me, chances are that I may let your hand go. 
ถ้าหนูจับมือพ่อไว้ และมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับหนู หนูอาจปล่อยมือพ่อหลุดไปก็ได้

But if you hold my hand, I know for sure that no matter what happens, you will never let my hand go.’ 
แต่ถ้าพ่อจับมือหนูไว้ หนูมั่นใจว่าแม้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตามพ่อจะไม่ยอมปล่อยมือหนูหลุดไปแน่

In any relationship, the essence of trust is not in its bind, but in its bond. ในสัมพันธภาพใด ๆ ก็ตาม ความเชื่อใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการผูกมัด แต่ขึ้นอยู่กับความผูกพัน
So hold the hand of the person who loves you rather than expecting them to
hold yours…
ดังนั้นจับมือคนที่คุณรักไว้ โดยไม่ต้องคาดหวังหรือรอให้เขาเป็นฝ่ายจับมือคุณ
This message is too short……but carries a lot of Feelings.
 
ถึงข้อความนี้จะสั้นมาก แต่ก็ถ่ายทอดความรู้สึกห่วงใยได้มากมายเหลือเกิน

มโนธรรมรูปสามเหลี่ยม

มีนาคม 24, 2009

ชนเผ่าหนึ่งในแอฟริกา มีวิธีอธิบายมโนธรรม ( ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ) ว่า

“มโนธรรม ” คือ รูปสามเหลี่ยมที่ติดอยู่กับหัวใจ

เมื่อใดที่เราทำผิด รูปสามเหลี่ยมจะหมุนหนึ่งรอบ

มุมของสามเหลี่ยมจะไปกรีดหัวใจทำให้รู้สึกเจ็บ

แต่เมื่อใดที่เราทำผิดมากขึ้น

มุมของสามเหลี่ยมจะกลายเป็นวงกลม

หัวใจของเราจะไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป

ซึ่งนั่นหมายความว่า ” มโนธรรมตายแล้ว”

เมื่อใดก็ตามที่มโนธรรมตายด้าน เราจะไม่มีวันละอายต่อบาป

เราจะไม่รู้สึกผิด

ในที่สุดชีวิตของเราจะตกอยู่ในสภาพคนโรคเรื้อนที่โดนน้ำร้อนลวก

หรือรถยนต์เบรกแตกที่กำลังวิ่งลงเหว

ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

รางวัลของผู้กล้า

กุมภาพันธ์ 20, 2009

กาลครั้งหนึ่งมีเศรษฐีผู้หนึ่งที่ชอบสะสมจระเข้เป็นๆ เขาเลี้ยงมันไว้ในบ่อหลังบ้าน เศรษฐีคนนี้มีลูกสาวอยู่คนหนึ่งที่ทั้งสวยแล้วยังโสดอีกต่างหาก
วันหนึ่งเขาจัดงานเลี้ยงใหญ่ที่บ้าน ระหว่างงานเลี้ยงนั้นเขาก็ได้ประกาศว่า
“ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผมมีข้อเสนอที่จะให้เงินหนึ่งล้านบาท หรือยกลูกสาวของผมให้แต่งงานกับคนที่สามารถว่ายน้ำข้ามบ่อจระเข้ไปได้โดยไม่ได้รับอันตราย”

ทันทีที่เขาพูดจบก็มีเสียงดัง “ตูม” แล้วมีไอ้หนุ่มคนหนึ่งพยายามว่ายน้ำข้ามบ่อจระเข้อย่างสุดชีวิต

ฝูงชนที่อยู่ที่นั่นพยายามเชียร์เขาเต็มที่ …..

ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เขาปีนขึ้นไปยังอีกฟากของบ่อได้อย่างปลอดภัย
เศรษฐีรู้สึกประทับใจมาก
“พ่อหนุ่ม คุณนี่ร้ายจริงๆ ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำได้นะนี่ แต่เอาเถอะ ในเมื่อคุณทำได้ ผมก็จะรักษาสัญญา คุณต้องการเงินหนึ่งล้าน หรือจะแต่งงานกับลูกสาวผมล่ะ”
ไอ้หนุ่มพยายามข่มจิตใจกัดกรามตอบ

“ฟังนะ ผมไม่ได้ต้องการเงิน และผมก็ไม่ได้พิศมัยลูกสาวคุณด้วย ผมแค่อยากรู้ว่า ไอ้ลูกหมาตัวไหนวะที่ผลักผมลงน้ำ”

นอกรั้วมหา’ลัย

กุมภาพันธ์ 6, 2009

นักศึกษาสองกลุ่มจากคณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันไปร่วมประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เด็กวิทยาฯ ทุกคนมีตั๋วรถไฟ แต่เด็กวิศวะฯ ทั้งกลุ่มมีตั๋วเพียงใบเดียว

เด็กวิทยาฯ พากันหัวเราเยาะเมื่อเด็กวิศวะฯ คนหนึ่งตะโกนว่า “คนตรวจตั๋วมาแล้ว” เท่านั้นเอง เด็กวิศวะฯ ทั้งหมดก็เข้าไปอัดกันอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวกัน นายตรวจเดินมาตรวจตั๋วของเด็กวิทยาฯ แล้วจึงไปเคาะประตูห้องน้ำพลางพูดว่า “ตรวจตั๋วด้วยครับ” มีตั๋วใบหนึ่งสอดผ่านประตูห้องน้ำออกมา นายตรวจรับไปดูแล้วก็เดินจากไป

เด็กวิทยาฯ กลัวจะน้อยหน้า เลยเอาอย่างด้วยการซื้อตั๋วรถไฟใบเดียวตอนขากลับ แต่เที่ยวนี้เด็กวิศวะฯ กลับไม่ซื้อตั๋วเลย

พอคนดูต้นทางของเด็กวิศวะฯ ตะโกนว่า “คนเก็บตั๋วมา” เด็กวิศวะฯ ก็รีบกรูกันเข้าไปอยู่ในห้องน้ำห้องเดียวอีก ส่วนเด็กวิทยาฯ ไม่รอช้า เข้าไปอัดกันอยู่ในห้องน้ำอีกห้อง แต่แล้วก่อนที่คนตรวจตั๋วจะมาถึงรถตู้นี้ เด็กวิศวะฯ คนหนึ่งก็ดอดออกมาจากห้องน้ำ ไปเคาะประตูห้องน้ำเด็กวิทยาฯ พร้อมพูดว่า “ตรวจตั๋วด้วยครับ”

ต้องใช้เวลา

กุมภาพันธ์ 5, 2009

คู่รักหนุ่มสาวบังเอิญต้องขึ้นสวรรค์ก่อนแต่งงาน ว่าที่เจ้าบ่าวผู้โศกเศร้าเข้าไปหานักบุญปีเตอร์ เพื่อถามว่าเขากับแฟนจะมีทางแต่งงานกันไหม

“กลัวว่าเจ้าจะต้องรอเสียแล้วละ” นักบุญปีเตอร์ตอบ

“อีกห้าปีค่อยกลับมาใหม่ก็แล้วกัน ถ้าเจ้ายังอยากแต่ง เราค่อยมาคุยกันอีกที”

ห้าปีผ่านไป ทั้งคู่กลับมายืนยันความต้องการอีกครั้ง

“เสียใจนะ ต้องรออีกห้าปี” นักบุญปีเตอร์บอก

โชคดีหลังจากรออีกห้าปี นักบุญปีเตอร์ก็ให้ทั้งสองแต่งงานกันได้ งานแต่งเป็นไปอย่างงดงาม คู่บ่าวสาวมีความสุขมาก แต่แล้วสองสามี ภรรยา ก็เริ่มรู้สึกตัวว่าทำพลาดไปเสียแล้ว จึงไปหานักบุญปีเตอร์อีกครั้ง คราวนี้เพื่อขอหย่า

“อะไรนะ” นักบุญปีเตอร์ตะโกนเสียงดัง “เราต้องใช้เวลาหาพระในสวรรค์นี่ตั้งสิบปี แล้วนี่เจ้าจะเอานักกฎหมายอีกแล้วรึ”

แง่คิดดีดี จากชายชราผู้จากไป…

กุมภาพันธ์ 3, 2009

แง่คิดดีดี จากชายชราผู้จากไป โดย…พิษณุ  นิลกลัด ค่ะ

เป็น Forward mail ที่อ่านแล้วยิ้มได้แม้ว่าจะเป็นเรื่องเศร้า…และไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง เรื่องเล่า หรืออะไรก็ตาม แต่ก้อยก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความงามของการถ่ายทอด…ก็เลยอยากนำมาบอกต่อ ๆ กันไปค่ะ…..

…………สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามายาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทรักใคร่เสมือนญาติ   
   
ก่อนเสียชีวิตไม่กี่วัน เขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่า สวดสามวันแล้วเผา ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้  เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อน แล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผา งานสวด 3 คืน มีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือ เมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวด    
   
วันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน  สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็น คนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่าย เลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบ คนหนึ่งและคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วัน   
   
หลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่า เจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยัง พระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรก   
   
จริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์  ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุที่ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ  จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน – แม้กระทั่งวันตาย    
   
ผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิม ที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้ เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้ พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตา การมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปีทำให้ได้แง่คิดดีๆ มาใช้ในการดำรงชีวิต
   
วันหนึ่งเขารู้ว่า ขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า ‘ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเรา แต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์’  
   
เขามีวิธีคิด ‘เท่ๆ’  แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเรา  อยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุข  ช่วงปีสุดท้ายของชีวิต เขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์  และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้ 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต ต้องนอนโรงพยาบาลสามวัน นอนบ้านสี่วันสลับกันไป
    
เวลาลูกหลานหรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วย ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล เขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาทีที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนาน เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้ ทุกคนพูดตรงกันว่า ‘คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม’ พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่า ทำไมคุยแต่เรื่องตลก เขาตอบว่า ‘ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก’  
   
เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คน ไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่  บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้ว แต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุยไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !  
   
4 เดือนสุดท้ายของชีวิต แพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์น  จนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อยกลับบ้าน  
     
แต่อยู่ได้ 4 วัน เขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอม เขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า ‘ขอให้ผมกลับบ้านเถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้อง คุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะพอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน’ หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง  
   
1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือ กะพริบตา แต่แพทย์บอกว่า สมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า ‘ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที’ เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง !  เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหาย
    
เขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่า ถูกขังในร่างของตนเอง  
   
สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า ‘พ่อสู้นะ’ เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า ‘สู้’  
   
เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า  ‘คุณลุงแกสู้จริงๆ’  
    
ตอนที่วางดอกไม้จันทน์  ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า ‘โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย’ ‘แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป’ สอนให้เรารู้ว่า…  
   
เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้แยกแยะเรื่องดีๆ และสิ่งร้ายๆ ในชีวิต จงใช้โอกาสดีๆ ที่ร่างกายและจิตใจของเรายังทำอะไรๆ ได้ อย่างที่สมองสั่ง จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียงและดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ  

หากทุกๆ ครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด… อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางที แม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที  …..แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป  
ถ้าเราเรียนรู้…ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม  🙂

วิธียั่วยวนชายหนุ่ม

กุมภาพันธ์ 2, 2009

นั่นแน่…!!!

รู้นะคิดอะไรอยู่….

ไม่ใช่วิธีการที่ก้อยคิดขึ้นมาเองหรอกค่ะ ก็ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดนี่นา อิอิอิ เป็นเรื่องราวจาก Forward Mail ที่หลุดรอดมาถึงมือค่ะ…ตั้งใจว่าจะลองเอาไปทำดูสักหน่อย…กำลังหาคนมาทดลองอ่ะ….

งั้น…ให้คนอื่น ๆ ลองดูก่อนล่ะกัน……

บางครั้งการนุ่งลมห่มฟ้ากำจัดเสื้อผ้าทุกชิ้นออกไปให้พ้นทาง อาจไม่ใช่การโปรยเสน่ห์ที่ดี มีศิลปะอย่างที่คุณคิดเสมอไป และที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่อาจจะใช้ได้ผลกับหวานใจคุณ เนื่องจากการเปิดเผยเรือนร่างให้เขาเห็นบ่อยเกินไปย่อมทำให้เกิดอาการชินชาได้เหมือนกัน ลองดูเทคนิคเล็กๆ สำหรับโปรยเสน่ห์ที่ดูมีคลาสกันดีกว่า

1. ใช้ภาษากาย ดึงดูดสายตาของเขาให้มองมาที่คุณด้วยภาษากาย ซึ่งภาษากายที่ว่าได้แก่ การจับจ้องมองเขาพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ดวงตาและริมฝีปาก พยายามให้เขาเห็นถึงไฟในทรวงที่กำลังร้อนเร่าของคุณ โดยท่าทางหรือภาษาทางกายเหล่านี้จะสามารถฉายแววออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ หากเพียงคุณคิดหรือจินตนาการถึงเรื่องวาบหวิว หรือเรื่องเซ็กซี่บางอย่างอยู่

จากนั้นก็ใช้มือของคุณสัมผัสและลูบไล้ตัวเองเพื่อเป็นไกด์นำทางให้สายตาของเขาจับจ้องไปตามส่วนต่างๆ ของเรือนร่างที่มือคุณค่อยๆ เคลื่อนไปอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น ในขณะที่เขากำลังพูดคุยกับคุณ ให้คุณจ้องมองตาเขาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับยกมือขึ้นลูบไล้ลำคอของตัวเอง แล้วค่อยๆ เลื่อนไปที่กระดูกไหปลาร้า จนกระทั่งเกือบถึงเนินอก จากนั้นก็หยุดมือของคุณวางทาบไว้อยู่ตรงนั้น

2. ค่อยๆ เปิดเผยเรือนร่าง แทนที่คุณจะถอดออกหมดทุกชิ้นทันทีที่ได้เจอกัน วันนั้นคุณก็ลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างมิดชิด จากนั้นก็ค่อยทำเป็นเผลอโชว์สัดส่วนออกไปแบบวับๆ แวมๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจทีละนิด เท่านั้นแหละก็จะทำให้สัญชาตญาณความเป็นชายที่ชอบซุกซนค้นหาในตัวของเขาถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที

3. ใช้สัมผัสอันอบอุ่น แตะต้องสัมผัสเนื้อตัวเขาบ้าง อย่างเช่น ขณะที่กำลังนั่งสนทนากัน คุณอาจถูกเนื้อต้องตัวเขาบ้าง หรือวางมือลงบนเข่าของเขาอย่างอ่อนโยนในบางครั้ง พอให้เขารับรู้กลายๆ ว่าคุณมีใจให้เขาอยู่และการที่คุณเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน หรือกล้าที่จะแตะต้องตัวเขา ก็จะทำให้เขาเกิดความกล้าที่จะแตะต้องเนื้อตัวร่างกายของคุณเช่นกัน

4. ฝากใจให้เขาด้วยรสจูบ หากการหว่านเสน่ห์ของคุณกำลังไปได้สวย และช่วยเปิดทางให้เขากล้าเข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับคุณมากขึ้น แต่คุณก็ยังไม่ควรปล่อยตัวปล่อยใจ ให้เป็นของเขาอย่างง่ายดายจนเกินไป ทางที่ดีแล้วควรให้เขาสะสมความต้องการของตัวเองที่มีต่อตัวคุณเอาไว้อีกสักนิด ด้วยการจูบเขาอย่างดื่มด่ำพร้อมกอดเขาอย่างแนบแน่น พยายามอ้อยสร้อยอ้อยอิ่งอยู่ในฉากนี้ให้เนิ่นนาน ก่อนที่จะบอกลาเขา อย่าลืมใช้เสียงอันหวานฉ่ำของคุณกระซิบบอกกับเขาเบาๆว่า “นอนหลับฝันดี แล้วพรุ่งนี้เจอกันนะคะ”

รับรองว่าคืนนั้นเขาต้องไม่เป็นอันหลับอันนอน และวิงวอนขอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็วๆเพื่อจะได้เจอคุณและได้อยู่ด้วยกันกับคุณอีกเป็นแน่

4 วิธีนี้จะทำให้เขาต้องการคุณ…แต่เขาคงต้องรอจนกว่าคุณจะพร้อม แต่ข้อดีก็คือเขาจะคิดถึงคุณจนแทบรอเจอคุณในวันพรุ่งนี้ไม่ไหวน่ะสิคะ

อันตราย…จริง ๆ นะ

กุมภาพันธ์ 2, 2009

สาวมั่นแต่งชุดบิกินีตัวโปรดเพื่อไปว่ายน้ำ ด้วยความที่เป็นสระเปิดใหม่
สาวเจ้าเลยไม่ทราบว่าเป็นสระสำหรับสุภาพบุรุษเท่านั้น
อารามที่เห็นน้ำใสน่าแหวกว่าย เธอก็เลยโดดตูมลงไปในสระ
และว่ายน้ำด้วยความเพลิดเพลิน…..

แต่พอเจ้าหล่อนจะขึ้นจากน้ำนี่สิ
บิกินีตัวจิ๋วท่อนล่างเกิดอันตรธานหายไปไหนไม่ทราบ ด้วยความตกใจ
เธอเลยรีบคว้าเอาป้ายที่ตั้งอยู่ข้างสระมาปิดจุดสำคัญ
ที่บัดนี้ไม่มีบิกินีปกปิดอีกต่อไปแล้ว…..

แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ
ผู้ชายที่อยู่ในบริเวณสระเริ่มเดินเข้ามาหาเธอเป็นกลุ่ม ๆ เธอประหลาดใจ
มากเลยก้มลงไปมองดูที่ป้าย ‘ตายแล้ว’ เธอคิดในใจ
ก็ที่ป้ายนั่นเขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวโตเลยว่า ‘FOR MEN’ ….

เธอเลยรีบพลิกป้ายกลับไปข้างหนึ่งทันที ปรากฏว่าได้ผล
ผู้ชายที่เดินเข้ามาหาเธอ ต่างแตกกระจาย ออกไปเหมือนผึ้งแตกรัง
คราวนี้เธอเลยก้มดูป้ายอีกที เห็นมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า ‘ อันตราย ลึก 3 เมตร’

🙂


%d bloggers like this: